sasitsaya's profile:::::: Yim's Corner ::::...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
|
January 18 Heritage...มันกลับมาอีกแย้ว >_<~อาการนอนไม่หลับเพราะความคิดในหัวตีกัน มันเกิดขึ้นเมื่อเทอมก่อน จำได้ว่าตอนนั้นต้องมาบ่นในบลอก เพื่อช่วยให้นอนหลับ
อาการเดิมมันกลับมาอีกแล้ว กรี๊ดดดดด
บล๊อกนี้ก็เลยต้องกลับมามีสาระอีกครั้ง...เหอๆ ๆ มีรึเปล่า -_-" จริงๆ ก็ไม่รู้ เรียกได้ว่าเป็นคำบ่นที่เกี่ยวกับ โบราณคดีและมรดกทางวัฒนธรรมจะดีกว่า
วันนี้เพิ่งได้หนังสือเรียนที่ซุปเปอร์ไวเซอร์เป็นคนรวบรวม article ต่างๆ ไว้ มาจากห้องสมุด หลังจากจองไปนานมากกกก
อึ้งมาก...เล่มขนาด A5 เองฮ่ะ ปกแข็ง เล่มนี้มีราคา 500 กว่าปอนด์ (ตอนถือกลับนี่ รักษาสุดชีวิตเลย ซื้อเองไม่ได้ฮ่ะ ไม่มีปัญญา)
กำลังสงสัยว่าเวอร์ชั่นปกอ่อนจะออกมาอีกมั้ย ราคาจะลดลงมากหรือเปล่า (ดูจากราคาปกแข๋ง ปกอ่อนก็ไม่น่าจะต่ำกว่า 200 เอิ๊ก ไม่ซื้อแล้ว ถ่ายเอกสารเอาดีกว่า)
ได้หนังสือเล่มนี้มาเราก็จะได้เริ่มอ่านๆ ๆ ๆ แล้วก็พยายามหา Research topic และ Dissertation topic ของ ป.โท ให้ได้เสียที หลังจากอ่านแบบหว่านแห มาเป็นอาทิตย์ (ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ ความคิดอันเลื่อนลอยตีกันในหัว)
เปิดเทอมปุ๊บ...งานโครมลงมาบนหัวสามชิ้น (ไม่นับงานแปลที่ยังค้างเขาไว้อยู่ อ๊ากกก)
1. อ่าน ๆ ๆ เพื่อเขียน paper ส่ง อาจารย์บอกว่า ไม่ต้องซีเรียส ไม่เอาไปประเมิน แต่คะแนนจะปรากฏลงใน Transcript นะ โธ่เอ๊ย...แค่มันปรากฏก็เครียดแล้วค่ะ อาจารย์ขา
2. อ่าน ๆ ๆ เพื่อหาหัวข้อ PhD และ Dissertation ของปีนี้ ต้องพยายามหาให้สอดคล้องกัน เผื่อโชคดี จบภายในสามปี อะฮ้า ๆ
3. ไม่น่าเมลไปหา prof. ที่ควบคุมการฝึกงานเร็วเลย หงืด ๆ เจอต้องมาค้นคว้า เพื่อเลือกโปรเจคที่จะทำ และต้องการคำตอบภายใน 3 วัน แว้กๆ ๆ ๆ งานอื่นก็ยังค้างๆ อยู่เลยง่ะ เริ่มอยากเป็นทศกัณฑ์ มีสิบหน้า สิบหัว เพราะคงจะมี 10 สมอง เผื่อจะช่วยให้อ่านได้ไวขึ้น
ปีนี้ปี 2007 ปีของการยกเลิก Slavery ครบรอบ 200 ปี พิพิธภัณฑ์ใหญ่ๆ 5 แห่งทั่งอังกฤษกำลังจัดนิทรรศการอยู่ (ละเราเองก็ต้องค้นคว้าเรื่องนี้ด้วย เฮ้อ...ปวดหัวตึ้บๆ ๆ สงสัยจะอยู่สบายมาหลายวัน กลับมาเจองานแล้วมึน @_@)
ในห้องเรียนวันนี้เจอการโต้เถียงอย่างดุเดือดอีกแล้ว
สนุกดี แต่แอบเก็บมาเครียดนี่อ่ะดิ...
มึน...
หนีไปหาไรเบาๆ ทำก่อนดีก่า...เอิ๊ก
November 22 A bit about Heritageเมื่อคืนนอนไม่หลับอีกแล้ว... เข้านอนไม่ถึงตีสองดี กว่าจะข่มตาให้หลับได้ก็ตีสามโน่นมั้ง แง...
ช่วงนี้ในหัวเต็มไปด้วย Heritage ตลอดเวลา แล้วก็ต้องมาหาทางระบายออกทุกที (จะมีใครมาว่าเราเนิร์ดมั้ยเนี่ย งึมๆ )
ถ้าผ่าสมองออกมาตอนนี้จะพบแต่คำว่า Stakeholder, consultant, landowner, PPG16 (Policy guidelines ของอังกฤษเค้า บ้านเราไม่มี), Conflict of Interests, Managemen Plan, Visitor Flow, Site interpretation แบบ อยากจะกรี๊ดจริงๆ
โอเค ก็เลยต้องมาบ่น เพื่อนระบายออก อิอิ คนอ่านก็ทนๆ อ่านไปก่อน เพื่อสวัสดิภาพของคนเขียน
ถ้าไม่เขียนเกี่ยวกับเรื่องเรียนอาจจะ น้ำลายยืด ตาเหลือก ชักแหง็กๆ ๆ ขาดใจไปก่อนได้
บ่นเรื่อง Thornborough Henges ก่อน
มั่นใจเลย...ไม่มีใครรู้จักหรอก
แต่ถ้าพูดว่า Stonehenge ก็จะเริ่ม อ๋อ....สิ่งมหัศจรรย์ของโลกใช่บ่
ใช่แล้วจ้า...
นักโบราณคดีบอกว่า Thornborough Henges นี่น่ะ มีความสำคัญพอๆ กับ Stonehenge เลยน้า....แต่ว่าไม่ได้เป็นหิน เป็นคันดินวงกลม ๆ 3 วง
(เด๋วจะแทรกรูปไว้ตอนท้ายละกัน ขี้เกียจทำ link ไปจากตรงนี้ละ ต้องอัพโหลดหลายต่อ) ที่สำคัญก็คือ มันอยู่ตอนเหนือด้วย อยู่ใน Yorkshire ด้วย
(ไม่รู้จักเลยวุ้ย ถ้าไม่ได้เรียนโบราณคดีจะเคยได้ยินมั้ยเนี่ย)
เค้าบอกว่า ความสำคัญมันเท่าๆ กัน แต่ว่าการจัดการมันช่างต่างชั้นกันเหลือเกิน แถมที่แย่กว่านั้น ใกล้ๆ กับ Thornborough Henges เนี่ย ยังมีสัมปทานขุดกรวดล้อมรอบ
เกือบจะขุดเข้าไปในวงกลมแล้ว เอ..ไม่ใช่สิ เข้าไปในวงกลมของ henge อันกลางแล้วด้วย ทีนี้ ชาวบ้านก็ออกมาโวยวายๆ ตั้งกลุ่ม Friends of Thornborough ขึ้นเพื่อร้องเรียนทางการ ปัญหายืดเยื้อมา 2-3 ปีแล้ว ยังไม่จบ และยังไม่รู้จะจบเมื่อไหร่
โธ่ แค่ 2-3 ปีเอง เด็กๆ เวียงกุมกามที่ จ. เชียงใหม่น่ะ ขุดมาตั้งแต่ปี 2525 (ยังไม่เกิดเลย -_-) จนบัดนี้...ปัญหายังไม่คลี่คลาย ต้องให้คนที่นี่ไปดูงานเสียแล้ว...
เรียกได้ว่าปัญหามันเกิดขึ้นทุกที่แหละ มากน้อยก็ต่างๆ กันไป ประเทศนี้ก็ว่ามีระบบที่ดีแล้ว ก็ยังไม่วาย...
มรดกชาติ..ก็สำคัญ
กรวด ทราย..ก็สำคัญสำหรับการก่อสร้าง และการพัฒนาในท้องถิ่น
ข้าพเจ้าคิดว่า...ถ้าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในเมืองไทย สัมปทานกรวดชนะแน่ๆ เลย ก็แหม เมืองไทยเราให้ความสำคัญทางด้านการพัฒนามากกว่า
แล้วเราจะมาเรียน "ศาสตร์แห่งเงา (อดีต)" นี่ทำไมหนอ...
เรียนไปก็ยังมองอนาคตอันมืดมนไม่ออกเลย
อ้าว นอกเรื่องไปมากแล้ว กลับมาเรื่อง มรดกชาติกันต่อ
ขนาด Stonehenge ที่เป็นมรดกโลกที่ UNESCO จัดตั้งให้เนี่ย ยังถูกวิจารณ์เลย ว่าการจัดการไม่ดี
(ไปมาแล้ว 2 รอบ เห็นด้วยกะคำวิจารณ์เต็มเปี่ยม)
ค่าเข้าก็แพ้ง แพง ข้อมูลที่ได้ก็น้อย คือ มันน่าจะทำได้ดีกว่านี้
St. Pual's Cathedral กะ Westminster Abbey ก็กำลังอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง
เพราะอยู่ในลอนดอน ได้รับมลภาวะทุกวันๆ UNESCO จะถอดออกจาก List อยู่แล้ว เพราะว่าการดูแลรักษาไม่ดีเท่าที่ควร ไม่สามารถป้องกันสถานที่ท่องเที่ยวจากมลภาวะได้
เออหนอ...จะให้ทำยังไง สร้างโดมแก้วครอบเอาไว้อย่างนี้เหรอ (ก็จะมีคนอีกกลุ่มมาค้านอีก ว่ามีผลต่อทัศนียภาพ คุณทำอย่างนี้มันเสียคุณค่าทางศิลปะไปนะครับ เหอๆ)
เออ...พูดถึง St. Paul's Cathedral กะ Westminster Abbey เพิ่งรู้ตอนอาจารย์บอกตอนอยู่ปี 3 นี่แหละ -_- ว่าจริงๆ แล้วมันถูกสร้างคู่กัน แต่ว่าอุทิศให้นักบุญคนละคน Westminster นี่อุทิศให้เซนต์ปีเตอร์ Eastminster ก็คงอุทิศให้เซนต์ปอลแหละ (เลยกลายมาเป็นชื่อทีหลัง แหะๆ - เดามั่วจริงๆ ผิดหรือเปล่าเนี่ย)
St. Paul's ถูกเรียกว่า "Eastminster" ตรงข้ามกะ ""Westminster" (คำว่า Minster มาจากรากศัพท์เดียวกะคำว่า Monastery รู้สึกดิกอังกฤษ ไทย จะแปลไว้ว่า "วัด" ส่วนคำว่า Cathedral เค้าแปลไว้ว่าโบสถ์ใหญ่ แต่เหมือนได้ยินคนเรียกหรูๆ ว่า มหาวิหาร ดังนั้นคำว่า Cathedral มันน่าจะใหญ่กว่า Minster แต่ไหง York Minster ดันใหญ่กว่า Cathedral อีกหลายๆ ที่ก็มะรู้ อาจารย์บอกว่า Minster เป็นภาษา Saxon)
แต่ก็มีนักโบราณคดีอีกหลายคนออกมาเถียง จริงเหรอ...Eastminster คือ St.Paul's แน่เหรอ แล้วก็เขียนหนังสืออกมาหลายๆ เล่มว่าใช่ หรือไม่ใช่
ทำไมเขาว่างกันจังอ้ะ แค่เรื่องชื่อก็เขียนหนังสือเป็นเล่มๆ ได้ (พอๆ กะตอนที่เถียงว่าจะเรียก ลานนา หรือล้านนาดี ตกลงตอนนี้นักวิชาการให้เรียกล้านนา นะคะ แล้วถ้าเรียกรวมกันว่า ล้านนาไทย ก็อาจจะมีคนเคือง - ใช่มั้ย น้องฟลุก??
ขอให้ศาสนสถานและมรดกโลกทั้งสองจงรอดวิกฤตไปด้วยกันนะคะ (เรียนๆ ไปแล้วเลยรู้ว่า บางทีจัดการเด็ดขาดไปเลยแบบที่สุโขทัยก็ดี - "ชาวบ้าน ย้ายออกกกกกก" แต่ก็นะ...มันขัดกะแนวคิดปัจจุบันที่ว่าการพัฒนาต้องเป็นไปแบบยั่งยืน ต้องให้ชาวบ้านเป็นส่วนหนึ่งของโบราณสถาน ไม่สร้างปัญหาให้กันและกัน)
บ่นไปเรื่อยๆ ก็วกมาที่สุโขทัยกะอยุธยา
สุโขทัยเป็นโบราณสถานเปล่าๆ เลย (ไล่ชาวบ้านออกไปแล้ว)
อยุธยามีเมืองใหม่แทรกอยู่ด้วย
เราเองยังรู้สึกเลย ว่าเราชอบแบบเกลี้ยงๆ แบบสุโขทัยมากกว่า แต่ว่า...ทฤษฎีพยายามจะบอกว่า แบบอยุธนาเนี่ย...เขาเรียกว่า Living Heritage เป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนกว่านะจ๊า..
ขอปิดท้ายด้วยเรื่องไร้สาระ
เมื่อไม่นานนี้อาจารย์บอกว่า
"นักเรียนรู้ไหมคะ อาจารย์เดินผ่าน York Minster มาหลายปีแล้ว ตอนเด็กๆ อาจารย์คิดว่า ทำไมหนอ...สถานที่ก็เป็นสถานที่เดิม แต่อาจารย์ไม่เคยเห็นมันเป็นสีเดียวกันเลยสักวัน พอโตขึ้นอาจารย์ ถึงได้รู้ว่า มันคนละสีจริงๆ ด้วยค่ะ เพราะหินปูน (Lime stone) จะเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ ตามการหักเหของแสง"
เออ...จริงด้วย
มิน่าล่ะ เดินผ่านวันฝนตกทีไร เราเห็นมันเป็นสีน้ำตาลแก่เศร้าๆ โศกๆ หมองๆ เก่าๆ ทึมๆ
วันฟ้าใสทีไร เดินผ่านก็จิตใจรื่นเริง ตอนแรกก็คิดว่าคิดไปเองเสียอีก
บ่นมานานอ้ะ หิวข้าวแล้ว ไปหาข้าวกินดีกว่า T_T November 14 ไม่มีชื่อเรื่องดังที่เคยบอกไว้ เหอๆ ถ้าไม่เขียนบลอก หัวก็จะระเบิด เพราะรับอะไรๆมามากมาย แล้วไม่ได้ปล่อยไป
ดังนั้นก๊อเลยมาบ่นกับ my space อีก จะได้นอนหลับสบาย
วันนี้ที่คณะเขาเชิญนักพัฒนาที่ดินกะ consultant มาเลกเชอร์ คนแรกพูดในฐานะนักพัฒนาที่ค่อนข้างจะมี interest ที่ตรงข้ามกะนักโบราณคดีเต็มที่ ท่านผู้อ่านคะ ที่ประเทศอังกฤษนี้ เจ้าของที่หรือ developerเป็นคนจ่ายค่าขุด ค่าศึกษาค่ะ (เหอๆ ประเทศไทยไม่มีอย่างนี้บ้างแฮะ) ก่อนที่จะก่อสร้างอะไรในพื้นที่ Local Planning Authority ต้องไปตรวจเช็คว่ามีหลักฐานสำคัญทางโบราณคดีอยู่รึเปล่า แล้วถ้ามีก็ต้องขุด ส่วนค่าขุดก็เจ้าของที่หรือเจ้าของโครงการก็ต้องยอมออกไป ไม่น่าสงสัยเลยว่าทำไมพวกนี้เขาถึงได้เป็นปฏิปักษ์กับนักโบราณคดีนัก ก็ถ้าผ่านขั้นตอนการศึกษาเอกสารแล้วของใต้ดินมันสำคัญจริงๆ โครงการของเค้าก็ต้องล่าช้า เพราะต้องรอนักวิชาการมาขุดค้นก่อน
ที่York นี่ เห็นเป้นเมืองเล็กๆ แต่จริงๆ แล้วการบริหาร จัดการก็สับสนไม่ต่างกัน
York ในสายตานักท่องเที่ยวเป็นเมืองน่ารัก
ในสายตาคนท้องถิ่น...มันเป็นเมืองที่อังกริ๊ด อังกฤษ
ในสายตาของนักโบราณคดี...ว้าว โรมัน แองโกลแซกซอน ไวกิ้ง นอร์มัน
ในสายตานักเรียน...เล็กว่ะ ไม่มีที่ clubbing เท่าไหร่เลย Nightlife ก็ไม่อลัง ดีนะเนี่ยที่อยู่ติด Leeds
ในสายตาของนักพัฒนา...เศรษฐกิจที่นี่ทำไมมันเฉื่อยอย่างนี้ อยู่นิ่งกับที่มาเกือบร้อยปีแล้ว
ด้วยความเชื่อ (ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือคาดการณ์ผิดก็แล้วแต่) ผู้คนเคยถูกกระตุ้นให้ออกไปสร้างถิ่นฐานอยู่รอบนอกของยอร์ค ความเจริญต่างๆ เช่นโรงหนัง ซูปเปอร์มาเก็ต ห้างต่างๆ เลยออกไปอยู่ข้างนอกเสียมาก เพื่อดึงดูดคนออกจากเมือง (เขาคิดว่าจะได้อนุรักษ์ให้เป็นเองมรดกที่ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นกรรมของนักเรียนต่างชาติเยี่ยงพวกเรา -_- ไม่มีที่ช้อปอาหารสดเท่าไหร่เลย)
หากเศรษฐกิจที่ไม่เติบโตเลยมานานนับสิบสิบสิบปี ทำให้เขาคิดได้ และล้มเลิกการผละกคนออก แต่เริ่มหันกลับมาพัฒนาพื้นที่ในเขตกำแพงเมืองเพื่อดึงคนเข้าบ้าง (กรี๊ดดด ดีจังเลย อีกหน่อยในเมืองจะมีมอริสันแล้ว เอ...แต่กว่าจะสร้างเสร็จตูไม่เรียนจบไปไกลแล้วเรอะ -_-)
พื้นที่เดียวที่จะสามารถพัฒนาเป็นบ้านและสิ่งอำนวยความสะดวกได้คือส่วนที่เรียกว่า Hungate (ทางตะวันออกของเมือง) ซึ่งเป็นแหล่งเสื่อมโทรมมานานนนนน จนถึงประมาณ 1940 (Canary Wharf ในลอนดอนที่ตอนนี้เป็นออฟฟิศหรูหราไฮโซก็เคยป็นแหล่งเสื่อมโทรมมาก่อน คงใช้แนวคิดเดียวกัน) หลังจากนั้นตึกเก่าๆ โทรมๆ ก็ถูกทุบเป็นที่โล่งๆ
พื้นที่ตรงที่เรียกว่า Hungate นี้ถูกใช้เป็นท่าเรือตั้งแต่สมัยโรมันมาจนถึงศตวรรษที่ 14
นานมากกกกก......จนมีการทับถามทางโบราณคดีถึง 7 เมตร นักโบราณคดีประเมินว่ามันไม่ได้มีแค่ National significance หรอก มันมี International significance เลยแหละ เรียกว่าทุกคนตื่นเต้น แล้วก็กำลังจะขุดค้นกันเป็นโครงการใหญ่ (จริงๆ เคยขุดครั้งใหญ่มาแล้วที่ coppergate ได้ของสมัยไวกิ้งกะ แองโกลแซกซอนมาเพียบ ส่วนที่นี่...เค้าว่ากันว่า...ใหญ่กว่า มีหลักฐานมากกว่าที่ coppergate อีก โอ้ววววว)
แต่แปลกแฮะ คนที่นี่เขาไม่อยากให้เมืองของเขาเข้าเป็น World Heriatge Site ของ UNESCO เท่าไหร่ (ยกตัวอย่าง WHS ของไทยคือ อยุธยา สุโขทัย+ศรีสัชณาลัย บ้านเชียง ห้วยขาแข้ง เขาใหญ่) เพราะเขากลัวกันว่าพอถึงตอนนั้น จะทำอะไรก็ต้องวุ่นวายขออนุญาตกันลำบากลำบน เออ...ก็คิดแปลกออกไปแฮะ ชาวหละปูนดิ้นรนแทบตายที่จะเข้า WHS แต่ว่ายังไม่ Meet the criteria
ก็มารอดูอนาคตของ York ต่อไปละกัน ตอนนี้ก็มีรายได้จากการท่องเที่ยวไปก่อน เข้าใจละว่าทำไมต้องเก็บตังค์ค่าเข้า Minster นอกจากท่องเที่ยว ยอร์คไม่มีอะไรเลยจริงๆ ด้วย อย่างน้อยเคมบริดจ์ก็ยังมี science park หรือ Oxford ก็ยังมีโรงประกอบรถ
นี่แหละค่ะ ความจริงขิง York เมืองเล็กๆ น่ารักอย่างนี้ ^ ^
ตอนนี้ง่วงละ หนีไปงีบดีกว่า
November 11 โน่นๆ นี่ ๆ กับโบราณคดีไปถึงที่ City of York Council เขาก็พาไปเดินดูทั่วๆ แล้วก็ไปนั่งคุยกัน แล้วก็เริ่มงานประจำ
ที่ York นี่เป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่มีกฏหมายเฉพาะ (เมื่ออื่นที่เข้าข่ายเดียวกันมีอีก 4 เมือง จำไม่ได้หมดว่ามีไรมั่ง จำได้แต่ว่ามี Chester, Exeter) ดังนั้น จะพัฒนาหรือก่อสร้างอะไรก็ต้องส่ง application ไปที่สำนักงานก่อน แล้วเค้าก็จะส่งเรื่องต่อๆ ไป แผนกสิ่งแวดล้อม แผนกโบราณคดี บลา บลา บลา John Oxley คนที่ทำงานด้วยเป็นนักโบราณคดีรุ่นพ่อ (ทำงานมานาน) พอเห็นโลเคชั่นของใบสมัครทั้งหลายที่ส่งมาก็รู้เลย ว่าที่ในอยู่ในแหล่งที่มีโบราณสถาน ต้องระวังเป็นพิเศษบ้าง
ใครบอกว่าระบบที่นี่ทันสมัยไปทุกอย่างเนี่ย...
ข้อมูลหลายๆ อย่างของที่นี่เลย ยังอยู่ในสภาพกระดาษธรรมดาๆ อยู่เลยนะ แต่เค้ากำลังจ้างบริษัทมาทำ DATABASE ให้อยู่ คงเสร็จประมาณ กุมภา ตอนนั้น เราก็จะเข้าไปดูได้เสียที ตอนนี้อยากรู้อะไรต้องถามคุณจอห์นก่อน
ดูจากลักษณะงานแล้ว งานเอกสารคงช่วยอะไรไม่ได้อ้ะ เพราะเราก็ไม่ได้รู้จัก York มากขนาดนั้น เพิ่งมาอยู่ได้เดือนเดียว ตอนนี้เหมือนกับว่า เราไปเรียนรู้จากเขามากกว่า เพราะเขาก็พาเดินไปดูโน่นนี่ ในเมือง แล้วก็สอน ๆ ๆ แนะนำงานให้ ก็ถือว่ามาดูงานก็แล้วกัน (ได้ข่าวว่าพ่อหนุ่มฟรานเซสผมทองเพื่อนที่คณะโดนคนที่ฝึกงานใช้ไปล้างห้องน้ำด้วย เหอๆ ดีนะไม่สมัครไปที่นั่น เด็กเยอะ)
จากการเดินตรวจในเมืองกับจอห์น ทำให้เรารู้ว่า
1. ที่ร้าน The link (เลิกกิจการไปแล้ว) กะ Subway ที่ Market Street นั้น ในสมัยโรมัน พื้นดินต่ำว่าระดับปัจจุบันถึง 7 เมตร (โอ้พระเจ้า)
แต่ส่วนที่เป็นป้อมอยู่ใน Museum Garden ตรงนั้นต่ำลงไปแค่เมตรกว่าๆ (หลักฐานทางโฐราณคดีแสดงให้เห็นว่าสมัยก่อน York เป็นเนินเล็กๆ ไม่ได้ราบเรียบขนาดนี้)
ดังนั้น ร้านสองร้านนั้น จึงอยู่บนกำแพงโรมัน !!! ถ้าเป็นทีเชียงใหม่เขาจะเรียกว่า 'ขึด' แปลว่าทำผิดรีต ผิดรอย ที่ควรจะทำ ไม่น่าแปลกใจที่ปิดร้านไปแล้ว (ฮา...) ที่ยิ่งกว่าก็คือ Plan ที่เขาส่งมาให้พบว่า ร้านที่จะมา take over จะสร้างห้องน้ำตรงจุดที่เป็นป้อมปราการเลยครับ ถ้าเป็นที่เมืองไทยก็จะมีความเชื่อว่า ตรงจุดนั้นจะมีผู้รักษา สร้างห้องน้ำด้านบนก็ 'ขึด' ดังนั้น เราจะรอดูว่าจะมีผลอะไรกับร้านหรือเปล่า อิอิ
2. ประตูเข้าเมืองสมัยโรมัน อยู่ตรง Stone gate ตรงแน่วแน่ไปที่ Minster แต่สมัยนั้นยังไม่มีมหาวิหารแบบนี้ แต่เป็นศูนย์บัญชาการของทหารโรมันแทน ดังจะเห็นได้จากเสาคอลัมน์ ที่ตั้งอยู่ด้านข้างของ Minster ที่เขาขุดพบใต้ฐานของ Minster (มีใครเคยสนใจไปอ่านบ้างไหม ว่ามันคืออะไร เหอๆ)
3. บางครั้งเราเดินไปมา ผ่านบนถนน ก็พบว่ากระเบื้องในร้าน BHS หรืออิฐบนถนนมันปูให้สีต่างๆ กัน บางที่ก็ดูเหมือนมีแถบพาดผ่านบนถนน ทำไปทำไม...ที่แท้...มันเป็นคำขอร้องของ council นี่เอง ที่อยากให้เป็นสัญลักษ์บ่งบอกว่า แนวกำแพงเก่าอยู่ตรงไหนบ้าง อ่า...แล้วทำไมไม่มีข้อมูลอะไรบ่งบอกล่ะคะ ทำไว้เฉยๆ ใครจะไปรู้ไหมเนี่ย คิดว่าอิฐสีเดิมหมด พอเอามาซ่อมก็ต้องใช้สีอื่นอ่ะดิ
อดีต...
ซ่อนอยู่ภายใต้ปัจจุบัน ไม่มีใครสนใจ
แล้วทำไม คนบางคนถึงได้ยึดติดกับอดีต ไม่ลืม ไม่เลือน
ตอนบ่ายก็ได้ไปตรวจไซด์กะจอห์น ไซต์นี้อยู่ตรงใกล้ๆ กะมหาลัยเลย York Archaeological Trust ขุด คนคุมชื่อเบน ตอนแรกตื่นเต้นมาก เพราะตอนเรามาขุดกะ YAT คนคุมชื่อ โทบี้ กะ เบน กำลังคิดว่าโลกจะกลมไหม แต่พอไปถึงที่ก็พบว่าโลกไม่กลมอย่างที่คิด (แต่เบนคนนี้หล่ออ้ะ ผมยาวสีทอง หน้าใสเด้ง มือเปื้อนโคลน เสื้อผ้ามอมแมม น่าร้ากกก พี่อะของช้านนน)
รู้สึกแปลกๆ เหมือนกัน เมื่อก่อนเราจะเป็นฝ่ายใช้แรงงานขุดในหลุม วันนี้เราเดินตามจอห์นไปตรวจ เหอๆ (จริงๆ ดีนะเนี่ย ไม่เหนื่อยยากลำบาก เท่ากับสาขา field archaeology)
ไม่น่าจะคิดผิดที่เรียนมาทางนี้
ไซต์นี้อยู่ใต้ตึกเก่าๆ ชั้นดินน่าสนใจดี เขาสันนิษฐานกันว่า มันน่าจะเกี่ยวกับโบสถ์ที่อยู่ใกล้ๆ มีโบราณวัตถุที่จะเอามากำหนดอายุของชั้นดินคร่าวๆ เรียบร้อย
แต่ที่น่าตื่นเต้นที่สุดก็คือ..ที่ริมหลุมเลย เขาค้นพบหม้อโบราณ ที่ใส่อังคารไว้ข้างใน อ้า...กระดูกที่ถูกเผาน่ะ ท่าทางจะก่อนประวัติศาสตร์ด้วย โอ้วววว
2000 ปีเป็นอย่างน้อยนะครับท่าน...ทุกคนตื่นเต้นกันหมด เพราะว่าที่ York ยังไม่ค่อยมีหลักฐานเก่าแก่กว่าโรมันเท่าไหร่ ลัลล้า ลัลล้า
เหอๆ แต่ว่าจอห์นบอกกฏสำหรับนักโบราณคดีมา 3 ข้อ และมันก็จริงเสียด้วย
1. เมื่อถึงจุดๆ หนึ่ง คุณจะต้องย้ายสปอยล์ ฮีพ (Spoil heap = กองดินที่ขุดออกมาจากหลุม พอขุดไปเรื่อยๆ ๆ หลุมมันก็ขยาย พอมาถึงกองดินที่ตอนแรกคิดว่าอยู่ห่างแล้ว ก็จำเป็นต้องย้ายกองดินบ้านี่ให้ห่างออกไปอีก)
2. ของดีๆ มักจะอยู่ริมหลุม
ปกตินักโบราณคดีจะขุดกว้างออกไปเรือ่ยไม่ได้ เขามีคำอนุญาตให้ขุดได้กว้างเท่านี้ ยาวเท่านี้ก็ต้องทำเท่านั้น แล้วของดีๆ (ในกรณีนี้คือหม้อใส่กระดูก) ก็ต้องมาอยู่ตรงริมหลุม (ขุดไปต่อไม่ได้)
3. ของดีๆ มักจะเจอในวันสุดท้ายของการทำงาน
(ของเราเป็นจริงนะตอนขุดที่แบมเบิร์ก เจอโครงกระดูกที่เพียรขุดมาทั้งอาทิตย์ตอนวันศุกร์ ในวันสุดท้ายของการทำงานพอดี ฮือๆ )
บ่นมายาว แล้วเราก็ชิ่งดังเดิม
November 01 Wharram Percy, สายฝน(revised version - เพิ่งค้นพบว่า พิมพ์ผิดมโหฬาร)
เมื่อวาน (31 ต.ค.) ไปลง Fieldtrip ตัวแรกมา
ประมาทไปนิด คิดว่าไปสำรวจนิดๆ หน่อยๆ ทำให้เตรียมตัวพลาดไปอย่างแรง
1. ลืมเอากล้องถ่ายรูปไป (มือถือก็ลืมเอาไป) อันนี้เกี่ยวข้องกะความขี้ลืมส่วนตัวด้วย ลืมหยิบเอาของสำคัญทั้งสองติดไม้ติดมือ ไม่ได้เอากล้อง เอามือถือไปก็ยังพอถ่ายรุปได้ นี่...ลืมคู่เลย แต่ก็สายแล้ว ขืนกลับมาเอาก็ตกรถแน่ๆ ก็เลยต้องเลยตามเลย กรี๊ดดด อดบันทึกภาพเลย
2. ดันใส่รองเท้าผ้าใบ เพราะคิดว่าเดินเยอะ ใส่บูตมันหนัก เดี๋ยวเดินไม่สะดวก เป็นไงล่ะ ท้ายวันมานี่ เปียกโชก
เรื่มต้นด้วยนั่งรถออกจาก King's manor ไปนะคะ มีหนุ่มเมกันผมทองมานั่งด้วยค่ะ ตอนแรกก็ทำเงียบๆ พอชวนคุยด้วยแล้ว น้ำลายแตกฟอง แต่ก็ดี ทำให้ไม่หลับพับไปก่อน ยิ่งง่วงๆ อยู่ด้วย นั่งรถไปชั่วโมงกว่าก็ถึงเมืองเล็กๆ (จนมองไม่เห็นในแผนที่) ชื่อ Wharram-le-street (งงมากค่ะ ทำไมต้องใช้ le แล้วหมู่บ้านแถวๆ นั้นก็ใช้ le หมดเลย อิทธิพลอะไรของภาษาฝรั่งเศสหรือเปล่า ทำไมมามีอิทธิพลเอาตรง Yorkshire wold นี่ล่ะ)
Wharram Percy เป็นชื่อของหมู่บ้านร้างสมัยยุโรปกลาง (แปลตรงตัวมาจาก deserted medieval village) ฟังชื่อแล้วหรูใช่มั้ยล่ะ ฮ่าๆ ๆ จริงๆ แล้ว มองด้วยตาเปล่าก็เห็นแค่โบสถ์กะสุสานเท่านั้นล่ะค่ะ เพราะว่าบ้านคนมันพังทลายหมดแล้ว underground archaeology คงเยอะอยู่ แต่มันมองไม่เห็น คนอาจจะไม่ชอบไปเที่ยวเท่าไหร่
รถแล่นไปจอด ณ ที่จอดรถ ต้องเดินลงหุบไปอีกครึ่งชั่วโมงค่ะ โอ๊ย เด็กๆ นิ ปกติเดินได้ไกลกว่านั้น...ก็เดินๆ ไป ไม่บ่นอะไร
แล้วอาจารย์แยกคนอกเป็น 3 กลุ่ม (พอดีคณะโบราณนี่มีหลายโปรแกรม ยิ้มทำ Archaeological Heriatge Management) อาจารย์แกก็พยายามให้มีคนจากทุกๆ โปรแกรมในกลุ่มเดียวกัน นัยว่าจะได้มีมุมมองต่างๆ กันไป (จะได้ผลมั้ยเนี่ย ที่ผ่านมาก็เรียนรวมๆ กันหมดนี่นา) เอาล่ะ ก็แยกกลุ่มกันไป กลุ่มข้าพเจ้าได้มานั่งสังเกตโบสถ์ร้าง
เออ ตึกที่นี่มันช่างมีการดัดแปลง ต่อเติมแบบเห็นได้ชัดจริงๆ เห็นแล้วดูออกว่าอะไรเกิดก่อนอะไร
ไม่เหมือนอาคารเมืองไทย เปลี่ยนแปลงทีก็เปลี่ยนแปลงยกหลัง อย่างให้ดูวิหารเนี่ย แล้วให้บอกว่าอายุเท่าไหร่ โดยไม่ใช้หลักฐานทางประวัติศาสตตร์คงดูยากว่าเกิดอะไรก่อนหรือหลัง (แต่ดูโบสถ์ที่นี่พอเดาได้เลย อย่าง arch กลมๆ มนๆ ก็แบบ Romanesque สมัย ค.ศ. 11xx หรือ 12xx แน่ๆ )
ตอนอยู่ในโบสถ์ก็ฟ้าแจ้งดี
พอออกไปกลางแจ้ง อยู่ดีๆ ฝนก็เทลงมาๆ ๆ
ตอนแรกก็ตกแบบอังกฤษน่ารัก กำลังดี กางร่มเสียก็เอาอยู่
อีกสักพักมาเป็นพายุครับท่าน October gale T_T คราวนี้ร่มก็เอาไม่อยู่ กางไปก็หักเปล่าๆ ก็ต้องมายืนตากฝน (อีกแล้ว)
เสื้อผ้าของเราก็กันน้ำได้เกือบทั้งตัวหรอกนะ (ยกเว้นรองเท้า ที่ประมาทไปหน่อย) แต่ว่ายืนให้ฝนมันตกใส่ ลมก็แร้งงงงง แรงงงง ขนาดนั้น มันก็ไม่สนุกเลย
ยืนบนเนินเขาโล่งๆ ด้วย (กลัวฟ้าผ่าก็กลัว)
หลังจากนั้นก็เดินขึ้นรถ ย้ายที่สำรวจกันต่อ
แล้วกลิ่นที่จำได้ขึ้นใจก็โชยมาอีกครั้ง
มันคือ กลิ่นอับชื้นของเสื้อผ้าและรองเท้านั่นเอง ฮือๆ
นี่คือส่วนที่ทรมานที่สุดในชีวิตนักโฐราณคดีของยิ้มนะ ให้แบกดิน ขุดดิน งานมันหนัก แต่ถ้าแดดออกมันยังแฮปปี้
ให้นั่งล้างกระดูกกลางฝน เสื้อผ้าเปียก ถุงเท้าเปียกนี่ ไม่เหนื่อยเลย แต่น้ำตาจะไหล T_T
นั่นแหละค่ะ แต่ก็ต้องทน...
ทนเปียกๆ หมักหมมๆ ไปจนถึงบ่าย ก็ไปถึงเมือง malton ซึ่งวได้พัก 1 ชม.
นักเรียนก็บ่ายหน้าไปที่ผับ ซึ่งข้างนอกมีเถา Virginir creeper สีแดงสวยงามปกคลุม
แต่พอเข้าไป อี๋...เหม็นบุหรี่จัง แสบคอ แค่กๆ ๆ
ก็ต้องเลือกล่ะค่า จะเอาเปียกฝนหรือเอาเหม็นบุหรี่ เอาก็เอา...เหม็นก็ได้ หิวแล้ว ก็เลยไปสั่งซุปร้อนๆ มากิน อา..สบายขึ้นมาหน่อย
แต่พวกผู้ชายนี่แปลกแฮะ กิน guinness ต่างข้าว
มิน่าล่ะ พวกนี้อกผายไหล่ผึ่ง สูงยาว เข่าดี แต่มีพุง
หลังจากนั้นก็เดินดูอาคารสมับยุโรปกลางอีกหลัง
ลงไปดูห้องใต้ดินด้วย แล้วก็ขึ้นไปห้องใต้หลังคา พระเจ้า...ที่แคบๆ มืดๆ ทั้งนั้น ไม่ชอบเลย มันเหมือนกับจะถูกบีบรัด หายใจไม่ออก
เราไม่ได้เป็น clustophobic นะ แต่ไม่ชอบสภาพแบบนั้นเลย ก็เลยเรียน building archaeology ไม่ได้ แหะๆ อันนั้นต้องมุดอุโมงค์ ลงห้องใต้ดิน ไต่บันไดเวียนบ่อยๆ -_-"
แล้วก็กลับบ้านมา...หนาวดึ๋งๆ ขาดใจ อยู่ดีๆ หน้าหนาวก็มาเยือนแบบไม่ทันตั้งตัว
ตกกลางคืน ไม่ทำงานแล้ว เหนื่อย ขอนอนอืดๆ
เปิดทีวีเล่นๆ ก็เจอช่อง 5 เป็นรายการ Ghosts on the underground เป็นรายการที่สัมภาษณ์คนที่มีประสบการณ์แปลกๆ ใน underground
เห็นปุ๊บ ยกโทรศัพท์หาแจ๋มเลย รายการยังงี้ แจ๋มต้องชอบแน่ๆ
(ปีนี้ไม่มีคนดูหนังผีด้วยเลย แง้...)
แต่ปรากฏว่าแจ๋มติดปาร์ตี้อยู่ มันมีเยอะมากเลย ดูไปก็สติเลือนลาง ง่วง พอจำได้ลางๆ ดังนี้
1. สถานี Liverpool street ตอนนั้นทีเจ้าหน้าที่คนนึง เดินตรวจความเรียบร้อยกลังสถานีปิดแล้ว เพื่อนร่วมงาน ว. มาบอกว่า ให้บอกคนชุดขาวที่อยู่ใกล้ๆ ให้ขึ้นมา แต่ว่า..เขาสาบานได้เลย ว่าทั้งแพลตฟอร์ม มีเขายืนอยู่คนเดียว
ผลการขุดค้นทางโบราณคดี พบว่า...มีหลุมศพอยู่ใต้สถานีนับร้อยศพเลยนะคะ
2. Kennington loop พอรถแล่นผ่านตรงนี้เพื่อย้อนกลับ ประตูจะเปิดปิด ๆ ทุกครั้ง มีประวัติคนงานตายในรางระหว่างเดินทำงานเมื่อนานมาแล้ว
3. Covent Garden ผีนักแสดงที่โดนแทงตายเมื่ปี 1891 ปรากฏตัวบ่อยๆ
4. Bank มีคนเห็นผีผู้หญิงใส่ชุดดำมาเดินบ่อยๆ เค้าว่าหลุมศพเธอคงถูกรบกวนเพราะการขยายสถานี
5. สาย Bakerloo มีคนนั่งในตู้ว่างๆ แต่พอมองในกระจกกลับเห็นเงาสะท้อนของคนเยอะแยะ
แล้วรายการก็เอาเครื่องวัดความถี่มาวัด ก็ดูเพลินๆ สมกะเป็นคืนฮัลโลวันดีนะ
จริงๆ แล้วมีสถานีอื่นๆ อีกมากมาย จำไม่ได้ง่า เยอะเหลือเกิน T_T
ระหว่าง baker street กะ St. John's wood ก็มีเรื่องเล่า
การขยายรางรถไฟใต้ดินนี้ ส่งผลกระทบแก่สุสานมากมายหลายที่ หลุมศพนับพันๆ ถูกรบกวน
พูดยากอ้ะ...ถ้าไม่ทำ ก็ไม่สามารถพัฒนาการคมนาคมได้
เข้าใจละ ทำไมเราไม่ชอบบรรยากาศของ Underground เลย หุหุ
ตอนอยู่ลอนดอน ก็กลับมาดึกๆ ดื่นๆ ทุกครั้ง พระเจ้า...บางทีขึ้นลิฟต์มาคนเดียวด้วยซ้ำ เหอๆ ๆ ๆ ๆ
pbh,ออกมาจากลอนดอนแย้ว...
คนที่เหลืออยู่...
โชคดีนะคะ
หึ หึ หึ หึ October 24 A great heritage Manager?สิ่งที่เขียนมาอันตรธานไปกับสายลม น้ำตาแทบหยด หลังจากรวบรวมกำลังใจใหม่ได้แล้ว
ก็เลยกลับมาเขียนใหม่ได้ใจความใกล้ๆ กะของเดิม ดังนี้แล...
วันนี้ตอนกลางวันทีเหตุที่ทำให้คิดถึงเรื่อง รอยรักฯ นิยายที่ยังค้างคา จบไม่ลงอยู่ทุกวันนี้ เพราะว่า...ตัวร้าย (ประกอบ) ในเรื่องนั้นชื่อ เจสัน วอล์คเกอร์ ตอนแรกจะให้ชื่อจอห์นแล้ว แต่กลัวโดนคนอ่านบ่น ว่าอะไรๆ ก็เอาชื่อพื้นฐานยันเลย...แต่ว่า...ปฏิเสธไม่ได้ ว่าชื่อแรกที่เข้ามาอยู่ในใจชื่อชือ จอห์น วอล์คเกอร์
และแล้ว...ชั่วโมง History and Concepts สัปดาห์ที่สอง คณะก็เชิญคุณคนที่ชื่อนั้นแหละมาบรรยาย...
และเขาก็เป็นถึงผู้จัดการของ York Archaeological Trust องค์กรยักษ์ใหญ่ทางโบราณคดี
ทันทีที่ได้ยินชื่อก็รู้สึกแปลกๆ ขึ้นมาในใจ
แต่พอได้ยินเขาพูด...ก็รู้สึกแปลกๆ ยิ่งกว่า
แต่เขาเป็น Heritage Manager อย่างเต็มตัว
เต็มตัว...จนไม่เหลือช่องว่างของความเป็นนักโบราณคดีอีกเลย
ไม่ปฏิเสธว่า..เขานำพาองค์กรให้ประสบความสำเร็จได้อย่างน่าทึ่ง
แต่คำพูดของเขามันทำให้เราสะท้อนใจ
สะท้อนใจว่า...ความจริงคือสิ่งที่กำลังได้ยิน
ส่วนสิ่งที่เป็น "ความคิด" ของเรา ก็เป็นแค่สิ่งที่อยู่ในอุดมคติ ล่องลอย ปฏิบัติได้ยาก
เราจะเดินไปได้ไกลแค่ไหน
คุณจอห์นแกบอกว่า
"ผมเป็นนักบริหารที่ดีนะ ประสบความสำเร็จมากมาย มีรายได้เดือนหนึ่งก็หลายอยู่ แต่ว่าไม่ได้มาจากด้านโบราณคดีหรอก ผมมีรายได้จากทางอื่น โบราณคดีมันบริหารยาก แต่ก็ทำสำเร็จนะ ดูสิ..."
"Site Management นี่นะ ไม่ใช่แค่ Resource Allocation หรอก มันเป็นวิธีการทำอย่างไรก็ได้ให้อยู่รอดในโลกแห่งความจริงต่างหาก คิดถึง Perfect Market เหรอ ไม่มีหรอก ฮั้วกันทั้งนั้นแหละ อยากจะอยู่ให้ได้ก็ต้องทำอย่างนี้....บลา บลา"
"ตอนเขาเชิญให้มาพูดผมยังกลัวเลย พวกคุณน่ะ ฉลาด..อ้าวไม่เชื่อเหรอ ฉลาดจริงๆ ถ้าไม่ฉลาดคนอย่างผมจะให้พวกคุณมาทำงานให้เหรอ เพราะเราทำไม่ได้ เราเลยต้อง manipiulate นักวิชาการไง" (manipulate ไม่ชอบคำนี้ที่เขาใช้เลย) แล้วหลังจากนั้นก็บอกว่า
"เราต้องใช้นักวิชาการให้คุ้มเงินที่ลงไป พวก research อะไรก็ต้องให้ได้ผลสูงสุด"
มีคำพูดอื่นอีกมากมาย... ที่ฟังแล้ว จึ้ก ๆ ๆ
ยิ่งพูดไป มือที่จดเลกเชอร์ก็ยิ่งช้าลง ๆ ๆ ๆ ไปเรื่อยๆ มองข้างตัว...เพื่อนๆ ก็คงไม่ต่างกัน
"มีใครเลือกเรีบยนด้านโบราณคดีเพราะคิดว่าจะมาทำเงินบ้างมั้ย"
ไม่มีใครยกมือ ทั้งที่โบราณคดีเป็นของคู่กับสังคมอังกฤษมานาน ทุกคนยังทำหน้าอึ้งๆ งง ยกเว้นผู้ชายแก่หัวล้านคนหนึ่ง
เขาไม่ผิดหรอกที่เป็นนักบริหารที่มีคุณภาพ
แต่หัวใจของเขาไม่เหลือความเป็น Archaeologist/ Conservationist/ historian เลยแม้แต่นิดเดียว
เขาคิดแค่ว่าจะทำยังไง...องค์กรของเขาจะได้ผลประโยชน์สูงสุด ได้เม็ดเงินสูงสุด ลงทุนน้อยสุด และมีผลงานเด่นชัดที่สุด
พูดมา 2 ชั่วโมงเราไม่เห็นเขาจะพูดเลย..ว่าเขามีมาตรการควบคุมผลที่จะเกิดแก่สิ่งแวดล้อมอย่างไร
จะร่วมรับผิดชอบการสร้างกรอบความคิดแก่เยาวชนอย่างไร
จะร่วมอนุรักษ์และสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมอย่างไร
จะทำให้มรดกเหล่านั้น หลอมรวมเข้ากับสังคมเป็น living heritage ได้อย่างไร...
ไม่มียกย่อง ให้เกียรติ ให้กำลังใจนักโบราณคดี
มีแต่พูดๆ ๆ ๆ ๆ ว่าพวกเราจะทำอะไรให้เขาได้บ้าง และต้องทำอย่างไรเพื่อให้ได้งาน ทำอย่างไรเพื่อให้ได้ผลลัพธ์สูงสุด ลงทุนน้อยสุด
ไซต์เป็นที่สนใจมากที่สุด
ทุกๆ วินาทีและลมหายใจมีเพียง
bidding ๆ Competition ๆ
YAT เป็นองค์กรที่แข็งแรงจริงๆ
จะทำให้หน่วยงานเล็กๆ ของเราเป็นอย่างนั้นได้ ก็ต้องเป็นอย่างนั้นใช่ไหม
มาเรียนโบราณคดีนะ ไม่ได้อยากจะมาตั้งบริษัทรับเหมาก่อสร้าง
เฮ้อ...
เขาคงไม่ผิดหรอก..
ความจริงแล้ว มันเป็นแนวคิดที่ relistic กว่าโบราณคดีบริสุทธิ์ แบบที่เราพยายามหลอกตัวเองเสมอมาว่าทุกคนที่เรียนสายนี้และทำงานด้านนี้จะเป็นแบบนี้เสียอีก
เราแค่ไม่คุ้นเคย..
และรู้สึกแปลกๆ ในใจ
การจะไปให้ถึงซึ่งจุดหมาย
ก็คงจะเดินไปในทางที่ห้อมล้อมด้วยปุยเมฆแห่งความฝันไม่ได้เลยจริงๆ
ตอนนี้ตื่นแล้ว..ยอมรับความจริงแล้ว หลังจากหลอกตัวเองมานาน
การอยู่ในโลกแห่งความฝันมันทำให้ก้าวไปถึงจุดหมายไม่ได้
ก็คงได้แต่หวังว่า สิ่งที่อยู่ในความฝัน...จะยังติดอยู่ในสำนึก
แล้วเมื่อถึงเวลาที่เราเริ่มออกเดินทางบนเส้นทางนั้นบ้าง
เราจะยังพอจะจดจำความฝันนั้นได้
เพื่อที่ชีวิต...จะได้มีความฝันหล่อเลี้ยง
จะไม่ได้เป็นเส้นทางที่ราบเรียบ มั่นคง แต่ว่างเปล่า
เหมือน Heritage Manager ที่ประสบความสำเร็จงดงามเหลือเกิน...
ความสำเร็จห่อหุ้มดวงใจที่พองโตไปหมด จนไม่มีที่ว่างไว้บรรจุคำว่า "โบราณคดีเพื่อมวลชน" เลย
ถ้าดิฉันเข้าใจคุณผิดก็ขอโทษด้วยนะ คุณวอล์คเกอร์ แต่คำพูดและท่าทีของคุณตลอดสองชั่วโมงมันทำให้คิดไปอย่างนั้นจริงๆ
การเป็น "นักจัดการมรดกทางโบราณคดี" ที่ยิ่งใหญ่ได้ต้องเป็นอย่างคุณใช่ไหม
แล้วเราควรจะทำยังไงดี...เฮ้อ
February 21 บูรณาการ เฮ้อ ๆสุดสายปลายทางฝัน ภาคพิเศษตอนจบฉบับที่จะไม่ส่งไปแจ่มใสแน่ ๆ อ่านได้ที่
ทำไมถึงไม่คิดจะส่งตอนนี้ไปเหรอ หุหุ
อ่านดูสิเคอะ เขียนไปด้วยความบ้าแท้ ๆ เชียว
วันนี้อารมณ์โบราณคดีอีกละ สงสัยเพราะถึงเวลาทำงาน
Integration สำหรับชนรุ่นหลัง อาจจะฟังดูแล้ว แปลความหมายง่ายกว่า พูดลอย ๆ ว่าบูรณาการตั้งเยอะ
ก็มันเป็นการเอาหลาย ๆ หน่วยย่อย มารวมเป็นหน่วยใหญ่
คล้าย ๆ กับการทำงานก็ต้องพึ่งพาองค์กรหลายแบบ
(ไม่รู้ว่าจะเป็นการปัดภาระหรือเปล่าหนอ)
ในอดีต... โบราณสถานที่สำคัญ ๆ จะโดนดันประชากรออกมาหมดเลย แล้วกรมศิลป์เข้าไปจัดการ
ปัญหายุ่งยากตอนแรก ๆ ช่วงที่มีการเวนคืนนั่นแหละ แต่หลัง ๆ ก็สามารถลงอำนาจไปได้เต็มที่
โบราณสถาน ต้องไม่ใช่ อิฐ หิน ดิน ทราย ที่ตายแล้ว
คนในชุมชนต้องมีส่วนร่วมในการบริหารและทำให้โบราณสถานเหล่านั้นมีชีวิต
อาจจะมีชาวบ้านมานั่งแสดงวิถีชีวิตหรือ ภูมิปัญญาท้องถิ่น
แสดงให้เหฌนถึง continuity ของชุมชนนั้น ๆ ตั้งแต่สมัยก่อนถึงปัจจุบัน
ก็ฟังดูดีนะ
ที่ไปเห็นมาก็ดูดี
น่ารักมาก ๆ เลย เด็ก ๆ นั่งดูคนแก่ตัดตุง (ธง) สานตะกร้า
เล่นดนตรีพื้นเมืองในบริเวณที่อยู่ติดกับฐานวิหารวัดช้างค้ำ
ประวัติศาสตร์
เยาวชน
สำนึกรักชาติ
วัฒนธรรม
เอกลักษณ์
ความภาคภูมิใจ
ผุด ๆ ๆ ขึ้นมาเต็มไปหมด
แต่โอ้พระเจ้า
ปัญหาเยอะเหลือเกิน ที่ใดมีผลประโยชน์ ที่นั่นแย่งกันแหลก
อบต. ก็อยากดูแล แต่ไม่มีความสามารถพอ
อำเภอก็เหมือนโดนโยนเผือกร้อน ๆ มาให้ ชาวบ้านดูแลกันไม่ไหว อำเภอก็ทำ
กรมศิลป์ก็ขุดอย่างเดียว
แกนนำชาวบ้านก็ขัดขาคนในหน่วยงานของรัฐดีเหลือเกิน
เมืองโบราณที่ถูกทิ้งโดยภัยธรรมชาติก็มักจะถูกมองอยู่แล้วว่าเป็นเมืองต้องคำสาป
ยิ่งเห็นสภาพในปัจจุบัน ยิ่งเข้ากับเมืองต้องสาปใปใหญ่เลย...
เหลือแค่อิฐ หิน ดิน ทรายยังจะถูกรุมทึ้ง
ส่วนมากถ้าไม่ใช่ EH (English Heritage) ก็ ท้องถิ่น หรือ เอกชนทำไปเลย
ไม่มีใครลองให้ รัฐ เอกชน ท้องถิ่น เข้ามาร่วม ๆ กันทำเหมือนอย่างเมืองไทย
มันก็ฟังดูดีนะ...
แต่ว่าเราพร้อมแล้วหรือยังน้อ...
ถ้าบอกว่าไม่พร้อม ไม่เริ่มทำวันนี้...แล้วจะไปทำวันไหน
ตอนอยู่ที่เสียงกุมกามนี่สะท้อนใจจริง จริ๊ง....
คุยกะใครฝ่ายนั้นก็โยนความผิดไปให้ฝ่ายอื่นๆ
สงสารก็แต่โบราณสถานนั่นแหละ ระหว่างที่เถียงกันก็โดนน้ำท่วมไป ไม่มีใครมาดูแล
ชาวบ้านบางคนก็แปลก ๆ ตั้งตัวเป็นศัตรูกะหน่วยงานอย่างเห็นได้ชัด
ตอนนั้นพาคนไปเที่ยวที่วัดธาตุขาว ก็น้อง ๆ นักเรียนทุนไทยนี่แหละ
มีลุงคนหนึ่ง ท่าทางคงแก่เรียน ชวนให้เข้าไปดูรูปการขุดค้นวัดธาตุขาวที่เป็นส่วนหนึ่งของเวียงกุมกาม
บรรยากาศดี๊ดี สวนลำไย พระ ซากวัด ศาลา ร้านขายดอกไม่ ธุปเทียน คูเมืองเก่า
ตอนแรกก็คิดว่ามี ปาฐกถาฟรีๆ เดินเข้าไปฟังอย่างเต็มใจ หลงฟังตั้งนาน...เอาเข้าจริงก็....เฮ้อ
ชาวบ้าน: ลุงนี่นะ ขุดวัดนี้มาตั้งแต่กรมศิลป์ยังไม่เข้ามา ก็ลุงร่ำเรียนวิธีขุดมาของลุง วัดนี้น่ะ มันเก่าแก่มากแล้วนะ องค์พระก็นอนแช่น้ำมา 700 กว่าปี
ยิ้ม: อ่อ ลุงเรียนโบราณคดีมาเหรอคะ หนูก็เรียน (พยายามจะไม่สนใจความจริงที่ว่า พระจะนอนแช่น้ำมา 700 กว่าปีได้ไง ในเมื่อเมืองก็เพิ่งจะถูกทิ้งให้รกร้างไป 200 กว่าปีมานี่เอง)
ชาวบ้าน (หลบตา): อ่า เหรอ หนูเป็นพวกกรมศิลป์เหรอ
ยิ้ม: เปล่าค่ะ หนูเรียนที่อื่น
ชาวบ้าน: อ่อ ดีๆ ๆ (ชวนคุยต่อ) นี่รู้มั้ย กรมศิลป์นะชอบเข้ามาชุบมือเปิบ เราสำรวจของเรา บูรณะของเราหมดไปตั้งมากมาย เขาเข้ามาแล้วก็ขุด ๆ ๆ ดูนี่สิ ดูนี่ (ชี้ไปที่หนังสือที่วางขายบนโต๊ะ) เล่มนี้ของดอกเตอร์ ฮันส์ เพนธ์ เขามาทำงานตั้งแต่แรก ๆ เลยนะ ที่ตรงศูนย์ข้อมูลน่ะ มีขายเหมือนกันของ xxx xxxxx (ขอเซนเซอร์ชื่อ) แพงก็แพง แถมยังขโมยรูปคนอื่นไปใช้อีก ของในพิพิธภัณฑ์น่ะ เรียนมาก็รู้ใช่มั้ย ว่าของในพิพิธภัณฑ์มันถ่ายรูปไม่ได้
ยิ้ม: เอ่อ (ได้สิคะลุงของมีไว้ศึกษา)
ชาวบ้าน: บลา บลา บลา บลา บลา
ยิ้ม: T_T(ช่วยเล่าให้ตรงกับข้อมูลทางประวัติศาสตร์หน่อยได้มั้ยคะลุง นักท่องเที่ยวเขาไม่รู้ เชื่อไปผิด ๆ จะทำยังไง)
เวลาผ่านไป 45 นาที....ไม่มีโอกาสได้พูดซักแอะ
ยิ้ม: เอ่อ...หนูไปก่อนนะคะ หนูทำวิทยานิพนธิ์เรื่องนี้ วันหลังหนูแวะมาคุยด้วยอีก
ชาวบ้าน: เหรอ ๆ ทำรายงานเรื่องนี้เหรอ ซื้อหนังสือไปสิ
ยิ้ม: เล่มละเท่าไหร่คะ
ชาวบ้าน: 120
โอ้พระเจ้า หนังสือถ่ายเอกสารจากต้นฉบับเล่มนั้นน่ะนะ 120 เล่มบางจะตาย ถ้าเอาไปถ่ายเองก็ 30 บาทนั่นแหละมั้ง ลุงจะค้ากำไรเกินควรไปป๊าววววว
ยิ้ม:ยังไม่มีเงินค่ะ วันหน้ามาใหม่ มาซื้อด้วย ไปละนะ หวัดดีค่ะ
วันหลังที่วกกลับไปก็เพิ่งรู้จากชาวบ้านที่ขายน้ำอยู่ข้าง ๆศาลาของแก ว่าแกเพี้ยน ๆ พูดอะไรก็หลง ๆ เลือน ๆ
แต่แกก็รักถิ่นเกิดมากล่ะ ขนาดมีสัมมนาเรื่องเวียงกุมกามเมื่อปี 2547 แกยังอุตส่าห์ตามไปเลย
อยากเอาความกระตือรือร้นกับสำนึกรักบ้านเกิดของแกไปใส่ในคนที่มี capacity มากกว่านี้
คงจะช่วยวงการโบราณคดีได้มากเลยล่ะ
ในวันนั้น ลุงแกก็แสดงความคิดเห็นด้วย แล้วก็...ยังอวด ๆ เบ่ง ๆ พูดจาแรง ๆ เหมือนเดิม T_T
หนูดีใจที่ลุงรักแผ่นดินถิ่นเกิดนะคะ
แต่ถ้าไม่ลดราวาศอกให้ฝ่ายอื่นๆ เลย
บ้านเกิดของเราจะพัฒนาได้ยังไงล่ะคะ ฮือ ๆ
การบริหารโบราณสถานแบบบูรณาการ
จะรอดไหมเนี่ย...
แต่ไม่ว่าจะทำวันนี้หรือวันหน้า
ข้าพเจ้าก็คงมีส่วนร่วมในนั้นด้วยแหละ ในฐานะ ชนกลุ่มน้อบที่เรียนโบราณคดี และต้องทำงานกะรัฐอีก 12 ปี
วันหน้า....
ถ้าไม่ได้ข่าวว่าข้าพเจ้าไปทำงานที่โบราณสถานนั่นนี่...
ก็อาจจะได้ข่าวว่าข้าพเจ้าโดนลอบทำร้ายเพราะไปสะดุดตอใครเข้าให้แล้วมั้ง -__-"
รอดูไปละกันหนอ...
บ่นงึม ๆ แล้วก็ไปทำงานต่อ ขอบคุณที่มาอ่านจ้า
November 16 Rise and Fall of empiresรู้สึกว่าไฟที่มอดดับค่อย ๆ ส่งประกายริบหรี่ขึ้นมาอีกเล็กน้อย...เกือบแล้วค่ะ เกือบแล้ว
สักพักก็คงจะดีเหมือนเดิม ขอขอบคุณสำหรับทุก ๆ กำลังใจและคำแนะนำที่ผ่าน ๆ มา
วันนี้พูดถึงเรื่อง rise and fall of civiliSation
แน่นอนค่ะ...ทุก ๆ อย่างมิอาจพ้นกฏแห่งอนิจจังไปได้ ไม่ไม่อะไรยั่งยืน
แม้แต่อาณาจักรโรมันที่ยิ่งใหญ่ ทรงอำนาจหนักหนา
ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ไม่แปลกที่จะเกิดการพบปะสังสรรค์สร้าง heterachy หรือ hierarchy ขึ้น
จากชุมชนเล็ก ๆ ก็ขยายขนาดขึ้นไปเรื่อย ๆ
band --> chiefdom ---> State ---> Empire
จากหน่วยทางสังคมเล็ก ๆ หลาย ๆ หน่วย มันก็ย่อมมีดาวเด่นบ้างสักดวงสองดวงแหละน่า
แล้วดาวพวกนั้นแหละ ก็จะฉายแสงทางอำนาจ การเมือง เศรษฐกิจเหนือดาวดวงอื่น ๆ
แล้วในที่สุดก็จะเหลือดาวดวงเล็กๆ อยู่ดวงเดียวหรือ สองดวง
(สรุปมากค่ะ)
กฏการขึ้นสู่อำนาจและแตกดับของ อาณาจักร หรือแม้แต่นครรัฐ ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลขอเดียวสั้น ๆ ง่าย ๆ นะคะ เพราะว่าเมืองแต่ละเมืองมันก็มีปัจจัยอื่น ๆ ไม่เหมือนกัน แต่ก็พออธิบายปัจจัยหลัก ๆ ได้คร่าว ๆ ว่าอาจจะมาจาก การเมือง เศรษฐกิจ หรืออาจจะเพราะธรรมเนียม วัฒนธรรมของเมืองนั้น ๆ เอง แบ่งออกเป็น ภายนอก และภายใน
ขออนุญาตยก Assyria เป็นตัวอย่างก็แล้วกัน
ฮั่นแน่ ไม่รู้จักล่ะสิ ว่ามันอยู่ที่ไหน....(อาจจะมีคนรู้ก็ได้ แต่ส่วนมากเวลาพูดถึงอาณาจักรนี้คนมองหน้าก็จะมองกลับมาด้วยสายตาว่างเปล่า)
Assyria อยู่แถบ เมโสโปเตเมียค่ะ
สืบทอดอำนาจมาจาก บาบิโลเนีย
โอยมือแข็ง หนาว >_<~~ ไว้มาอัพวันหลังดีกว่า ฮือ ๆ ๆ
October 27 ยังคงเรื่องโบราณ ๆถ้าสนใจเรื่อง The Rise and Fall of Empireลอง หาพวกนี้มาอ่านนะคะ
แต่ถ้าสนใจฉบับย่อ เดี๋ยวส่ง essay สมัยปี 1 ให้ค่ะ เอาไหมคะ ^^
จะว่าไปแล้วมันก็อยู่ที่สมดุลของธรรมชาติ และ ความต้องการน่ะค่ะ
อันนั้นเอาไว้มาเล่าต่อครั้งถัดไป อิอิ
Scarre, C and Fagan, B.M. 1997 Ancient Civilisation 2nd edition 229-235 USA: Prentice Hall
Larsen, M.T. 1979 The tradition of empire in Mesopotemia. In M.T. Larsen (ed), Power and Propagnda. A Symposium on Ancient Empires. P.75-103 Copenhagen
Fagan, B.M. 2001 People of the earth p.385-386 ,407-409 USA: Prentice Hall Inc.
เกี่ยวสิ ก็เมื่อวานไปแบกหนังสือมา 8 เล่มมาจากห้องสมุด แต่ละเล่มปกแข็งหนา ๆ ทั้งน้าน....
แล้วก็ไปแบกคีย์บอร์ดมา (เมื่อวันก่อนบ่นว่าอยากได้เปียโน วันนี้ซื้อคีย์บอร์ดเลย แหะ ๆ ช่วงนี้อารมณ์รุนแรงพิกล ๆ )
น่าจะเรียกว่า ตำนานพื้นบ้านมากกว่า
วันก่อนค้างเรื่องบวกแสนควายเอาไว้ มันเป็นตำนานพื้นบ้านของท้องที่หนึ่ง...
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว... สมัยที่ เวียงวังยังรกเป็นป่าเสือ มีวังน้ำกว้างใหญ่หล่อเลี้ยงผู้คนในชุมชน ชาวบ้านยังชีพด้วยการกสิกรรม
ดังนั้น บวกน้ำนี้จึงมีทั้งคนและสัตว์มาอาศัยประโยชน์มากมาย มุมหนึ่ง...มีฝูงมหิงสา ขอเรียกง่าย ๆ ว่า ควายละกัน มาดื่มกินน้ำ บ้างก็ขวิดกันตาย แก่ตาย อยู่แถว ๆ นั้น ชาวบ้านเรียกว่าบวกแสนควาย เพราะมีเจ้าพวกนั้นอยู่มากมายนั่นเอง
วันหนึ่งเกิดโรคระบาดในฝูงสัตว์ ควายล้มตายลงมาก ชาวบ้านที่อยู่ก็ขาดสมดุลไปด้วย... ล้มหายตายจาก ย้ายถิ่นกันไป บวก ก็ตื้นเขินอันเนื่องมาจาก Plant colonisation เหลือๆไว้แต่ตำนานและความเชื่อ ดังเช่นว่า
"บ่า A (นามสมมติ) มันไปนอนเฝ้าลำไยที่ตูบกลางนา มันฝันว่ามีไอ้เขาง้องมาไล่ขวิด" "อี่ B มันไปเยี่ยวรดจอมปลวก บวมไปทั้งหมด มีไอ้เขาง้องไปเข้าฝันพี่มัน ว่าให้ไปขอขมา"
ก็ว่ากันไป แต่ที่แถวนั้นก็ว่าเฮี้ยนพอดู
แล้วที่ที่เชื่อกันว่าเป็นบวกแสนควายมาก่อน ก็รกร้างว่างเปล่า มีเจ้าของแต่เพาะปลูกอะไรไม่เคยขึ้น รกร้างอย่างนั้นเรื่อยมา (อยู่เลยสวนลำไยข้าพเจ้าไปหน่อยเดียวเอง) เอ...สัตว์สี่เท้าขนาดใหญ่มีวิญญาณด้วยเหรอ...
(กำแพงดินโดนผู้มีอิทธิพลขุดดินไปขาย ได้ข่าวว่าผลสุดท้ายหัวใจวายตายคาโต๊ะทำงาน) มีคนค้นพบถ้วยโบราณจากในนั้น เราก็แอบไปเห็น เป็นถ้วย handmade ไม่ใช่ wheelmade unglazed (ไม่ได้เคลือบน้ำยาเงา ๆ) เนื้อละเอียดนะ แต่ก็ยังไม่น่าจะใช่กระเบื้องง่ะ ไม่ใช่ของจากเตาเวียงกาหลง ไม่ใช่ของจากเตาสันกำแพง ไม่ใช่จากเตาพาน
เออ ไม่รู้แฮะ ไม่เก่งเรื่องถ้วยชามในเมืองไทยเสียด้วย ที่บ่น ๆ มาเนี่ยก็แค่จะบอกว่ามันน่าจะมีเมืองจริง ๆ อยู่ หรืออย่างน่อยก็แหล่งชุมชน
ยังรอการสำรวจอยู่... มันจะตุ้มค่าน่าลองขุดไหม แล้วถ้าขุด....
ชาวบ้านจะทำยังไง ก็ว่ากันไป....
(บ่นอะไรเนี่ยเรา ช่วงนี้โบราณคดีขึ้นสมอง >_<~~ ขอโทษทีน้า งานใกล้ส่ง อารมณ์ไม่ปกติเลย)
October 25 เรื่อง โบราณ ๆ
ไม่ใช่ว่าเรียนไม่ไหวอะไรหรอก แต่ตารางเวลามัน เอิ๊อก... บ่ายโมงถึงหกโมงเกือบ non-stop เลย...คือจริง ๆ แล้วควรจะมีเวลา 1/2 ชม. สำหรับพัก แต่เขาก็สอนเกินทู้กกกก ที พอรู้ตัวก็มีแค่ 5 นาทีในการวิ่งลงมาเปลี่ยนวิชาแล้ว
กว่าจะหมดวันก็โทรม... เพราะมันเป็น practical ด้วย
บางทีหิวข้าวก็กินไม่ทัน ถ้าไม่ได้กินไปก่อนบ่ายโมงก็เป็นลมได้เลย แต่กระนั้นก็ดี เพื่อนบางคนก็ไปคว้าแซนด์วิชมากิน แถมยังไม่ยอมล้างมือก่อนอีก อ๊ากกกกกก ไม่ได้ว่าอะไรหรอก แต่ว่า teaching collection นั้นมันผ่านมือมาหลายคนแล้ว อย่างย้อยก็น่าจะล้างก่อน ถึงเขาจะล้างกระดูกคนอย่างละเอียดลออมาแล้วก็เหอะ (ยิ้มก็เคยล้างแล้ว แต่ทำซี่โครงและสันหลังที่เปราะบางหักคามือเลย)
เรียน ๆ ไปแล้วก็รู้สึกชอบดี...แม้ว่าจะต้องจำอะไรมากหน่อยก็เหอะ วันนี้เขาเอากระดูกเชิงกรานมาให้ดู (Innominate bone หรือ Pelvis)
โห...เป็นเชิงกรานที่สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา ทุกทีที่เคยเห็นมันจะแยกออกเป็นสองข้างเพราะ ligament ที่ยึดไว้มันขาด โอ้.... อันนี้มาเป็นท่อน ๆ เลยอ้ะ เหมือนตัดเอวกับขาออกมาวางตั้ง แบบจินตนาการออกเลย ว่าจะมีมดลูก แล้วก็มีเด็กอยู่ในนั้นได้ยังไง (เสียดายไม่ได้เก็บรูปมา คราวหลังเรียนวิชานี้จะเอากล้องไปด้วย แชะ ชัตเตอร์ ถ่ายติด จุด ๆ ๆ ) ตื่นเต้นกว่าเรียน long bone เป็นไหน ๆ
ทำให้ตอนนี้เราอยากได้อยู่สองอย่าง 1. เปียโน ถ้าไม่ได้ก็เอาคีย์บอร์ดแทนก็ได้ เดี๋ยวจะซื้อละ (ไม่เกี่ยวกะโบราณคดีเท่าไหร่ สนองตัณหาตัวเอง) 2. โครงกระดูก อยากได้ของเทียมที่คล้าย ๆ ของจริงหน่อย ท่าทางจะแพง (อันนี้เกี่ยวกับโบราณคดี)
แล้วหลังจากเราดรอปวิชา เอเชียใต้ไป เพราะไม่สนใจแล้วว่าพวก ฮารัปปา โมเฮนโจดาโรจะอยู่ยังไง แม่น้ำสินธุจะเปลี่ยนทางยังไง
เราก๊อ ไปสมัครวิชา Zooarchaeology จากกระดูกคนเราจะกลับไปเรียนกระดูกสัตว์ ลัลล้า~* มีความสุข....
เผื่อเราจะกลับไปขุดที่บ้าน แล้วจะเจอ 'บวกแสนควาย' แล้ว บวกแสนควายคืออะไร.... บวก คือสระน้ำ เหมือน บวกหาด (ในเชียงใหม่) แสนควาย ก๊อ ควายแสนตัว...
แล้วมันสำคัญยังไง อ่า...ไว้ค่อยมาอัพละกัน ยาวแล้ว ง่วงแล้ว งานเพรียกหาแล้ว
May 15 ภาษาต่างดาว + เหนื่อยคูณสอง
แอบหลับในเลกเชอร์จนโดนอาจารย์จับได้ประจำ ๆ ยังไม่พอ ภาษาต่างดาวยังเต็มไปหมดอีก ทำไมต้องทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากด้วยนะ ก็แค่บอกว่าแนวความคิดมันเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ก็พอแล้ว เท่าที่สอบมาพอจะหายใจโล่งก็แค่ Public Arch เอง เฮ้อ น้องยิ้ม Positivism, paradigm, uniformitarianism, postmodernism, social evolution, structuralism, functionalism, material culture is meaningfully constituted, Systemic views, Actualism, realist,Pluralism,etc.... ไม่ชอบ ๆ ๆ เหนื่อย.... เหนื่อยคูณสอง คูณสามเลย เฮ้อ.... เอาเหอะ อย่างน้อยวันนี้ก็ไปกินติ่มซำมา ทำไมมีเรื่องต้องจำเยอะอย่างงี้ แง.... May 12 Wikipedia สุดยอดดดดด
เรารักนาย รักมากนะจ๊ะ http://wikipedia.org
|
|
|