sasitsaya's profile:::::: Yim's Corner ::::...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    November 15

    โฆษณาแอบแฝง (อีกแล้ว)

    วันนี้แวะมาโปรโมตอย่างสั้นๆ นะคะ ^^
     
    ความรู้สึกดีที่เรียกว่ารักเล่ม 22 ออกแล้ว ฟ้าปรายฝนเขียนเรื่อง สวัสดี KL ค่ะ
     
    ส่วนรวมเรื่องสั้นของ อมรินทร์ 'ปาร์ตี้นี้...มีรัก' ก็ออกแล้วเหมือนกันค่ะ
    ลองอ่านคำโปรยที่ปกหลังแล้วเดาๆ ละกันว่าเรื่องไหน ^ ^
     
    แปะรูปหน้าปกค่ะ
    ขอฝากผลงานอีก 2 ชิ้นไว้ในอ้อมอกด้วยนะคะ ^^ ขอบคุณค่ะ
     
    เฮ้อ..คราวนี้เกือบจะหมดสต๊อคแลวจริงๆ ด้วยสินะ
    เหลือเรื่องสั้นที่ส่งไปแล้วอีก 2 เรื่องเองมั้ง งึม ๆ ๆ
     
    August 18

    ชุ่มฉ่ำนัก...รักรสผลไม้

    โฆษณาแอบแฝงอีกแล้วนะคะ
     
    ชุ่มฉ่ำนัก...รักรสผลไม้
     
     
    รายละเอียด: 
     
    ความรักกับผลไม้เป็นเรื่องราวใกล้ๆตัว ที่หลายคนอาจมีมุมมองสร้างสรรค์แตกต่างกันออกไป ไม่ว่ารูปร่าง ลักษณะ รสชาติ หวาน ฝาด หรือเปรี้ยว ต่างก็มีหลากหลายรสชาติไปตามผลไม้แต่ละชนิด แต่ไม่ต่างในแง่ของความรัก คือ ความรู้สึกชุ่มฉ่ำ ชื่นใจนั่นเอง

    8 เรื่องราว 8 ผลไม้ กับ 8 นักเขียนที่บรรจงเลือกมาเปรียบเทียบ สร้างสรรค์เป็นเรื่องราวของความรัก คงมีหลาย ๆ ผลไม้ หลาย ๆ เรื่องที่ทำให้ผู้อ่านได้ชุ่มฉ่ำชื่นมื่นหัวใจ เต็มไปด้วยความสุข และเพลิดเพลินไปกับตัวอักษรในหนังสือเล่มนี้ ซึ่งเท่ากับเป็นความสุขที่เหล่านักเขียนต่างตั้งใจมอบให้กับคนอ่านในโลกของหนังสืออย่างแท้จริง

     

    ของยิ้มเรื่องลำไยค่ะ ลองชิมกันได้

    รายละเอียดเพิ่มเติมเชิญที่ http://www.amarinpocketbook.com/books_detail.asp?book_id=1528

    ฝากผลงานอีกชิ้นไว้ในอ้อมใจด้วยนะคะ

     

     

    July 07

    สุดสายปลายทางฝัน

    เมืองไทยเนตช้านะคะ หุหุ
    ความถี่ในการอัพเดตก็เป็นอย่างนี้แหละค่ะ
     
    แต่แล้วเราก็ต้องมา เพราะ...เพราะ...
    มีอะไรมาบอกอีกแล้ว...
     
    ทุก ๆ คนย่อมเดินไปตามทางฝันของตัวเอง
    บางคนก็พยายามทุกวิถีทางที่จะเดินไปให้ถึงสุดสายปลายทางฝันอย่างสง่างาม
    ไม่ว่าหนทางที่จะก้าวไปถึงจุดนั้น จะต้องสูญเสียอะไรไปบ้าง
     
    เช่นกันกับธนิต...
     
    เขาตามหาคนที่จะเดินไปด้วยกันจนสุดปลายทางแห่งรัก หากแต่ไม่รู้เลยว่าเธอคนนั้นติดตามเขามาตั้งแต่ต้นทาง รอเพียงเขาจะหันหลังกลับไปรับเธอมาเดินข้างๆ เท่านั้น
     
    วางแผง 29 กรกฎาคมนี้ค่ะ
    ฝากผลงานอีกชิ้นนะคะ
     
     
     
    โหลดรูปไม่ขึ้น ชิ่งก่อนดีกว่า
    May 01

    ขอให้ฉันผ่านไป...เหมือนไม่ได้ผ่านมา

    และแล้วก็หนีมาอัพเดต my space ทั้งๆ ที่ยังส่งงานไม่หมดซะงั้น ว่าแล้วเชียว ว่าคนอย่างเราจะงดการเขียนได้นานซักแค่ไหน เหอๆ ถ้าไม่ได้เขียนอย่างหนึ่ง มันก็พาลจะเขียนอย่างหนึ่งไปเสียได้ แล้วไดอารี่มันก็เป็นอะไรที่ง่ายที่สุดเสียด้วยแฮะ
     
    วันนี้อยู่ดีๆ เหตุการณ์รอบตัวและความคิดเพ้อฝันส่วนบุคคลทำให้นึกถึงนวนิยายเรื่องหนึ่ง ชื่อเรื่อง "ดาวในดวงตา" เป็นผลงานชิ้นแรกของ "วัน ณ จันทร์ธาร" ที่เขียนเรื่อง ทะเล จำปี ดนตรี ทราย ซึ่งจำไม่ได้ว่าเคยได้รับรางวัลหรือเปล่า แต่ ITV เคยเอาไปทำละครแน่ๆ ด้วยเนื้อหาสะท้อนปัญหาสังคมในแบบต่างๆ โดยส่วนตัวคิดว่า ทะเล จำปี ดนตรี ทราย มีความลงตัวกว่าผลงานชิ้นแรกเยอะ แต่ว่า 'ดาวในดวงตา' ก็เป็นนิยายที่ชอบมากเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว
     
    คำว่า 'ดาวในดวงตา' นี่ หมายถึงความมีชีวิตชีวาที่ทำให้ดวงตาเต้นระยับได้เหมือนดวงดาวนั่นแหละค่ะ คิดว่าคนเขียนตั้งใจแทรก 2 นัยยะ คือเรื่องหน้าที่การงาน และเรื่องความรัก
     
    เดี๋ยวขออธิบายความเป็นมาของตัวละครก่อนนะคะ อื่ม...เล่าเรื่องเลยละกันนะ คงไม่มีใครจะอ่านหลังจากนี้หรอกมั้ง เขาไม่ได้รวมเล่มเสียด้วย
     
    เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นที่บริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง จำไม่ได้แล้วว่าเป็นเกี่ยวกับออกแบบหรือโฆษณา เป็นบริษัทที่มีชื่อเสียง มีเจ้านายที่(เหมือนจะ)ใจดี แต่ว่าเอาการเอางาน จู้จี้ และค่อนข้างที่จะ Manipulative พอสมควร เรียกว่าใช้คำพูดกล่อมลูกน้องและ lobby ลูกน้องได้ดีนั่นแหละ พนักงานแต่ละคนจึงแทบจะไม่มีชีวิตอื่นนอกเหนือไปจากชีวิตการทำงานเลย (ต้องปั่นงานให้ทัน) และนั่นทำให้เกิดความใกล้ชิดระหว่างเพื่อนร่วมงานขึ้น
     
    โปรดปราน: เป็นผู้หญิงเก่ง มีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน (ไม่มีอดีต และอนาคตยังมองไม่เห็นเพราะทุกวันนี้ก็มีแต่งานๆ ๆ) ใฝ่ฝันว่าจะมีชีวิตที่เป็นสุขและอยากได้ใครสักคนที่เข้าใจมาแบ่งปันความสุข ความทุกข์ด้วยกัน อยากหนีไปจากหน้าที่การงานที่กดดันแบบนี้
     
    น่าน: ผู้ชายที่ดูจากภายนอกแล้วเฮฮา ร่าเริง แต่ความจริงแล้วเขามีมุมส่วนตัวที่ใครก็เข้าไปไม่ถึง ข้างในเปลือกแห่งความมีอัธยาศัยนั้น คือการยึดติดอยู่กับอดีต...ใครมารักมาชอบ ก็จงร้องเพลงน้ำเต็มแก้วไปก่อน (ทุ่มเท เท่าไหร่ มันก็ล้นเท่านั้น ไม่อาจสัมผัส เข้าถึง สักครั้ง)
     
    ดุษฎี: นี่คือผู้หญิงในอดีตของน่าน โผล่มาในความคิดคำนึงของน่านเป็นครั้งคราว
     
    เรื่องของเรื่องก็คือโปรดปรานกำลังเกิดความรู้สึกเหนื่อยล้า อึดอัดใจในสถานที่ทำงาน พร้อมกันกับที่น่าน หนุ่มผู้ร่ำรวยอารมณ์ขันและช่างเอาใจใส่เริ่มมาสนิทสนมกับเธอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ อย่างโจ๊กร้อนๆ ยามเช้า น้ำชากาแฟ หรือชวนไปเที่ยวเมื่อโปรดปรานเครียดกับงานมากๆ น่านอาจจะไม่ได้คิดอะไร แต่โปรดปรานคิดไปไกลเสียแล้ว...และเธอก็ห้ามใจไม่ได้เสียด้วย เพราะในสภาพจิตใจแบบนั้น เธอกำลังต้องการหลักยึด
     
    เวลาผ่านไปได้ระยะใหญ่ๆ  ความสนิทสนมมากขึ้นจนเกินคำว่าเพื่อนธรรมดาๆ...แต่น่านก็ยังคงรักษาระดับ 'ความห่าง' เอาไว้ได้อย่างคงเส้นคงวา เรียกได้ว่าไม่ตัดสัมพันธ์ แต่ก็ไม่รับความรู้สึกดี ๆ (ขอเรียกว่า อาการ 'กั๊ก' นะคะ) โปรดปรานก็ได้แต่รอ...รอ...รอ...จนไม่มีความหวัง จนในที่สุด น่านก็ลาออกจากบริษัทพร้อมกับทิ้งข้อความหนึ่งไว้ให้เธอ
     
    "เธอจุดประกายไฟฝันให้ฉันแล้ว
    ไม่เพริศแพร้วเหมือนเมื่อก่อน ตอนยังใส
    ตัวฉันเองไม่อาจราน...หาญน้ำใจ
    ขอให้ฉันผ่านไป เหมือนไม่ได้ผ่านมา"
     
    จำกลอนไม่ได้ตรง 100% นะคะ คงตามหาฉบับ original ไม่ได้ นิยายเรื่องนี้ไม่ได้รวมเล่ม แต่ลงในนิตยสารสกุลไทย เป็นข้อความที่โปรดปรานอ่านแล้วคงจะอยากทรุดลงไปกองอยู่กับพื้นแน่ๆ ยิ่งตอนที่เธอได้ข้อความนี้ น่านก็ได้เข้ามาสร้างความสนิทสนมให้กับเธอเสียมากมายแล้ว
     
    แต่ว่าเหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เจ็บเรื่องน่านไม่ทันไร งานการก็โหมกระหน่ำเข้ามาโดยที่ไม่ทันตั้งตัว ไม่มีเวลาคิดเรื่องหัวใจ เพราะปัญหาเรื่องงานมันรุมเร้า คราวนี้หนักกว่าเดิมจนแทบไม่ได้กลับบ้านนอนเลยก็ว่าได้ ทำงานหามรุ่งหามค่ำ จนดาวในดวงตาไม่เหลือร่องรอยนั่นแหละ เรียกได้ว่าใช้ชีวิตแบบหุ่นยนต์ของสังคมพอดี ไม่ความฝัน ไม่มีความต้องการ ไม่มีเวลาตามหาสิ่งที่ขาดหายไปจากชีวิต (อาจจะบรรยายได้ไม่เห็นภาพ แต่ถ้าอ่านนิยายมันจะค่อยๆ build อารมณ์ให้เรื่อยๆ พอมาถึงตรงนี้ก็จุดพีคของมันพอดี)
     
    แล้วในที่สุด...โปรดปรานก็ตัดสินใจลาออก พร้อมกันกับเพื่อนร่วมงานอีกหลายคน พร้อมๆ กันกับที่รุ่นพี่ที่ทำงานที่ลาออกไปก่อนได้ก่อตั้งบริษัทเล็กๆ ขึ้น ทั้งหมดจึงตัดสินใจไปทำงานร่วมกัน แต่ก่อนที่จะไปทำงานร่วมกัน โปรดปรานก็เดินทางไปยังที่ที่เคยไปกับน่านเพื่อคิดถึงสิ่งดีๆที่เคยมีร่วมกัน ระหว่างการเดินทาง เธอได้พบกับเพื่อนเก่าๆ ที่น่านเคยสนิทสนมแล้วความหลังของน่านก็ถูกท่ายถอดผ่านคนเหล่านั้น
     
    ดุษฎี เป็นผู้หญิงที่เคยตกอยู่ในสภาพเดียวกับโปรดปรานมาก่อน กล่าวคือ ดุษฎีก็ชอบอีตาน่านนั่นแหละ น่านก็เหมือนจะมีใจตอบ...แต่ก็ไม่ได้แสดงออกอะไรมากมาย ดุษฎีก็เอาแต่รอ ร้อออออ รอ จนเพื่อนๆ พี่ๆ สงสารเพราะเห็นพัฒนาการมาตั้งแต่ดุษฏียังมีดาวในดวงตาจวบจนรออย่างไร้ความหวัง...ดวงดาวหมดสิ้นไปแล้ว
     
    ตกลง...มันเป็นที่นิสัยของคุณน่านนะคะ...ที่ทำตัวเหมือนสายลมโชยเอื่อยให้คนอื่นรักเธอจนเหนื่อยหัวใจ ตัวเองไม่อยากผูกพันกับใคร แต่ผู้หญิงไม่ได้คิดอย่างนั้นน่ะซี่ ดุษฎีก็เลยได้แต่รอ...ร้อ.....รอ จนทนไม่ไหว เลยแต่งงานไปกับฝรั่งที่รักเมืองไทย แล้วก็รักการทำงานเพื่อสังคมเหมือนที่เธอรัก
     
    เมื่อนั้นแหละ อีตาน่านถึงเพิ่งจะรู้ตัวว่าลงมือช้าไปแล้ว (จะว่าไปแล้วยังไม่ได้ทำอะไรเลยต่างหาก) ก็เลยกลายเป็นคนสร้างกำแพงในหัวใจไปเสียอย่างนั้น
     
    โปรดปรานจึงตัดใจ...ก้าวต่อไปกับชีวิตใหม่ หน้าที่การงานใหม่ พร้อมกับความคิดที่จะลืมน่าน...พยายามจะให้เขาผ่านไป เหมือนไม่ได้ผ่านมานั่นแหละ
     
    แต่แล้ววันหนึ่งน่านก็กลับมา
    ถ้าเป็นคนอ่าน...คนอ่านจะทำยังไงคะ
     
    บอกตรงๆ ว่าตอนอ่านหมั่นไส้ตาน่านมากเลยอ้ะ อ่านที่เล่าๆ มาอาจจะไม่รู้สึกเท่าไหร่ เพราะบรรยายไม่เก่ง ไม่เห็นภาพ แต่ตอนอ่านนิยายจริงๆแล้วมันเหมือนกับ น่านใช้โปรดปรานเป็นเครื่องมือให้ลืมดุษฎี
     
     ไม่น่าเลยนะน่าน...ถ้ายังลืมเขาไม่ได้ก็ไม่น่าจะให้ความสนิทสนมกับคนอื่นแบบนี้เลย (แต่มองในทางกลับกัน น่านอาจจะพยายามเปืดใจให้กับคนใหม่แต่พบว่ายังไงๆ ก็ยังลืมเธอไม่ได้ก็ได้ล่ะมั้ง ก็เลยตัดไฟแต่ต้นลม)
     
    อื่ม...จะว่าไปแล้วก็สงสารคนทั้งคู่ รักต้องมองหลายๆมุมเสียด้วย ตัดสินคนจากมุมเดียวไม่ได้ (แต่ก็แอบตัดสินน่านไปเยอะแล้วนี่หว่าเรา -__-" )  แอบสงสารโปรดปรานมากกว่านิดนึง ที่ปมในชีวิตของคนอื่นส่งผลให้กับตัวเธอเองมากมายพอสมควร
     
    ความรักที่ลงตัวนี่หายาก
    ใครมีก็ถนอมเอาไว้หน่อยนะคะ
     
    หนังสือบรรยายภาพการทำงานแบบเครื่องจักรเอาไว้อย่างเห็นภาพพจน์เลยเหมือนกัน T_T ยังไงๆ ชีวิตเราก็คงไม่ไปจบลงตรงงานบริษัทอยู่แล้ว แต่ว่า...มันจะไปจบลงตรงไหนก็ไม่รู้ จะชอบงานนั้นๆ หรือเปล่าก็ไม่รู้ ถ้าเราไม่ชอบ เราจะใช้ชีวิตไปวันๆ เหมือนเครื่องจักรเหมือนกันหรือไม่ มองอย่างคนนอกอาจจะเห็นเป็นเรื่องง่าย "ไม่ชอบก็ออกสิ" แต่มองจากคนที่อยู่ในเหตุการ...อื่ม..มันมีอะไรให้คิดมากกว่านั้น ไหนจะความคาดหวังของคนรอบข้าง ไหนจะความอยากเอาชนะตัวเอง ไหนจะความเกรงใจในเจ้านาย ความเป็นไปได้ของโอกาสใหม่ๆ
     
    "ไม่ชอบก็ลาออกสิ"
    "ไม่ชอบก็เลิกสิ"
    "ไม่ชอบก็อย่าไปคิด อย่าไปแคร์"
     
    ของประเภทนี้...พูดง่ายทำยาก
    ไม่เจอกับตัวเองไม่รู้หรอก
     
    ก็เป็นนิยายเรื่องหนึ่งที่เคยอ่าน
    แต่ประโยคที่ติดหูมาก ๆ คือ " ตัวฉันเองไม่อาจรานหาญน้ำใจ    ขอให้ฉันผ่านไปเหมือนไม่ได้ผ่านมา"
     
    ถ้ามีคนเขียนให้ หรือพูดอะไรที่คล้ายๆ อย่างนี้คงเศร้า แค่ความทรงจำของฉัน...เธอก็ไม่อยากจะอยู่อย่างนั้นหรือ คนสองคนมีความทรงจำดีๆ ร่วมกัน มันคงลืมไม่ได้ง่ายๆ ขนาดนั้นหรอก คงจะทำได้แค่เก็บเอาไว้ในซอกหนึ่งแล้วพยายามไม่นึกถึงมันมากกว่า เหมือนลืมไปว่ามีแผลเป็นที่ไหน ไม่ได้เจ็บปวด แต่มองไปทีไรก็เห็นทุกที
     
    ใครมาพูดประโยคนี้ให้ฟังแม่จะเอาหนังสือทุ่มใส่ ต่อให้รักก็เถอะ
    ความทรงจำของฉัน เธอไม่เกี่ยว...
     
     
    ไปดีกว่า บ่นมานานแล้ว
    บ๊าย บาย
     
     
    February 17

    สุดสาย...ปลายทางฝัน ตอนพิเศษ

     ช่วงนี้บ้าพลังแท้หนอ เขียนได้เขียนดี เขียนยาว...
    ก็แหม คิดถึงการเขียน จะตาย เขียนงานมันไม่สนุกเหมือนเขียนอะไรเรื่อยเปื่อยนี่นา
    ว่าจะเอา สุดสาย...ปลายทางฝัน ส่งแจ่มใสละ เลยเขียนตอนพิเศษมาไว้ตรงท้ายอีก 1 ตอน
    คิดว่ามันจบห้วนไปหน่อย ยังไม่ค่อยมีอะไรบ่งบอกถึงชีวิตรักของ ธนิต กับ ไหมแพรเลย
    เอามาลงที่นี่ด้วยละกัน เผื่อใครหลงมาอ่าน
     
    ตอนเต็ม ๆ 15 ตอนอ่านได้ที่พันทิปค่ะ ตาม link ข้างล่างนี่ค่ะ
     
    .....................................................................................................................................
     
     ความรักที่อบอุ่น...เกิดจากการประสานความเข้าใจกันระหว่างดวงใจสองดวง ไม่ต่างจากการปรุงรสอาหารที่ผู้ปรุงจะต้องค้นหาส่วนผสมที่พอเหมาะพอดี การทำอาหารให้อร่อยนั้นไม่มีสูตรตายตัวหากอยู่ที่ความสามารถในการปรุงของคนทำเสียมากกว่า แต่ละคนอาจจะใส่เครื่องเทศ เครื่องปรุงในปริมาณที่ต่างๆกันไป หากรสชาติที่ออกมาเมื่อสำเร็จ คนชิมเท่านั้นที่สามารถบอกได้...ว่าคำว่า ‘ลงตัว’ นั้นเป็นอย่างไร

    คู่รักบางคู่อาจจะหวานเสียจนน้ำตาลเรียกพี่

    คู่รักบางคู่อาจจะเป็นคู่รักเงียบๆ แบบมองตาก็เข้าใจ

    คู่รักบางคู่อาจจะหยอกล้อเล่นกันเหมือนเด็กๆ

    ไม่สามารถเอามาตรฐานของคนมองเข้าไปวัดได้ ว่าคู่ไหนจะมีรักที่ยืนยาวและเป็นปกติสุข ความรัก...ย่อมมี ‘บริบท’ ของมัน นักวิชาการบางท่าน (เช่นคนเขียนและเพื่อน)อาจจะให้นิยามได้ว่า “Love is very contextual and subjective”

    แล้วคู่นี้ล่ะ....

    ธนิต ชายหนุ่มผู้ซึ่งกำลังศึกษาต่อระดับปริญญาเอกทางด้านคอมพิวเตอร์ Perfectionist ในทุกๆ ด้าน ที่ถูกสาวรุ่นน้องที่ไม่ได้เจอกันมานานแสนนานปราบเสียอยู่หมัด

    ไหมแพร  หญิงสาวรุ่นน้องคนนั้น ที่สวยขึ้นอย่างผิดหูผิดตาทำให้ธนิตของเราถึงกับตะลึงเมื่อแรกพบ และอดไม่ได้ที่จะต้องลองย้อนสำรวจความรู้สึกของตัวเองอีกครั้ง
    ตลอดเวลานานนับสิบปีที่รู้จักกันมา เขาทั้งสองไม่เคยเป็นอะไรที่มากไปกว่าคู่กัด คู่แข่ง และเพื่อนร่วมทีมในการแข่งขันทางวิชาการต่างๆ

    จนกระทั่งวันหนึ่ง...ความจริงก็ได้เปิดเผย ว่าต่างก็แอบมีใจให้กันมานานแล้ว...เพียงแต่ว่าแต่ละคนก็มีปัญหาในใจตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นอาการ ‘ปอด’ ไม่กล้าที่จะบอกความจริงในใจออกไป หรืออาการ ‘ปฏิเสธ’ ไม่ยอมรับความจริงที่อุบัติขึ้นในใจตนเอง หากทั้งคู่ไม่ได้พบกันอีกครั้ง ความรู้สึกก็คงจะถูกฝังเอาไว้ในซอกลึกของความทรงจำของแต่ละคนตลอดไป

    แต่ในที่สุด...วันที่ทั้งคู่จะได้สมหวังก็มาถึงจนได้ แต่หลังจากนั้นล่ะ...ความรักของพวกเขาจะเป็นอย่างไร ลองตามคนเขียนไปดูกันเลยนะคะ

    สายลมหนาวภายนอกหน้าต่างดังหวีดหวิว ไฟสีอำพันส่องแสงสลัวอาบท้องถนน เสียงจ้อกแจ้กจอแจของเหล่านักเรียนปริญญาตรีปีหนึ่งที่อยู่ในหอพักนักศึกษารวมแห่งนี้เงียบลงแล้วหากหญิงสาวร่างบางที่นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ยังไม่หยุดรัวนิ้วใส่คีย์บอร์ด

    ใบหน้าเรียบเฉยไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ หากริมฝีปากแบบบางเม้มสนิทแสดงถึงระดับความไม่พอใจที่เริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ


    Memee -Valentine’s day is coming: พี่นิด...ตกลงจะมาหรือเปล่าจ๊ะ

    Tanit: ไหม...พี่มี presentation ถึงหกโมงเย็น แล้วก็ต้องเตรียมโปรเจคนำเสนอต่อวันถัดไปเลย อาจจะเลิกโน่น 3 ทุ่ม พี่คงต้องรับกลับบ้านไปเตรียมงานต่อด้วยน่ะจ้ะ

    Memee - Valentine’s day is coming : แวะมาหน่อยได้มั้ย แป๊บเดียวเท่านั้นเอง นะ นะ

    Tanit: พี่ก็คิดถึงไหมนะ...แต่พี่ก็ทิ้งงานไปไม่ได้ ไหมก็รู้

    Memee- Valentine’s day is coming : ไหมเข้าใจ...แต่ไหมแค่อยากเจอพี่นิดแป๊บเดียวเท่านั้นเอง...จำได้บ้างมั้ย...วันนี้มันไม่ใช่แค่วันแห่งความรักที่เขาตั้งขึ้นมาเพื่อให้หลอกขายของให้ชาวบ้านนะ วันนี้มันเป็นวันที่เราได้เจอกันอีกครั้งหลังจากห่างกันไปเกือบหกปี

    Tanit: ไหม...วันแรกที่เราเจอกันอีกครั้งมันวันที่ 13 ต่างหาก 13 ค่ำ ๆ วันที่พี่ไปรอไหมที่ฮีโธรว์ แต่ไหมมาถึงบ้านก่อนพี่แล้ว

    Memee - Valentine’s day is coming:  -__-#  เอาน่า ก็วันที่ 13 เรายังไม่ค่อยได้คุยอะไรกันเลย กว่าไหมจะเริ่มหวั่นไหวขึ้นมาอีกครั้งก็วันที่ 14 แล้ว

    Tanit: คร้าบ...

    Memee - Valentine’s day is coming: ไม่ต้องมาเปลี่ยนเรื่องเลย ตกลงจะมามั้ย

    Tanit: ถ้าพี่เสร็จเร็วพี่จะแวะไปก็แล้วกันนะไหม แล้วนี่มันก็อีกตั้งเกือบเดือน ไหมจะรีบนัดไปทำไม

    เพราะประโยคนี้เอง ริมฝีปากที่เม้มสนิทเริ่มคลายออก

    Memee - เบื่อคนบ้าเรียน:  อ้าว พี่นิด ก็ตัวเองก็รู้ว่าว่าชอบวางแผนล่วงหน้าขนาดไหน...ถ้าไหมไม่บอกไว้ก่อน พี่ก็วางแผนทำอย่างอื่นไปแล้วดิ

    Tanit: พี่จะลืมไหมได้ยังไง แล้วนี่...แม่คุณ เปลี่ยนชื่อประจานพี่เลยหรือครับ ทำไมใจน้อยจังเลย เอ้า...ตกลงก็ตกลง วันที่ 14 เดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งห่างออกไปอีกเกือบหนึ่งเดือนเต็ม กระผม...นายธนิต จะแวะไปหาคุณไหมแพร หลังจากทำงานเสร็จ โอเคมั้ยครับ

    Memee – คนบางคนก็ทำตัวน่ารักได้นี่นา: โอเคค่ะ พี่นิดน่ารักจัง ^ ^

    Tanit: งั้นพี่ไปก่อนนะ  พรุ่งนี้เจอกันที่ร้านเค้ก Velerie นะจ๊ะ

    Memee – คนบางคนก็ทำตัวน่ารักได้นี่นา: จ้า......


    เมื่อธนิตออกจากโปรแกรมสื่อสารไป ไหมแพรก็ลุกขึ้นจากโต๊ะทำงานและมาทรุดตัวนอนลงบนเตียงพลางถอนใจยาว อย่างไรเสีย ธนิตก็คือ ธนิต...ผู้ซึ่งเห็นการเรียนและงานที่ทำสำคัญที่สุด บางครั้ง...เธอยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาจะคิดถึงเธอตลอดเวลาอย่างที่เธอคิดถึงเขาตลอดเวลาบ้างหรือเปล่า

    ไม่สามารถปฏิเสธได้เลย ว่าตลอดเวลานานนับสิบปีตั้งแต่เธอเริ่มเข้า ม.1 ที่ผ่านมา เธอไม่เคยลืมธนิต...เธอรักเขา ทั้งที่รู้ว่าไม่มีหวังจะได้ครอบครอง รัก...แต่ต้องเก็บเอาไว้ในใจจนถึงกับปิดกั้นตนเองจากคนอื่นๆที่เข้ามาทำความรู้จัก

    จนกระทั่งวันหนึ่ง....วันที่เธอได้มีโอกาสมาศึกษาต่อทางด้านดนตรีที่ลอนดอน โอกาสของเธอก็มาถึงในแบบที่แทบจะไม่ทันตั้งตัว เมื่อได้รู้ว่าธนิตเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน ก็อดที่จะปลื้มใจไม่ได้ ยิ่งธนิตเป็นคนที่ชอบความสมบูรณ์แบบในทุกๆ อย่างด้วยแล้ว เวลาที่เขาต้องการจะแสดงออกถึงความรักนั้น...เขาก็แสดงออกอย่างถึงที่สุด หวานเสียยิ่งกว่าหวานจนเธอแทบจะละลายลงไปกองกับพื้น

    วันเกิดของเธอ ธนิตแอบมาหลบซ่อนตัวอยู่ในบ้านโดยแอบขอความช่วยเหลือจาก host family ของเธอ เมื่อนาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืนปุ๊บ เขาก็มาเคาะประตู พร้อมกับส่งดอกไม้ช่อใหญ่ให้

    ธนิตเป็นคนชอบทำอาหาร...ทุกครั้งที่เธอแวะไปที่แฟลตของเขา โต๊ะอาหารมักจะเต็มไปด้วยของชอบของเธอ พร้อมทั้งดอกไม้ในแจกัน และเทียนหอมสุดโรแมนติก

    ในวันที่อากาศดี...ธนิตก็ชอบชวนเธอออกไปเดินเล่นในสวน เอาผ้าผืนใหญ่ไปปูลาดบนผืนหญ้าสีเขียว นั่งเล่น นอนเล่นอ่านหนังสือกันทั้งบ่าย

    ในวันที่ฝนตก...ธนิตจะคอยกางร่มให้ ถอดเสื้อชั้นนอกออกคลุมไหล่ เมื่อเธอรู้สึกหนาว เอาผ้าเช็ดหน้าซับหยาดน้ำฝนที่กระเด็นมาโดนใบหน้าให้

    ในยามที่เธอเหนื่อย....เขาจะนิ่งเงียบเป็นผู้รับฟัง พร้อมกับอุทิศไหล่ให้เธอเอนอิงซบ พร้อมกับจับมือให้กำลังใจ ส่วนในยามที่เขาเหนื่อย เขาก็จะมาหา พร้อมกับล้มตัวลงนอนหนุนตัก พร้อมกับคำพูดสั้น ๆ แต่ทำให้คนฟังใจพอง “ไหมไม่ต้องทำอะไรหรอก แค่เป็นกำลังให้เงียบ ๆ พี่ก็หายเหนื่อยแล้ว”

    ในยามที่เธอต้องการคำปรึกษา ไม่มีครั้งไหนเลยที่ธนิตจะไม่สนใจ และหลังจากที่ให้คำแนะนำไปแล้ว เขายังสนใจไต่ถามถึงผลที่ตามมาอีก

    เนื่องด้วยการกระทำเหล่านี้...ความรักที่เธอทุ่มเทให้เขาตั้งแต่สมัยมัธยมต้น เลยยิ่งมากขึ้นทบเท่าพันทวี
    แต่ทว่า....

    ความสนใจทั้งหมดที่กล่าวมานั้น จะเกิดขึ้นในช่วงที่เขาไม่มีงานรุมเร้าจากทางมหาวิทยาลัยเท่านั้น หาไม่แล้ว...ธนิตจะแปลงร่างเป็นบุรุษอีกผู้หนึ่ง ผู้ซึ่งตรงกันข้ามกับคนแรกที่กล่าวมาโดยสิ้นเชิง

    “พี่นิด พรุ่งนี้ไปเดินเล่นริมแม่น้ำกันมั้ยจ๊ะ ไปกินเครปเจ้าอร่อยเจ้านั้นด้วย”

    “อื่ม...ขอบายละกันนะไหม ช่วงนี้ต้องรีบเคลียร์งาน ตองเจออาจารย์ที่ปรึกษาอาทิตย์หน้า” เสียงที่กรอกลงมาตามสายโทรศัพท์แสดงถึงความเหนื่อยล้า

    “ถ้าอย่างนั้น พี่นิดจะหายหน้าไปอาทิตย์นึงเต็ม ๆ เลยเหรอ”

    “คงจะเป็นอย่างนั้น งานเยอะน่ะจ้ะ”

    “โอเคจ้ะ ไม่เป็นไร ไหมเข้าใจ ทำงานดี ๆ นะ สู้ ๆ ไว้เดี๋ยวดึก ๆ ไหมโทรไปหา”

    “เอ่อ...พี่ไม่แน่ใจว่าจะว่างหรือเปล่า เอาอย่างนี้นะ ถ้าพี่ว่างพี่โทรกลับ โอเคมั้ย”

    “เอางั้นก็ได้...”

    แล้วธนิตก็หายสาบสูญไปตลอดทั้งคืน  ปล่อยให้เธอรอแล้วรออีกจนหลับไป

    ส่วนตัวตนในโลกออนไลน์ในชวงงานโหมกระหน่ำนั้น ก็ยิ่งแล้วไปใหญ่ เพราะถึงธนิตจะเปิดโปรแกรมสื่อสารไว้ตลอดเวลา...เขาก็เปิดไว้เพื่อให้คนรู้ว่าเขายังมีตัวตนอยู่เท่านั้น เขาจะไม่พูดกับใครหรือโต้ตอบกับใคร แม้กระทั่งกับไหมแพร เขาก็ตอบคำถามเพียงสั้น ๆ พอให้รู้ว่ายังมีชีวิตอยู่เท่านั้น

    Memee – หนาวจัง: พี่นิด กินข้าวยัง นี่มันสองทุ่มแล้วนะ

    Tanit: ยังเลย

    Memee – หนาวจัง: กินข้าวด้วยดิ ดูแลตัวเองหน่อย เดี๋ยวไม่สบาย

    Tanit: อืม..ไว้ค่อยกิน

    Memee – หนาวจัง: ให้ไหมทำเอาไปส่งให้มั้ย ตอนนี้ไหมยังไม่ยุ่งมากเท่าไหร่

    Tanit: ไม่เป็นไร

    Memee – หนาวจัง: อย่าเอาแต่โหมงานนะพี่นิด โทรกลับบ้านมั่ง คุณน้าเป็นห่วง

    Tanit: อื่ม

    ไหมแพรรู้ดีว่า...เธอจะรักแต่ข้อดีของธนิต โดยไม่ยอมรับข้อเสียของเขามันก็เป็นไปไม่ได้ แต่ว่าช่วงเวลาที่เขาบ้างานกับช่วงเวลาที่เขาหวานเสียขนาดนั้น มันมากมายถึงขนาดครึ่งต่อครึ่งเลยทีเดียว แล้วบรรยากาศสีเทา ๆ ของลอนดอนก็ช่างทำให้คนที่อารมณ์อ่อนไหวแบบศิลปินอย่างเธอเหงาได้มากกว่าคนปกติทั่วไปเสียด้วย แล้วเธอจะทำอย่างไรดี...ครึ่งเดือนแรกก็ใช้ชีวิตให้มีความสุขกับธนิต ส่วนครึ่งเดือนหลังที่เขามัวแต่คร่ำเคร่งก็แบ่งเวลาไปหากิ๊กอย่างนั้นหรือ คงจะไม่ดีแน่ๆ สงสารธนิต...แล้วก็ทำไม่ลงอีกต่างหาก

    ทำไมความรักมันช่างนำมาทั้งความสุขและความหนักใจเช่นนี้หนอ
    (ตอนต่อไปเมื่อคนเขียนมีอารมณ์เด้อ)
    December 24

    ปลูกหัวใจในสวนขวัญ

    จะวางแผงวันที่ 10 มกราคมแล้วคะ เล่มที่สอง
    ปุบปับ ๆ ๆ เลย
     
    แอบก๊อปปี้คำโปรยที่ปกหลังมาค่ะ
     
    'นายโอมน่ะเหรอ ตั้งแต่เขามาอยู่ที่นี่ ความเอ็นดูรักใคร่ที่ฉันได้รับจากพ่อกำนัน แม่นภา พี่อาทิตย์ และชาวบ้านทั้งหลายก็ถูกแบ่งไปให้เขา เห็นทีขวัญราตรีคนนี้คงจะต้องเอาคืนเสียให้เข็ด แต่ว่ายิ่งอยู่ใกล้เขาทีไร ทำไมหัวใจฉันเต้นไม่เป็นจังหวะเอาเสียเลย’

    ‘ลูกสาวคนงามของกำนันดิน น้องสาวนายอาทิตย์เพื่อนรักของผมน่ะเหรอ เธอช่างเป็นผู้หญิงที่เหมือนภาพวาดสีสันสดใส เต็มไปด้วยความร่าเริงมีชีวิตชีวา แต่ผมจะทำอย่างไรเพื่อเอาชนะความรั้นของเธอ รวมไปถึงพ่อและพี่ชายสุดหวงของเธอนั่นอีก’

    มาลุ้นให้สองหนุ่มสาวปลูกความรัก ปลูกหัวใจไว้ท่ามกลางบรรยากาศเมืองเหนืออันแสนหวานที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของประเพณีล้านนาและสะท้อนความรักในผืนแผ่นดินถิ่นเกิด ที่จะทำให้คุณอมยิ้มอย่างสุขหัวใจ

     

    ขอฝากผลงานไว้ในอ้อมใจอีกรอบนะคะ


     
     
     
    October 15

    จากหน้าจอ...สู่หน้ากระดาษ

    ไม่ได้อัพเดตบลอคมานานเป็นชาติ.. แหะ ๆ ก็แหม...เนตที่เมืองไทยมันช้ายิ่งกว่าอะไรดี
    กลับมาอังกฤษก็ มัวแต่ยุ่ง ๆ
     
    ยอมรับก็ได้ ว่าเอาใจออกห่างบล๊อคไปนั่งเขียนนิยาย...
     
    ช่วงนี้ใคร ๆ ที่เมืองไทยก็ไปงาน มหกรรมหนังสือกันให้เพียบ...
    ได้ข่าวว่าคนเยอะขึ้นทุกปีๆ
    ก็เลยสงสัยว่า คนไทยอ่านหนังสือเยอะขึ้นจริงเหรอ..
    แล้วหนังสือที่บูมขึ้นมานั้น พวกนิยายกะ pocket book เบาสมองอย่างเดียวหรือเปล่าน้า......
    ถ้าเป็นอย่างนี้...จะถือว่าเป็นประโยชน์ขึ้นบ้างหรือเปล่าน่ะ
     
    สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ช่วงนี้ สำนักพิมพ์ผุดยังกะดอกเห็ด
    แล้วแต่ละที่ก็แย่งนักเขียนกันอย่างกับอะไรดี
    โดยเฉพาะพวกเรื่องเม้าท์ ๆ หรือนิยายที่ลงตามบอร์ดต่างๆ
     
    นักเขียนหลาย ๆ คนก็แจ้งเกิดจากโลกอินเตอร์เนตไปแล้ว อย่าง Clear Ice แห่ง แจ่มใส หรือรุ่นพี่นักเรียนทุนคนหนึ่งของพวกเรานั่นเอง...
     
    คนที่ดัง ๆ อีกหลายคนก็เช่นคุณ ฬีฬา อมราวตี เด็กทะเล นายน้อย เกียร์ ฯลฯ
     
    อะไรที่มันเป็นฟองสบู่...มันก็ย่อมมีวันแตก (รึเปล่า)
    วันใดวันหนึ่งข้างหน้า...คนจะเลิกนิยมชมชอบหนังสือประเภทนี้ไหม...
    ก็ดังจะเห็นได้ว่า หนังสือพวกนี้ก็มาจากนักเขียนหน้าใหม่ๆ ทั้งนั้น
    ในเวบ manager เขาก็ว่าเอาไว้ว่า คุณภาพของเรื่องที่ได้ตีพิมพ์ก็เริ่มลดลงละ
     
    เมื่อถึงจุดนั้น จะเกิดอะไรขึ้นน้า...
     
    ภายในช่วง 2 ปีมานี้ ธุรกิจด้านนี้เติบโตขึ้นมามากจริงๆ
    สงสัยจะต้องจับตาดูไปข้างหน้าอีกซะแล้ว...
     
     
     
    August 27

    วางแผงแล้ว "เก็บรักไว้ ใต้ผืนดิน"

    ไม่ได้อัพเดตบลอคมานานมากเลยค่ะ
    เนตเมืองไทยมันช้า...
     
    แต่ในที่สุดก็ต้องเข้ามาจนได้ อิอิ
     
    หนังสือที่เขียนลงเวบกำลังจะวางแผงน่ะค่ะ
    ผลงานเรื่องยาวเรื่องแรก
     
    อาจจะยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่ว่าก็ขอฝากเอาไว้ในอ้อมใจด้วยนะคะ
     
    เป็นเรื่องของ สาวนักโบราณคดี ที่ขุดหาหัวใจเท่าไหร่ก็ไม่เจอ
    ทั้ง ๆ ที่หัวใจ อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนี่เอง...
     
    มีคนถามว่า เอาเรื่องตัวเองมาเขียนหรือเปล่าเนี่ย
     
    ขอสารภาพว่า 2 บทแรก ๆ ก็จะจะให้ใช่เหมือนกัน
    แต่พอผ่านไปได้สักระยะ ก็เปลี่ยนใจ เพราะว่า เรื่องตัวเองมันเรียบ ๆ เรื่อย ๆ
    เอาเป็นนิยายมันจะกลายเป็นสารคดีเอา
     
    ตอนนี้เลยกลายเป็นนิยายน้ำเน่าแทน โดยมีโบราณคดีเป็นฉากหลัง
    หวัง่าคนคงจะเข้าใจการเรียนโบราณคดีมากขึ้นง่ะ
     
    ฝากไว้ในอ้อมใจด้วยนะค้า