sasitsaya's profile:::::: Yim's Corner ::::...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
|
February 14 ย้ายบ้านช่วงนี้อาจจะดูเหมือนยิ้มตัวดีมันไม่ค่อยจะอัพบลอกเลยยยยยย
แหะๆ งานโหมนั่นก็ส่วนหนึ่งแหละค่ะ โหย...เครียดลึกๆ เหมือนกันนะ
แต่ก็นั่นแหละ สิ่งใดที่ต้องทำ มันก็ต้องทำ เลี่ยงไม่ได้
ก็รู้สึกเพื่อนๆ จะยุ่งกันหลายคน
ก็สู้กันต่อไปนะ
ใจหนึ่งก็อยากเรียนต่อเอกอยู่ เพื่ออนาคต
อีกใจ...อยากได้งานที่บ้านจริงๆ จะได้กลับ
ก็ตั้งใจไว้แล้วว่าจะเรียนต่อ
แต่อย่าให้มีที่ทำงานที่ถูกใจโผล่มาเชียวนา เปลี่ยนใจทันทีเลย
อีกสาเหตุที่อัพบลอกไม่บ่อยก็คือ...ช่วงหลังๆ space ที่นีมันแฮงก์บ่อยค่ะ
เข้าทีไรก็ not responding (พอๆ กะ Bloggang เลย)
ตอนนี้ส่วนมาก็เลยอัพไว้ที่เดียวค่ะ ที่ http://fahpraifon.multiply.com
ก็ขอเชิญแวะเวียนไปด้วยนะคะ พอดีมันเม้นต์ไม่ได้ถ้าไม่ใช่สมาชิก ลำบากหน่อย
แต่พอว่างๆ มีเวลาทำนานๆ จะกลับมาอัพ my space ค่ะ
ตอนนี้จะอัพแต่ละทีเดี๋ยวค้าง เดี๋ยวแฮงก์ไปเลย ขี้เกียจรอ
ไปละค่ะ แล้วเจอกันเมื่องานจางลง February 06 กึ่งฝันกึ่งจริงทำไมหนังสือที่ห้องสมุด York มันยืมได้ยากเย็นเยี่ยงนี้นะ
ขนาด request ไปแล้ว เลยกำหนดส่งคืนมาแล้วตั้งอาทิตย์นึง คนที่ยืมก่อนหน้ามัน เอ๊ย เค้าก็ยังไม่เอามาคืน
ใจคอ...จะไม่สงสารคนที่รอเลยหรือไง รู้แล้วว่าค่าปรับมันถูกกว่าซื้อหนังสือเองอีก (4 เล่ม ปกแข็ง560 กว่าๆ โอยยย แพงจัดๆ)
แต่มนุษยธรรมน่ะ มีมั่งมั้ย ฮือๆ ๆ ๆ
เด็กน้อยคนนึงกำลังจะตาย เพาะ Deadline ที่วิ่งเขามาในอีกไม่กี่วัน
วันนี้ฟ้ามันก็สีฟ้านะ
แต่โอ๊ย...สว่างเกินไป แสบตาจัง
ด้วยความเครียดเพราะนึกอะไรไม่ออก ไอเดียที่พอมีลางๆ
เลือนลางมากจนมองไม่ออกว่าจะมุ่งไปทางไหนเลย
คิดมากก็เริ่มวิงเวียน คลื่นเหียน
(จริงๆ อาจจะเพราะคิดไม่ออก เดินไปเดินมา...นั่งๆ ลุกๆ ก้มๆ เงยๆ เลือดไปเลี้ยงสมองไม่ทัน)
ก็เลยหนีไปนอน...หมายจะงีบซักงีบ...
ในช่วงจังหวะที่เคลิ้ม
ความคิดเริ่มเรียงตัว
(คล้ายๆ กะข้าวเรียงเม็ดมั้ง)
ก็เคลิ้มไปแล้วล่ะ แต่จิตใต้สำนึกมันคงกำลังคิดอยู่...ทันใดนั้นก็มีคำปรากฏขึ้นมา 3 คำ
เฮ้ยยยยย ฟังดูใช้ได้ดีนี่นา น่าจะเอามาใช้เสียเลย
แล้วเราก็ลืมตาโพลง....ตะเกียกตะกายลุกขึ้น พรวดพราด คว้าเอากระดาษเปล่าและปากกามาจดคำ 2-3 คำที่นึกได้นั้น
หลังจากนั้นก็หลับไปอีก 5 นาที
แล้วก็ต้องลุกพรวดขึ้นมาอีก เขียนประเด็นรองที่เริ่มผุดออกมา
สาธุ...ขอให้ไอเดียนี้ใช้ได้ด้วยเทอญ หรืออย่างน้อยก็ขอให้นำไปปรับปรุงแก้ไขได้...อย่างน้อยจะได้มีโครงอยู่แล้ว
อา...กำลังใจเริ่มมาละ
ขอบคุณ York Minster ที่เป็นเหมือนสถานหลบภัย คิดอะไรไม่ออกก็เข้าไปสงบจิตสงบใจ อธิษฐานในนั้น
วันนี้ฟ้ามันก็เป็นสีฟ้าดีนะ...
ดูสดใสดีจังเลย แผลใครจะไปคิด...
ว่าแผลเล็กๆ หลายๆ แผลมันก็ทำให้เจ็บได้เหมือนกัน
แผลแบบที่เรียกว่าถ้าเป็นที่เดียวก็คงไม่รู้สึกรู้สาอะไร ไม่ได้ใส่ใจ
เมื่อคืนสะดุ้งตื่นตอนตี 4 ลมหนาวมันแทรกผ่านหน้าต่างเข้ามา ลุกขึ้น เอาหมอนปิดหัวเดี๋ยวจะไม่สบาย
โอย...มือระบม ปวดตุบๆ
ทำไมมันมาเจ็บเอาตอนกลางคืน กลางวันใช้งานอยู่มันก็ปกติดี
เช้ามาก็เลยจัดการปิดพลาสเตอร์ซะ
เหมือนปัญหาทั้งหลายแหล่ล่ะมั้ง
ปัญหาง่ายๆ ไม่ยอมแก้เสียที...
เก็บไว้ให้พันกันยุ่งๆ อยู่มาวันหนึ่ง โชะ.............
ปวดหัวตาย
บ่นไร้สาระ แล้วก็ชิ่ง อีกตามเคย หุหุหุ
February 02 ขี้เกียจไม่ได้อัพบลอกมากนานมากกกก
เพราะตกไปอยู่ในโหมดขี้เกียจอีกแล้ว...โหมดขี้เกียจแต่ก็ต้องทำงานอ่ะค่ะ
จากสถิติเก่าๆ ช่วงที่ข้าพเจ้าจะดาวน์ๆ บ่อยๆ คือช่วงเดือน มกราคม - กุมภาพันธ์ นั่นเอง
เป็นช่วงที่ยุ่งมากกกกก แล้วเวลาก็จะผ่านไปเร็ว พอรู้ตัวอีกที ก็ถึงกำหนดกลับบ้านตอนอีสเตอร์แล้ว (แต่ปีนี้ยังไม่ได้กำหนดเวลากลับ)
กลับบ้านแทบจะทุกสงกรานต์เลย เหอๆ แรกๆ ก็เพราะว่าตอนซัมเมอร์ กว่าจะได้กลับบ้านก็กลางๆ ก.ค. เสียบ่อยๆ เพราะต้องไปขุด
แต่ตอนนี้...กลับบ้านเพราะคิดถึงพ่อแม่ คิดถึงปู่ย่ายาย ญาติๆ
อารมณ์ของเขาก็คง...
สงกรานต์อยากให้ครบหน้าครบตา
เราไปทีไรเขาก็ยิ้มออกกัน
ไม่กลับเขาก็ไม่ได้ว่า แต่ปู่ก็ชอบเป็นห่วงทุกที
มีข่าวอะไรร้ายๆ จากทางอังกฤษก็กินไม่ได้ นอนไม่หลับ
ตอนนี้...อากาศหน้าหนาวเริ่มหายไป
ฟ้าสีฟ้าใสๆ เริ่มออกมา แต่ดูจากเวบ BBC แล้ว ท่าทางมันจะยังหนาวอยู่แฮะ
แต่ได้เห็นฟ้าใสๆ บ้างก็ดีแล้ว ยังพอจะทำให้มองโลกในแง่บวกขึ้นมาได้บ้าง
ช่วงนี้งานเยอะจัง >_<~ ทั้ง essay ทั้งงานขาจรจากในคลาส (แว่วๆ ว่าจะมี debate อีก)
แล้วยังต้องพยายามอ่านๆๆๆ เพื่อหาหัวข้อ dissert และ หัวข้อ research ป.เอก (ซึ่งหนังสือที่ request ไว้ก็ไม่ได้ซักที ใจคอคนที่ยืมก่อนหน้ามันจะจ่ายค่าปรับไปตลอดอาทิตย์เลยเหรอ ไม่เข้าจายยยยยยย) ตอนนี้ไอเดียเริ่มเกาะกลุ่มนิดๆ เกือบจะเรียงตัวละ แต่ว่าต้องมีความรู้พื้นฐานเข้าไปก่อน
ตูจะได้เขียน proposal หวังว่าจะได้ offer และจะได้ทำเรื่องขอต่อทุนเสียที เฮ้อ...
อยากให้วันหนึ่งมี 36 ชั่วโมง
แต่อย่างน้อยก็ยังดีแหละนะ แค่มีแต่งานยุ่ง ไม่ได้เจ็บป่วย ไม่สบายอะไร
ช่วงนี้ชีวิตน่าเบื่อ เลยไม่ได้มาอัพบลอก -_- แหะๆ
รอให้อะไรยุ่งๆ ผ่านไปคงได้อัพมากกว่านี้นะจ๊า January 21 Flat 5 Block A1 @ Wentworth- ไม่ค่อยมีของวางทิ้งไว้ข้าง sink เพราะทุกคนล้างแล้วเช็ดเก็บเข้าตู้หมด จะมีก็มีน้อยมาก วางไว้แอบๆ ไม่รกหูรกตา ดูธรรมชาติดี
- พอถุงขยะเต็มก็ผลัดกันผูกปากเอาไปทิ้ง ไม่มีใครเกี่ยงใคร ไม่ปล่อยให้ครัวมีกลิ่น
- ทุกคนมีอุปกรณ์ครัวครบ ครัวนี้...มี baking tray มากกว่า 6 อัน (มีอย่างน้อยคนละอันอ้ะ) แต่ละคนมีหม้อมากกว่า 2 หม้อ กระทะมากกว่าคนละ 2 กระทะ
- น้ำยาล้างจานเรียงรายข้างอ่างล้างจาน 6 สี ผอลน้ำก็ 6 แบบ
- เวลา 6.00-7.00pm เป็นเวลา peak time สาวๆ จะอกมาทำครัวกันแทบทั้งนั้น โดบเฉพาะ โอโตเมะ สาวญี่ปุ่น แคทเธอรีน สาวจีน แคโรลินา สาวลูกครึ่งเปรู - สวีดิช และข้าพเจ้าเอง... คือ...ถ้าเราไม่ไปครัวเต่หรือครัวนก ครัวส้ม ก็ต้องมี 4 สาวอยู่แน่ๆ
- โต๊ะ และ ที่วางของเคลียร์เรียบร้อยทุกครั้ง พื้นก็ดูดฝุ่นให้ด้วย
เป็นแฟลตที่น่ารักมากเลยอ้ะ...แล้วแต่ละคนก็ไม่ค่อยดุด่ากัน พาเพื่อนมากินข้าวก็ไม่ว่า (เราพามาบ่อยนิ :P ) แต่ต้องหลบ peak time เสียหน่อยเท่านั้นเอง แล้วก็มีนัดกินข้าวด้วยกันเป็นพักๆ ชื่นใจๆ หน้าห้องเกือบทุกห้องก็จะมีป้ายชื่อตกแต่งมาติดไว้ แฟลตอื่นก็ไม่ค่อยเห็นใครจะทำหรอกนะ แต่แฟลตนี้เราเป็นคนเซต เทรนด์เอง แหะๆ พอดีมีป้ายเก่า ใช้มาหลายปีดีดักแล้ว วันนี้ก็ถึงโอกาส get together อีกทีแล้วค่ะ ตอนแรกตั้งใจว่าจะทำอาหารไทยเลี้ยงสาวๆ เพราะว่า พาเพื่อนมากินบ้อย ยึดครัวก็บ่อยครั้ง น่าจะได้ทำอะไรตอบแทนมั่ง แต่อยู่ดีๆ แฟลตเมตทั้งหลายก็อยากจะทำอาหารขึ้นมาซะงั้น เลยเกิดงาน International food night ขึ้น โปรแกรมอลังการที่วางไว้เลยหดหาย เพราะไม่งั้นจะกินไม่หมด ตกลงเมนูวันนี้ก็คือ
ข้าวเกรียบมโนราห์ ไก่สะเต๊ะ ข้าวผัดเครื่องเทศแบบอินเดีย พายผักโขมแบบสแปนิช Chinese dumpling ไก่เทอริยากิ (ช่างหลากหลายจริงๆ) ปิดท้ายด้วย เต้าฮวย ฟรุตสลัด (เดาได้ใช่ไหมล่ะฮะ ว่าน้องยิ้มขา ทำอะไรไปมั่ง) ใช่แล้ว ข้าพเจ้าทอดข้าวเกรียบ ทำไก่สะเต๊ะ แล้วก็เต้าฮวยนั่นเอง ลองทำอาจาดมั่วๆ ดู เอ...ไม่มีน้ำส้ม ใช้มะนาวแทนมันก็เหมือนอาจาดดีนะ
วันนี้งงๆ มาตั้งแต่เช้าแล้ว...เดินเข้าครัว โอโตเมะก็ยิ้มหวานให้เชียว แล้วก็บอกว่า แฮปปี้เบิร์ธเดย์นะจ๊ะ...เอ...งง ๆ แต่ก็ยิ้มตอบกลับไป แต่เจ๊บอกว่าเจ๊แฮงก์โอเวอร์ ก็เลยปล่อยๆ ไป จริงๆ แล้ววันนี้เพื่อนๆ ก็บอกแล้วล่ะ ว่าเลี้ยงให้แทนวันเกิดเลยนะ แต่ก็คิดว่า อื่ม...ก็แค่ยกอาหารมารวมๆ กันเท่านั้น แต่พอนั่งกินปุ๊บ ลินดา แฟลตเมตที่ไม่ว่าง เพราะไปต่างเมืองก็ text มา แฮปปี้เบิร์ธเดย์อีก -_-" แถมเรียกเราว่าเบิร์ธเดย์ เกิร์ลด้วย ก็ชักทะแม่งๆ แล้วแคโรลิน่าก็เฉลยว่า เค้าจำผิดวันกัน...คิดว่าข้าพเจ้าเกิดวันที่ 21 มกรา ก็ แหะๆ ไม่เป็นไร เป็นโอกาสอันดีแล้ว ที่จะได้มารวมตัวกัน ตั้งใจจะรวมตัวกันมานานแล้วนี่นา แต่ว่าแต่ละคนก็ติดโน่นๆ นี่ๆ กันมาตลอด
โชคดีนะ...ได้มาอยู่ในที่ดีๆ
รู้สึกดีมากๆๆๆๆๆๆๆ เลยอ้ะ รู้สึกเหมือน...เป็นเพื่อนกันจริงๆ ไม่ได้เป้นแค่เพื่อนร่วมแฟลต
วันนี้พอกินเสร็จก็พูดกันเรื่องต่างๆ นาๆ อีก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียน เรื่องประสบการณ์ส่วนตัว เรื่องผม เรื่องความงาม เรื่องทำอาหาร และแม้กระทั่งเรือ่งผี on campus (อันนี้แอบหลอนนิ แต่ว่าแคโรลินาเขาเด็กลูกหม้อ รู้เยอะดี)
ไม่รูว่าปีหน้าจะได้อยู่ที่ไหน อนาคตจะเป็นอย่างไรเลย...
ไม่รูว่าจะสมัครหอทันไหม (ก่อนอื่นคิดเรื่อง proposal ให้ตกก่อนเถอะเจ๊ อย่าทำกำแหงไปคิดเรื่องอื่น -_-")
ไม่ว่าจะเป็นยังไงกตาม ขอให้ได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมดีๆ อบอุ่น และสะอาดอย่างนี้ด้วยเถิด สาธุ....
December 30 น้ำตา...รอยยิ้ม...สายฝน...แสงแดดในเสี้ยวหนึ่งของชีวิตนั้น เรารู้สึกว่าการเป็นเด็กที่ไม่รู้อะไรเลย อาจจะดีกว่า เพราะจำได้ว่า เมื่อยามที่มองโลกเป็นสีขาว เราก็ไม่มีความกลัว จะทำอะไรก็มั่นใจ มองโลกในแง่ดี เชื่อมั่น มีกำลังใจ แต่ยิ่งผ่านอะไรมามากขึ้นๆ ก็เริ่มตระหนักว่าโลก ไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด แล้วความกลัว...ก็ได้เริ่มบ่มเพาะตัวขึ้น
เมื่อคิดไปคิดมา...ก็ไม่ใช่เพราะความรู้สึกเหล่านั้นหรอกเหรอ ที่ทำให้เราได้รู้จักกับความเป็นจริง ความเป็นจริงที่ต้องแลกกับคุณสมบัติแห่งความสดใสของวัยเยาว์
คุ้มค่ากันไหม...
เราว่าค้มค่านะ
น้ำตาทุกหยาดหยด ทำให้รอยยิ้มและเสียงหัวเราะมีความหมายขึ้นหลายเท่า
เวลา...กำลังจะผ่านไปอีกแล้ว
ปีนี้ก็มีทั้งความเครียด ความกดดัน ความสมหวัง ความสุข
ขอบคุณสำหรับมิตรภาพดีๆ ที่คนรอบข้างมีให้ มันเป็นกำลังใจให้ยิ้มก้าวมาได้จนถึงทุกวันนี้ค่ะ
รู้ตัว...ว่าสภาพจิตใจมันอ่อนแอลงทุกวันๆ ไม่รู้ว่ายิ้มคนที่ (เคย) เข้มแข็งมันไปจำศีลอยู่ตรงไหน
แต่ก้าวมาถึงตรงนี้แล้ว ก็ก้าวต่อไปก็แล้วกัน (เนอะ)
วันนี้เอาภาพความสุขที่เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ก่อนๆ มาแปะไว้ กลับมาดูเมื่อไร จะได้ยิ้มได้
ภาพพวกนี้เป็นช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนปิด winter term ภาพที่ไปสวิตเซอร์แลนด์มายังไม่ได้โหลดเลย ไว้สำเร็จเมื่อไหร่จะมาอัพบลอกอีกที
ก่อนวันคริสต์มาส อาคารต่างๆ ในเมืองเต็มไปด้วยแสงไฟ มีอุปกรณ์ตกแต่งมากมาย ยิ่งเมือง York เมืองที่ อังกริ๊ด อังกฤษ ก็ยิ่ง
สวยงาม น่ารัก มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจริงๆ แสงไฟ ต้นคริสต์มาสเต็มไปหมด ตอนทำงานไม่เสร็จก็ได้แต่มองตาละห้อย พอทำงานเสร็จแล้วก็เริงร่า อิอิ
ชาวยอร์คออกไปถ่ายรูปกะแสงสีกันใหญ่ รูปมันเยอะจนไม่รู้จะเอารูปอะไรมาลง เลยเอารูปสามสาว นก-ส้ม-ยิ้ม มาลงดีกว่า
เจริญหูเจริญตาดีออก (รึเปล่า แหะๆ
ปีนี้มีนักเรียนกลุ่มหนึ่งรวมตัวกัน ทำอาหารมาฉลองคริสต์มาส (ส่วนมากก็ของ Oven cook แหละ) นี่แค่ส่วนหนึ่งนะ
ยังมีสลัด กะของหวานอันได้แก่ไอติมทอดและคุกกี้ด้วย อิอิ
นี่คือโฉมหน้าสมาชิก ช่วงใกล้เทศกาลแห่งการแบ่งปันและความสุขมัน...มีงานเลี้ยงเยอะ ฉลองเยอะอ้ะ
ช่วยไม่ได้ที่ยิ้มจะหน้าบานเป็นจานเชิงอย่างงี้นะ -_- ตอนที่เขียนยิ่งเพิ่งกลับมาจากสวิส ยิ่งบวมไปใหญ่เลย (อ้าว เริ่มเครียด)
จริงๆ วันนี้แอบนัดให้ใส่เสื้อเขียวมา หุหุ สองคนนี่ก็เขียวได้ใจจริงๆ ลายออกจะคล้ายๆ กันด้วย
ขอแนะนำค่ะ คนซ้ายพี่ริน คนขวาพี่ชาย เขียวจนต้นคริสต์มาสมันอายเลยอ้ะ
ต้องยังงี้สิ เขียวคลาสสิค...สวยงามเชียว
(เข้าข้างตัวเองเข้าไป)
มีการแลกของขวัญกันด้วย...คู่นี้ฮามาก เป็นเพื่อนรักกัน แต่จับฉลากได้กัน (พี่บอลจับได้ของพี่ชาย)
โปรดสังเกต: คนซ้ายหน้าตาสะใจเหลือเกิน คนขวายิ้มแบบฉีกปาก (แยกเขี้ยว)
ของยิ้มเป็นจานใส่ขนมสีสวย ชอบง่ะ อยากได้เอง แหะๆ แต่สาวน่ารักอย่างพี่โบว์ได้ไปก็ดีแล้ว
![]() ชมรมสมาชิกลัทธิสุขนิยม...
หลังจากสุขสันต์เต็มที่แล้ว วันถัดไปก็ไปปั่นงานส่งต่อ งืออออออ
ป่านนี้จะเป็นไงมั่งน้อ...จะผ่านป.โทมั้ยนี่ตู T_T December 17 น้ำแข็งพอไม่รู้จะจัดบลอกที่เขียนเข้าหมวดหมู่ไหน..ก็ส่งเข้า category - Life ยันเลย...
เอาเหอะ อิอิ ยังไงคนอ่านก็มาอ่านอยูเรื่อยๆ อยูแล้วนี่นา
วันนี้เขียนเรื่องอะไรดีนะ...เรื่องน้ำแข็ง
นางเอกหรือพระเอกหลายๆ เรื่องเลย มักจะถูกเปรียบเปรยกับเจ้าหญิงหรือเจ้าชายน้ำแข็ง
สร้างกำแพงขึ้นปกป้องความรู้สึกของตน...ยิ่งหนา ยิ่งแกร่งเท่าไหร่ เมื่อน้ำแข็งละลายหรือแตกสลายไป
ก้อนเนื้ออ่อนๆ นุ่มๆ มันก็จะยิ่งช้ำหนัก
ลองคิดถึงเอาหัวใจแช่น้ำแข็งไว้สิคะ ถ้าทุบๆ ๆ ๆ ๆ ให้แตก บางทีหัวใจอาจจะแตกสลายไปด้วยก็ได้
หรือถ้าในกรณีที่รุนแรงน้อยกว่า...
เมื่อน้ำแข็งละลาย ก้อนเนื้อที่ชาๆ มานานก็จะเริ่มมีความรู้สึก แล้วก่อนอื่นเลยมันจะเจ็บ...ปวดมาก
เคยอยู่ในที่หนาวๆ นานๆ โดยไม่ได้ใส่ถุงมือมั้ย
มือมันจะเริ่มแดงๆ ระบม พอกลับมาอยู่ในที่อบอุ่นอีกครั้งมันปวดตุบๆ ๆ เลย
หัวใจของคนก็คงเหมือนกันแหละ...
หัวใจที่ไม่มีความรู้สึกรู้สาอะไรมานาน
อยู่ไปวันๆ อะไรก็ได้ ยังไงก็ได้ ใครทำอะไรก็ไม่สน
ทำหน้าที่ไปวันๆ ก็ดีอยู่แล้ว
นานๆ วันเข้าก็เหมือนมีน้ำแข็งมาห่อหุ้ม
ไออุ่น..ไอปรารถนาดีจากคนรอบข้างอาจจะค่อยๆ ละลายน้ำแข็งนั้นออก
พอน้ำแข็งละลายหมด...ก้อนเนื้อนั้นก็เริ่มกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
เลือดที่หยุดไหลค่อยเดินหล่อเลี้ยง
แต่ก้อนเนื้อที่เพิ่งออกมาจากน้ำแข็งใหม่ๆ มันเปราะบาง...
ใครทำอะไรนิดๆ หน่อยๆ ก็รู้สึกเจ็บ...รู้สึกหวั่นไหวไปด้วย
ควรแล้วหรือคะที่จะละลายน้ำแข็งออกมาจาก เจ้าหญิงหรือเจ้าชายนั้น
หากคุณดูแลหัวใจเปราะบางนั้นต่อไปได้...มันก็ดี
แต่ถ้าคุณทำให้เขาหรือเธอกลับมามีความรู้สึกอีกครั้ง...แต่ก็ดูแลหัวใจอ่อนนุ่มเกินปกติธรรมดานั้นไม่ได้ตลอดรอดฝั่ง
มันเจ็บเสียยิ่งกว่าหัวใจที่เปิดรับความรู้สึกทั้งหลายมาตลอดเวลาเสียอีก
บ่นอะไรไม่ได้เรื่อง ไปนอนดีกว่า December 09 จันทร์ครึ่งดวงภาพแสงนวลๆ ของดวงจันทร์ที่ทอทาบอาบท้องทุ่งนา ต้นมะพร้าว ต้นลำไย กระท่อมหลังน้อยและกอไผ่ที่มองเห็นได้จากช่องลูกกรงของหน้าต่างทำให้ฉันรู้สึกสดชื่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกเหมือนพลังที่สูญหายไปกับความร้อนของแสงอาทิตย์ ได้ถูกเติมเต็มกลับมาด้วยแสงอันอ่อนโยนของดวงตาแห่งราตรี
ฉันอาจจะคิดไปเองก็ได้ จินตนาการของเด็กช่างฝันคนหนึ่ง
แต่ทุกๆ ครั้งที่ฉันมองดวงจันทร์ ฉันเกิดความรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ นี่นา
ช่วงเวลาอันมีความสุข ไร้ความเร่งรีบ ไม่ต้องคิดมากอะไร รอยยิ้ม เสียงหัวเราะทุกครั้งที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจและความรู้สึก
ความสดใสแห่งวัยเยาว์เหล่านั้นมันผ่านไปหมดแล้ว...
แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกวันนี้ไม่มีความสุข
คนเราหาความสุขได้เสมอ...เพียงแต่ว่า มันเป็นความสุขที่รับรู้ว่า โลกใบนี้ไมได้มีแต่ความสวยงาม สดใส
โลกของเรามีแง่มุมโหดร้ายรออยู่...
โชคยังดี ที่อย่างน้อยในความโหดร้ายนั้น ก็ยังมีแง่มุมที่สวยงามแทรกอยู่เสมอ
เมื่อเข้าสู่ชีวิตนักเรียนม.ปลาย ชีวิตของฉันสับสน วุ่นวาย
ไม่ได้กลับไปที่บ้านสวนอีกแล้ว
แสงจันทร์นวลเริ่มห่างหายไปจากชีวิต เช่นกันกับพลังอันประหลาดนั้นด้วย
จากโรงเรียนมัธยม ฉันย้ายถิ่นที่อยู่ไปเรื่อยๆ
จากเชียงใหม่ไป Oxford ไป Cambridge ไป London
กว่า 5 ปีที่จากบ้านมา
นานเหลือเกิน
ทุกๆ ที่ที่ฉันอยู่...แสงไฟ จัดจ้ากว่าแสงเดือนและแสงดาวทั้งนั้น
พลังชีวิตที่เหลืออยู่ค่อยๆ ถูกใช้ออกไปทีละนิดๆ
ฉันไม่รู้ตัวหรอก ว่าฉันโหยหามันแค่ไหน
โหยหาแสงอันอ่อนโยนจากดวงจันทร์..ที่ค่อยๆ หลั่งรินเอาพลังชีวิตนั้นให้กลับคืนมา
ชีวิตก็ยังวุ่นวายเหมือนเก่า
แต่ก็ยังมีแง่มุมใหม่ๆ สวยงามในความวุ่นวายนั้น
ความอบอุ่น อัธยาศัย ไมตรี ที่ได้รับ
ชีวิตของฉันไม่เคยเลวร้ายถึงที่สุดหรอกนะ
แล้วพลังชีวิตมันหายไปไหนล่ะ
ทำไมฉันถึงเหนื่อย....
วันนี้...นอกหน้าต่าง มีดวงจันทร์ครึ่งดวงลอยเด่น
ฉันปิดไฟทุกดวง...เปิดผ้าม่านออกกว้าง
เปิดรับแสงจันทร์
ไม่มีทางที่ฉันจะได้แสงจันทร์บริสุทธิ์แบบที่เคยได้จากบ้านสวนลำไยหรอก
ไฟสีอำพันยังเรืองฉายอยู่บนเส้นทางเล็กๆ เบื้องล่าง
แต่กระแสพลังประหลาดนั่น...ค่อยๆ ซึมซาบเข้าสู่ตัวฉัน ช้าๆ แต่ทว่าแน่นอน
เมื่อยามเด็ก ฉันมองโลกเป็นสีขาว มีสมพู สดใส...
ฉันต้องการดวงจันทร์เต็มดวงที่ปราศจากการปลอมปนของแสงไฟวิทยาศาสตร์ใดๆ
มาวันนี้ฉันรู้ว่า...มันเป็นสิ่งหายากเหลือเกินแล้ว
แสงนวลในวันนั้น เป็นสิ่งที่ยากจะได้สัมผัสในวันนี้
แต่เพียงเท่านี้ฉันก็พอใจแล้ว
แสงจากจันทร์ครึ่งดวง ค่อยๆ ทำให้ใจของฉันค่อยๆ สงบลง
ภาพเก่าเงาวันวานฉายชัดขึ้นมาอีกครั้ง
ภาพแห่งความสุขที่ทำให้ฉันยิ้มได้...
จะวันนี้หรือวันไหน
ดวงจันทร์ก็ยังอยู่ที่เดิม
แม้จะมีเมฆมากั้นขวาง...
แม้จะมีแสงอื่นมาทำให้แสงจันทร์จางลงไป
ฉันรู้เสมอว่าดวงจันทร์อยู่ที่ไหน
เพียงหลับตา...ก็สัมผัสได้ถึงแสงนวลตานั่น
แต่วันนี้..ขอก่อนนะ
ขอปิดไฟ ปล่อยใจไปกับความฝัน
กับดวงจันทร์ครึ่งดวง
December 06 วิธีอยู่ได้ด้วยตัวเอง...จากประธานชมรมคนโสดแสนสุขสวัสดีค่ะ
โผล่มาเจอสมาชิกอีกแล้วนะคะ จริงๆ ช่วงนี้ประธานชมรมคนโสดแสนสุขก็ยุ้งงงงง ยุ่ง แต่แหมมม สมาชิกท่านหนึ่งมางอแงจะขอให้ประธานมาชี้นำวิธีดำรงชีพตัวคนเดียวโดยไม่ต้องพึ่งพาผู้ชายให้หน่อย นัยว่า...ต้องการที่พึ่งทางใจด่วน ประธานก็นะ...จะตะโกนบอกว่า "ตูม่ายยยยยรู้ ตูตั้งชมรมมาเพื่อแก้เครียดเฉยๆ จริงๆ ตูยังต้องการพึ่งพาผู้ชายอยู่" มันก็ไม่ได้ใช่มั้ยคะ เดี๋ยวจะเสียภาพลักษณ์สาวมั่น ทันสมัย อย่างประธานฯ หมด อิอิ
ประธานก็เลยเจียดเวลาอันน้อยนิด...ปลีกตัวมาเขียนสาส์นให้กำลังใจสั้นๆ ก่อนจะหนีไปห้องสมุด หวังว่าสมาชิกท่านนั้นมาอ่านแล้ว...จะรู้สึกดีขึ้นนะ หนูทำได้ดีแล้วค่ะ มาได้ครึ่งทางแล้ว...อีกนิ้ดดดดดด เดียวก็จะพ้นน้ำ (ขึ้นไปอยู่บนคาน) แล้ว (แหะๆ) เอาล่ะ...นี่คือวิธีอยู่ให้ได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้ชาย... เอ...เดี๋ยวจะหาว่าตู เอ๊ย ประธาน sexist อีก ขอเรียกว่า...วิธีอยู่ให้ได้...โดยไม่ต้องพึ่งพาเพศตรงข้ามก็แล้วกันนะคะ
ประธานขอทำให้มันดูง่ายๆ (เพราะเวลาอัพบลอกมีจำกัด) โดยแบ่งเป็น 5 ข้อเลยนะ (โปรดอ่านอย่างมีวิจารณญาณ)
1. มั่นใจในตัวเองหน่อย...
ถึงคุณจะสวยสู้ประธานไม่ได้หรือหล่อสู้พี่อธิปพระเอกในเรื่องเก็บรักไว้..ใต้ผืนดินไม่ได้ (โฆษณาแอบแฝง) คุณก็ไม่ต้องไปใส่ใจกับความจริงข้อนั้นนะคะ เพราะว่ายังไง ๆ มันก็ไม่มีทางสู้ได้อยู่แล้ว ของมันแพ้ตั้งแต่อยู่ในมุ้ง แต่สิ่งที่คุณจะต้องจำให้ได้ก็คือ "ถึงตูไม่ได้สวยแต่กำเนิด แต่เงินมี พี่ก็สวยด้ายยยยย" เก็บเอาเวลาที่เศร้าหมองคิดถึงอีตานั่นหรือยัยนั่นไปช้อปปิ้งดีกว่าค่ะ แล้วก็หาเสื้อผ้าที่แหวกแนวดูบ้าง อะไรที่ไม่เคยใส่เพราะคิดว่าใส่แล้วจะโป๊ไปหรือเปรี้ยวไป...ใส่มันไปเลย
ใครว่าใส่ชุดนั้นแล้วไม่สวยมั่ง อะไรมั่ง อย่าไม่เชื่อม้านนนนนน มันอิจฉาค่ะ สมาชิกคะ คนเรามีดีก็ต้องโชว์ใช่มั้ยคะ ใครมามัวนั่งคิด "โอ๊ย....แขนใหญ่ ใส่สายเดี่ยวไม่ได้" โอ๊ย...เหลวไหลทั้งเพ ใส่ไปเลยค่ะ เกิดมาชีวิตก็มีเท่านี้ ถ้าแขนใหญ่เราก็หาวิธีอื่นมาแก้ดิ...เช่นดันหน้าอกให้อึ๋มๆ แทน แล้วทีนี้สายตาคนก็ไปมองที่อื่นแทนละ ง่ายนิดเดียว
(สมาชิกฝ่ายชายเอาไปประยุกต์หาวิธีเอาเองนะคะ)
อ้อ..พอเราสวยแล้ว เราก็ต้องสร้างความมั่นใจด้วยการหาคมมาคอมเม้นต์...เชื่อประธานนะคะ อย่าชวนให้เพื่อนสนิทมาเม้นต์ค่ะ มันชอบพูดความจริง เอ๊ย...มันชอบอิจฉาตาร้อน เดี๋ยวก็จะพานหาว่าใส่แล้วไม่สวยมั่ง...ใส่แล้วอ้วนไปมั่ง ใส่มาได้ยังไง ไม่เจียมตัวมั่ง เฮอะ...กลัวฉันสวยกว่าล่ะซี้.....
จะให้ดีต้องถามเพื่อนแบบห่างๆ ดีกว่า ถามคนอังกฤษได้ยิ่งดี เพราะคนอังกฤษมักจะปากไม่ตรงกะใจ (อุ๊บบบบบบบ
2. ท่องเอาไว้...ฉันไม่แคร์ ๆ
สิ่งที่จะทำให้ความมั่นใจเราหายก็คือ...ความหวั่นไหว
และสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราหวั่นไหวได้ง่ายคือ ความสงสารจากคนรอบข้าง
ดังนั้น...เราต้องลบปมด้อยด้วยการสร้างปมเด่น ฮ่าๆ ๆ ๆ จะมาสงสารเพราะเห็นว่าเราอ่อนแอ อกหักเรอะ...ไม่มีทาง เราต้องเบี่ยงเบนความสนใจจากบุคคลผู้มีความกรุณาล้นเหลือพวกนั้นไปทางอื่นแทน ถ้าปกติคุณซื้อเสื้อผ้าตัวละ 20 - 30 ปอนด์ ไม่ได้แล้วนะ...มันไม่เด่นพอ ต่อไปนี้คุณต้องขึ้นหลักร้อยเป็นอย่างน้อย...แล้วก่อนจะซื้อคุณต้องอุทานด้วยนะคะ "โอวววว พระเจ้าจ๊อด...ไม่ซื้อม่ายด้ายแล้ว...ไม่มีสิ่งไหนเหมาะกับข้าพเจ้าเท่าชุดนี้อีกแล้วในโลกใบนี้" แล้วก็กรี๊ดดดด ออกมาอีกสองสามครั้งให้พนักงานขายตกใจเล่นๆ ถ้าจะให้ดี ตอนซื้อชวนเพื่อนเพศเดียวกันไปหลายๆ คนแล้วอุทานอย่างที่บอก ได้ผลแน่ๆ ค่ะ ประธานรับรอง
อีกอย่างก็คือ...ถ้าแต่ก่อนคุณพูดไทยชัดเปรี๊ยะ ไม่ได้ๆ...เดี๋ยวนี้ต้องมี แอ๊ค-เซ่น หน่อยนะคะ สมาชิกที่รัก...เดี๋ยวไม่อิน...อิอิ คำภาษาไทยคำไหนที่จำได้คุณก็ต้องแกล้งจำไม่ได้ พูดทายคาม อางกิดคาม น่ารักจะตาย...บางทีก็อุทานเป็นภาษาฝรั่งเศสด้วยเลย ไฮโซกว่าอีก ภาษาอังกฤษเดี๋ยวนี้คนก็พูดเยอะไปแล้ว หรือถ้าคุณไม่ได้เรียนภาษาฝรั่งเศส...ไม่เป็นไรค่ะ ภาษาอังกฤษสำเนียงฝรั่งเศสก็พอจะแทนกันได้เช่น
Morrison จะอ่านว่า มอ ริ สัน ไม่ได้นะคะ ต้องอ่านว่า มอ ครี ซง (ตรงคำว่าครี ต้องขากเสมหะด้วยค่ะ จะได้ได้อารมณ์มากขึ้น)
station อ่านว่า สะ เต สิ ยง
car อ่านว่า คาร์ ไม่ได้นะคะ ต้อง คาร์ค์ หรือจะให้ได้อารมณ์ต้อง ขากกกกกกกกกก (ถุย)
คำไหนมีตัว R ก็...จำติดใจเอาไว้ค่ะ ขากกกกกกกกกก (ถุย) เพื่อความไฮโซ กิ๊บเก๋...ท่านทำได้
แม้จะต้องหลอดเลือดในคอแตกตาย แต่เพื่อความหรูหรา มีระดับ มันก็คุ้มกัน ไม่ใช่เหรอคะ
อีกประการหนึ่ง คุณสามารถกำจัดความสงสารที่คนอื่นเผื่อแผ่มาให้คุณได้...ด้วยการแผ่ความสงสารนั้นให้คนอื่นก่อน เช่น
"ตายแล้วแป้ง...วิชานี้ได้คะแนน 56 เองเหรอจ๊ะ...โถ ไม่น่าเลย น่าเศร้าใจเนอะ เสียดายจัง ฉันได้ 67 ไม่อย่างนั้นคงเข้าใจเธอมากกว่านี้"
หรือไม่ก็
"แย่จังเลยเนอะไก่...เธอเนี่ยหน้าอกเล็กจัง...ให้ยืมซิลิโคนของเรามั้ยจ๊ะ"
แค่นี้คนก็เลิกสงสารคุณแล้ว
ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาทำให้คุณหวั่นไหวเลยค่ะ ^ ^
3. จริงๆ วิธีนี้ highly recommended มากๆ แต่ว่าลืมเอาไปไว้เป็นข้อ 1
มันเป็นวิธีที่ดัดแปลงมาจากการเพ่งกสิณนะคะ การเพ่งอสุภะ หรือซากศพน่ะค่ะ
สมัยก่อนคุณอาจจะมองเขาด้วยตาหวาน (หรือตาบอดเพราะความรักบดบัง)
อาจจะมองว่า..หล่อจัง ทำไมเป็นสุภาพบุรุษแบบนี้
ทำไมเค้าดี ทำไมเค้าเสน่ห์แรง ทำไมเค้าทำอะไรก็เพอร์เฝคไปหมดเลย...อา...ไม่ไหวแล้ว ๆ ห้ามใจไม่ไหวแล้ววววววววว
แต่ต่อไปนี้ ไม่ได้แล้วนะ
คุณต้องมองเขาอย่างพินิจพิเคราะห์มากขึ้น
คุณต้องแยกออกว่า...อา...ร่างนี้ประกอบด้วยอวัยวะต่างๆ มีทั้งกระดูก และเนื้อเยื่อ ภายนอกมี ตา หู จมูก ปาก ข้างในมี ตับ ไต ไส้ พุง
นึกภาพตามไปด้วยนะคะ จะให้ดี...นึกตอนเขากินข้าวค่ะ จินตนาการติ๊ต่างว่าตัวคุณเองเป็นข้าวเม็ดนั้น แล้วก็ตามเข้าไปในปาก
คุณอาจจะตาสว่าง เริ่มมองเห็นว่า
อี๊....ตานี่มีฟันเกด้วย
อ๊าย...ลิ้นมีฝ้าขาวอีก (เอาเอดส์มาติดฉันรึเปล่าเนี่ย)
แล้วคุณก็คลุกเคล้าอะไมเลสของเขา ผ่านหลอดอาหารลงไป คลุกเคล้าน้ำย่อยในกระเพาะ ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ และลึกลงไปกว่านั้น อี๊...... (ไม่อยากนึกภาพต่อเลยตู)
อ่า...ถ้าไม่ถนัดอาหาร...ก็ลองไปคิดถึงสมองก็ได้ หรือว่าระบบหายใจ ติ๊ต่างว่าตัวเองเป็นออกซิเจนก็ดีนะ เผื่อจะเห็นว่าดาร์ลิ้งค์ของคุณ...ไม่ชอบตัดขนจมูก
หรือไม่ก็แปลงร่างเป็นแมลงวันบินลอดไปในหู คุณก๊ออออาจจะเห็นว่ายาหยีของคุณไม่ได้แคะหูมา 3 เดือนแล้วก็เป็นได้
ถ้าคุณไม่ถนัดโหมดอวัยวะ คุณลองใช้โหมดกระดูกก็ได้ อ่า...ลองนึกกระโหลกกลมๆ (กลวงๆ) เชื่อมต่อกะกระดูกสันหลัง แล้วลงมาก็มีไหปลาร้า ตามด้วยต้นแขนหรือ Humerus อ่า...ตรงนี้เองเหรอที่เราเคยซบ มันเชื่อมต่อกะอะไรนะ อ๋อ Ulna กะ Radius เหรอ...เอ๊ ทำไมตรงนี้มันขรุขระๆ ล่ะ อ๋อ...มันควรจะเป็นส่วนที่ยึดติดกะกล้ามเนื้อนี่เอง...เอ ทำไมของตานี่มีน้อยจัง กล้ามเนื้อน้อยไขมันเยอะล่ะสิ...อี๊ เคยชอบไปได้ยังไงนะ คนแบบนี้
แค่นี้อ้ะ ไม่ยากเลย ใช้ความรู้ทางกายวิภาคนิดหน่อยเท่านั้น ทำได้มั้ย ถ้าทำไม่ได้มาปรึกษาได้นะ ประธานเรียน Human remains มาเมื่อปีที่แล้ว ศึกษามาแล้วหลายร่าง
ถ้าทำขนาดนี้แล้ว...ก็ยังไม่ได้ผล ขอแนะนำให้คิดถึงระดับเซลล์ไปเลยนะคะ
มองลึกๆ ลงไปถึงไมโตคอนเดรียโรงผลิตพลังงานของเขาเลยดีกว่าจ้า
4. เปลี่ยนเพลงในคอลเลกชั่นให้หมด...
ไอ้เพลง ที่คั่นหนังสือ เหนื่อยไหม ทำไมต้องเธอ เมื่อเขามาฉันจะไป น้ำเต็มแก้ว อะไรที่ฟังแล้ว...โหย...ทำไมเราแสนดีอย่างนี้...เขาทำอะไรเราก็ไม่ว่า
โอ๊ยยยยย น้ำเน่า ทำตัวอย่างกะนางเอก(พระเอก) นิยายยุคเก่าก่อน
ลบ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
มาสอนกันผิดๆ อย่างนี้ได้ไง...
เพลงใหม่ที่คุณจะต้องแอดเข้า list ก็คือเพลง ขวากหนาม กล้าขอกล้าให้ นางแมวยั่วสวาท ทิ้งลงแม่น้ำ หรือเพลงอัลบั้มของปาน ธนพร อะไรประมาณนั้น
อ่อ...แล้วก็เปลี่ยนสไตล์การร้องเกะด้วย เพลงปาล์มม่ง ปาล์มมี่ โฟร์ มด อะไรน่ะพอเหอะ...ไม่มีสง่าราศีภายในเลย...เอาเพลงที่แนะนำไปดีกว่า...จะได้เห็นว่าคนอย่างเรา แกร่งนอก แกร่งใน เหอๆ ๆ
เราน่ะ ฟังเพลงอะไรบ่อยๆ ก็เป็นไปตามนั้นนะ สมาชิกคะ เลิกสั่งสอนตัวเองแบบ subliminal ด้วยเพลงที่มีแต่ในโลกแห่งความฝันแบบนั้นได้แล้ว
5. เปลี่ยนสภาพจากผู้ถูกกระทำไปเป็นผู้กระทำบ้าง...
เคยเป็นผู้ถูกเข้าหา ตามคลับ ตามบาร์ก็หัดเป็นคนเข้าหามั่งนะ
คนที่เคยมีคอมมิตเม้นต์ มากๆ อ้ะ ก็หัด one night stand มั่งก็ได้...เดี๋ยวรับรองติดใจ..
อะไรที่เคยทำ indoor ก็ออกไปทำ outdoor เพื่อเปลี่ยนรสชาติ (กีฬาน่ะ แหมคิดมาก)
อะไรที่เคยเป็นแต่ผู้รองรับ ก็พลิกบทบาทไปอยู่เหนือกว่ามั่ง (หมายถึงอารมณ์น่ะ จะรองรับอารมณ์เขาตลอดเลยเหรอ)
แล้วก็ไปช้อปหาอะไรใหม่ๆ มาใช้มั่ง เช่น แส้ เทียนไข กุญแจมือ ชุดตำรวจสาวรัดรูป (เอามาเล่นโปลิสจับขโมยกะเพื่อนๆ แหมมมม คิดมากกกก)
แล้วก็ท่องจำนะคะหนูๆ...
มิกิ๊กเข้าไว้
สดใสซาบซ่า
ผู้ชายผีบ้า (เปลี่ยนเป็นคำว่าผู้หญิงก็ได้ ถ้าคุณเป็นผู้ชาย)
ไม่น่าหลงใหล
คบๆ เลิกๆ
เอิ๊กๆ หลอกใช้
อยากโง่ทำไม
ไม่ได้รักเอ็ง
บ่นมานาน ไปอ่านหนังสือเรียนแล่ว...
อย่าคิดมากนะ สมาชิก
ป.ล. จงอ่านด้วยวิจารณญาณจริงๆ นะ -__-
ป.ล. 2 พยายามเขียนให้เป็นกลาง แต่ก็ทำไม่ได้ ฮ่าๆ ยังไงๆ ประธานก็เป็นผู้หญิงนี่นา ลำเอียงนิดหน่อยไม่ว่าอะไรหรอกเนอะ
December 05 dedicated to พ่อจ๋า- คอมรวนๆ ตอนเด็กๆ เวลาคอมรวนก็จะไม่วินิจฉัยอาการก่อนเลย ก็จะร้อง แง้...พ่อจ๋าคอมเจ๊ง ก่อนแล้ว
- ช่วงนี้เล่นเนตบ่อย แต่ตอนเด็กๆ พอวันศุกร์มาก็จะเกาะข้างโต๊ะทำงานพ่อจ๋า ^ ^ ส่งสายตางื้ดๆ อ้อนขอใช้คอม (เมื่อก่อนเนตแพง วันธรรมดาก็ไปเรียนหนังสือ จะได้เล่นเนตก็วันศุกร์กลางคืนเท่านั้น เหอๆ)
- พ่อจ๋าปีนขึ้นไปบนหลังคา ตั้งถังน้ำ 100 ลิตรเอาไว้ เอากระจกบานเกล็ดเป็นตัวรับพลังงานแสงแดด ได้น้ำอุ่นพลังแสงอาทิตย์ ใช้ได้มากว่า 10 ปี ประหยัดค่าไฟ กะค่าเครื่องทำน้ำอุ่นจริงๆ ตอนที่มันเสียเคยมีคนแอบกระซิบว่า "ไม่ต้องรีบซ่อมหรอก เดี๋ยวพอจะหาลูกเขยก็ให้ดู ว่าใครซ่อมได้ก็ค่อยตอบรับยกลูกสาวให้" ยิ้มรีบค้านทันที...ใครมันจะซ่อมได้ฟะ -_- แค่นี้ก็จะขายไม่ออกอยู่แล้ว
- พ่อจ๋าคงอยากได้ลูกชาย แต่พอได้ลูกสาวพ่อจ๋าก็ไม่บ่น ชวนลูกสาวมาดูพ่อจ๋าต่อแผงวงจรไฟฟ้า สอนเปลี่ยนยางรถ บอกวิธีเช็คหม้อน้ำและแบตเตอรี่รถยนต์(ซึ่งตอนนี้ก็ละลายออกไปจากหัวเรียบร้อยแล้ว แย่เลย จริงๆ มีประโยชน์นะเนี่ย)
- พ่อจ๋าเป็นบุคคลสารพัดนึก ช่วยลูกสาวทำการบ้านทุกอย่าง ตั้งแต่โจทย์เลข โจทย์ฟิสิกส์ วาดรูปสีน้ำ งานบ้าน (ช่วยเย็บผ้าด้วย แหะๆ)
- สมัยเด็กๆ พ่อจ๋าเป็นคนทำอาหารมือวางอันดับสอง (ถ้าแม่จ๋าไม่อยู่) เพราะตอนนั้นน้องยิ้มขาทำได้แต่ไข่เจียว -_- (เอิ่ม...แต่ตอนนี้ยิ้มทำอาหารได้แล้วนะ แม่จ๋าไม่อยู่ยิ้มทำเองก็ได้)แหะๆ
- แม่จ๋าไม่อยู่ พ่อจ๋าก็(พยายาม)ถักผมเปียให้ด้วย อิอิ
- พ่อจ๋าจะสมัยใหม่มาก เข้าใจวัยสะรุ่นดี เวลาเถียงกัน ก็จะได้กองหนุนไว้สู้กะแม่จ๋าเสมอ (แต่ว่าประชาธิปไตยในบ้านมันระบบแปลกๆ เหมือนว่า 2 เสียงทางนี้จะแพ้หนึ่งเสียงทางโน้นเรื่อยเลย -_- เอ...หรือว่าจะเรียกว่าระบบมาตาธิปไตยดี)
ขนาดมาอังกฤษแล้วพ่อจ๋ายังไม่วายช่วยเหลือตลอด
เรียน ICT ทำ Database ไม่ค่อยเข้าใจ พ่อจ๋าก็อุตส่าห์เขียนคู่มือเป็นภาษาอังกฤษมาให้เลย (ตอนนั้นคอมที่โรงเรียน A-level อ่านไทยไม่ได้) บอกมาเสร็จสรรพว่าต้องทำอะไรที่ไหน (โอวววว)
คิดถึง ๆ ๆ นะจ๊า...
เพิ่งนึกได้อีก..ว่าไม่ค่อยจะมีรูปคู่กะพ่อจ๋าเลย เพราะพ่อจ๋าชอบถ่ายรูปก็จะเป็นคนถ่ายตลอด (หรือไม่ก็สลับกัน แน่นอน...มือวางอันดับสองถ่ายรูปต้องเป็นข้าพเจ้า) ดังนั้นจะหารูปเราคู่กันยากมาก...ทั้งคอมสามารถค้นหาได้เพียงแค่นี้
ไม่ได้แล้วล่ะ..ต้องสอนให้แม่จ๋าถ่ายรูปดีๆ แล้ว ไม่อย่างนั้นเราจะไม่มีรูปคู่กันเลย เหอๆ ๆ เดี๋ยวนี้กล้อง digital ถ่ายง่ายจะได้ ไม่ได้ยากเหมือนกล้องเลนส์ของพ่อจ๋าแล้ว ^__^ ให้ address พ่อจ๋าไว้นานแล้ว ไม่รู้พ่อจ๋าจะเข้ามาอ่านหรือเปล่า อิอิ ข้อสงสัย: ทำไม ฮีโร่ในใจของเด็กผู้หญิงวัยรุ่นหลายๆ คนถึงเป็นแบบพ่อของตัวเอง (จากการสำรวจก่อนทำอัลบั้ม Boys&Girls ของฝน นภัส อิอิ) แล้วพอเปลี่ยนจาก เด็กหญิงไปเป็นผู้หญิงแล้ว ความเชื่อน้นจะเปลี่ยนไปไหม... ปัจจุบันนี้เหลือผู้ชายไทยที่ไม่แคร์รูปลักษณ์ภายนอกสักกี่คนกันหนอ มีคนบอกว่ากราฟความสวยของศศิษยา ความชันลดลงเรื่อยๆ ตั้งแต่ม.ปลาย -_-' ชักเริ่มเครียดจริงๆ จังๆ แล้วดิ นี่ตอนนี้สภาพฉันมันเลวร้ายขนาดนั้นเลยเรอะ? ทำไมมาท้ายๆ บลอก เราชักออกนอกเรื่อง..เหอๆ ๆ ไปดีกว่า ง่วงนอน
December 02 วันแห่งความบังเอิญวันนี้ตื่นเช้ามาแบบงงๆ ง่วงๆ เหมือนเดิม...
แต่รู้สึกสดใสแปลกๆ (อาจจะเป็นเพราะว่าเป็นวันศุกร์ จะได้หยุดแล้ว เย่ๆ )
ไปทำงานที่ York City Council เหมือนเดิม...
จอห์นบอกว่าวันนี้จะไปลงไซต์กันนะ
อ้าวววว ไม่บอกก่อนอ้ะ ใส่รองเท้าบูตไปติดๆ กัน 2 อาทิตย์ อยู่ในออฟฟิศหมด
วันนี้เลยใส่รองเท้าผ้าใบไป ปรากฏว่าต้องลงฟิลด์อีก แต่ก็ไปทั้งอย่างนั้น เลอะก็เลอะไปเถอะ ใช่ว่าจะไม่เคย
ไปถึง Hungate ไซต์ที่มีหลุมขุดค้นหลุมใหญ่ มากกกก นัยว่าเป็นการขุดค้นที่ใหญ่ที่สุดมาตั้งแต่ปี 1984
ที่นี่ใช้แต่ Professional archaeologists ขุดเท่านั้น
อึ้งเลย...พอไปถึงเราก็เจอ เอเลน่า สาวสเปน ที่เคยคุมไซต์ขุดที่ St. Mary's Abbey
ดีใจมาก เข้าไปทักทันที
เอเลน่านึกแป๊บนึงก็อ๋ออออ จำได้
แล้วก็บอกว่าบอกว่าโทบี้ก็อยู่นะ (ไซต์ซุเปอร์ไวเซอร์อีกคนหนึ่ง)
ยิ่งดีใจเข้าไปอีก เพราะเราชื่นชมโทบี้มาก เขาเป็นคนเก่ง เก่งมากๆ
แต่ว่าก็ต้องเดินตามจอห์นตลอด คิดในใจว่าคงไม่มีทางได้เจอโทบี้แน่ๆ
แต่ปรากฏว่า ขณะที่เดินออกจากไซต์นั่นเอง ก็เจอเขากำลังสำรวจอยู่ไม่ห่าง
ข้ามถนนเข้าไปทักทันที
เค้าจำเราได้ด้วย เย่ๆ ๆ ๆ ดีใจที่ได้เจออีกครั้ง
ออกจากไซต์ Hungate ไปตรวจที่ เอ่อ...จำชื่อไม่ได้ แต่ว่าอยู่เลย Micklegate ออกไป
เอ...นักโบราณคดีหน้าคุ้นๆ พอเค้าหันมาหาเรา เขาก็ฉีกยิ้มกว้างให้ทันที "อ๊าก...ยู อีกแล้วเรอะ"
จ๊าก...เลกเชอเรอร์คนที่สอนวิชาที่เราหนีออกมาล่องเรื่อนี่นา -_-" ยิ้มแหยๆ ให้ไป แหะๆ
อาจารย์คนนี้ชื่อ สตีฟ ทิมส์ จอห์นบอกว่าเก่งมากกกกกก
อ่าหนูผิดไปแล้วค่ะ ที่หนีอาจารย์ออกมา
ทำไมวันนี้มีแต่เรื่องบังเอิญ
เดินกลับเข้าเมืองมา แยกย้ายกะจอห์นไปหาข้าวกิน ถอดเสื้อแจ็คเก็ตสีเขียวสะท้อนแสงกะหมวกกันน๊อคสีเหลืองออก
นึกในใจ ใครมาเห็นตอนนี้ต้องคิดว่าเราเป็นคนงานทำถนนแน่ๆ เลย
(บางที...คนที่คุณเห็นอาจจะไม่ใช่คนกวาดถนนหรือช่างก่อสร้างนะคะ เขาอาจจะเป็นนักโบราณคดี หรือวิศวกรก็ได้ ที่นี่ถ้าต้องลงสนามต้องใส่เสื้อสีนี้หมดแหละ)
คิดว่าจะไม่เจอใครในสภาพแบบนี้แล้วเชียว...
ดันเจอเต้เข้าอีกจนได้ แหะๆ
พี่แกมาเดินเล่นในเมืองได้จังหวะพอดี
วันนี้เป็นวันแห่งความบังเอิญจริงๆ
แต่ก็ดีใจ...
เพราะเราได้เจอโทบี้กะ เอเลน่าอีกครั้ง ^____________^
อารมณ์ดีทั้งวันเลย November 27 โน่นนิด นี่หน่อยท่านผู้อ่านคะ วันนี้ประธานชมรมคนโสดแสนสุขตัดตอนเอาบทสัมภาษณ์ของนักเขียนลึกลับไม่ปรากฏนาม (เพราะผู้อ่านคงรู้กันดีอยู่แล้วว่าเป็นใคร อ้าว..ก็นี่บลอกใครเล่า ถ้าไม่สัมภาษณ์มันแล้วจะสัมภาษณ์ใคร -_-") อ่านแล้วขอให้ได้อะไรเอากลับไปขบคิดบ้างนะคะ เพราะว่าทั้งคนสัมภาษณ์ และคนถูกสัมภาษณ์ก็หวังว่า อ่านแล้วเพื่อนๆ จะได้คิด..ได้วิเคราะห์..สังเคราะห์จนเกิดองค์ความรู้ใหม่ตามกระบวนการเรียนรู้ที่ถูกต้อง อย่าสักแต่ว่าอ่านแล้วอ่านเลย ไม่อย่างนั้นอาจจะเหมือนเพลงของโน้ตอุดมได้ค่ะ
"ปัญญาเราไม่ค่อยยยย ดี
เราจึงมีคะแนนนนนนน ต่ำ
ท่องๆ ๆ ๆ ๆ ท่องงงงงงง จำ"
เด็กรุ่นใหม่ต้องคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ค่ะ ท่านผู้อ่าน
(เอ...ว่าแต่ คิด วิเคราะห์ สังเคราะห์มันคืออะไรหว่า...จำเขามาพูดนะเนี่ย)
เอ....(เริ่มแย้มปากออกเป็นเชิงยิ้ม) แต่จริงๆ ก็เป็นนิมิตหมายอันดีนะคะ แปลว่าเรายังหน้าตาและคุณสมบัติเหมือนเด็กเอ๊าะๆ อยู่ โชคชะตาเลยกำหนดให้เราได้เรียนเหมือนเด็กม.ปลายอีกครั้งน่ะค่ะ เหอๆ ๆ ๆ
รวมร่างก็ได้
วันไหนบ้าก็จงอย่าถือสา เพราะคนสวยบ้า ไม่ผิด
ขอขอบคุณที่สละเวลาอันมีค่ามาอ่าน เอิ๊กๆ วันนี้เราไร้สาระจริงๆ November 19 หรือจะถึงกาลเสื่อม????ตะกี้ไป Costcutter มา ไปซื้อนมกับกระเทียม 2 หัว จะเอามาผัดก๋วยเตี๋ยว
สองอย่างรวมกันตกราคา 1.11 ปอนด์ ควักแบงค์ 10 ส่งให้แคชเชียร์ ซึ่งเป็นนักเรียนหญิงเคี้ยวหมากฝรั่งหยับๆ
(ถ้าเป็นอาจารย์แล้วลูกศิษย์ทำงานพิเศษ เคี้ยวหมากฝรั่งไปด้วย พูดกับลูกค้าไปด้วยอย่างนี้ เจอเหน็บแน่...มีหมากฝรั่งอยู่ในปากก็ช่วยซ่อนๆ หนอยได้ไหม อย่ามาเคี้ยวเวลาพูดกับลูกค้า ไร้มารยาท!! )
หลังจากส่งเงินให้ไปแล้ว เพิ่งค้นพบว่าเหรียญเพนซ์กะ 2 เพนซ์มีมากเหลือเกิน
เลยยื่นให้เจ๊ 11p แล้วบอกว่า "เดี๋ยวค่ะ มี 11p" แต่เจ๊มือไว กดลงไปแล้ว
เจ๊ทำหน้างงมาก เหมือนกับเจอโจทย์แคลคูลัส ที่ต้องดิฟ ต้อง อินทิเกรตหลายตลบแล้วเงยหน้าขึ้นมาบอก
"ช่างมันเหอะค่ะ คิดเงินไปแล้ว มันจะยุ่งยาก"
ถ้าเจอโหมดยิ้มอารมณ์ดี ก็อาจจะยิ้มให้แล้วบอกว่าไม่เป็นไร นี่ดันมาเจอยิ้มโหมดปั่นงาน
"ไม่ใช่ค่ะ ที่ให้ไปเนี่ย ไม่อยากถือเหรียญหนัก ก็ราคาทั้งหมดปอนด์ 11 พี ให้ไป 10 ปอนด์ 11 พีก็ทอนมาให้ 9 ปอนด์"
เจ๊ก็อึ้งไปนิด หลังจากทำหน้างงตาเหลือกไปมาแล้วก็หยิบเงินมาให้ด้วยท่าทีกรแทกกระทั้น เมาค้างรึเปล่าเจ๊...
เสียดายไม่ทันอ่านป้ายชื่อ ไม่งั้นตูจะรายงานนนนนนนนน
มาบ่นเฉยๆ เพราะรู้สึกว่า เด็กอังกฤษช่วงหลังๆ นี่จะเสื่อมๆ หลายคน (แต่คนดีๆ ก็ยังมีนะ)
สมองเสื่อมเพราะมัวแต่กินเหล้า ใช้เครื่องคิดเลข เลขง่ายๆ ก็คิดไม่ได้
มารยาทเสื่อม...เคี้ยวหมากฝรั่งหยับๆ ๆ เฉย บางึคนเคี้ยวหมากฝรั่งขณะที่อยู่ในห้องเรียน แล้วกำลังฟังคนอื่นรายงานด้วยซ้ำ
บางคนก็นอนเอนราบ ทำหน้าเหม็นเบื่อไม่เกรงใจ
งี้แหละ..
ใช่ว่าประเทศที่พัฒนาแล้วจะสามารถพัฒนาประชากรได้ทั่วถึง
เฮ้อ... November 08 ลอยกระทง 2006ปีนี้...ยิ้มไม่ได้ฉลองงาน Bonfire นะคะ ยิ้มแวะไปหาเพื่อนๆ ที่ Durham กะ Newcastle มาค่ะ แล้วยิ้มก็กลับมาลอยกระทงกะเพื่อนๆ ที่หน้าหอพักบล็อค D แทน เพราะที่นั่นมีทะเลสาบไม่ใหญ่นักอยู่ เต็มไปด้วยฝูงเป็ด หงส์ ห่าน ใหญ่น้อยมากมาย ลอยไปก็กลัวว่ามันจะกินเทียนแล้วตายให้พวกเราได้หมดอนาคตทางการศึกษาหรือเปล่า เพราะว่ามหาลัยเขาหวงนัก
สุดท้ายก็...ไม่ได้เอาเทียนลอยค่ะ กลัว...กลัวหมดอนาคตเพราะพวกสัตว์หน้าขนไม่รู้ว่าอะไรกินได้ อะไรกินไม่ได้พวกนี้
วันนี้ไม่บ่นมากนะคะ ดูรูปเลยละกันค่ะ อภินันทนาการจากส้มนะ
วันนั้นดวงจันทร์ดวงโต สุกใส สวยงาม ล่องลอยอยู่เหนือ James College
จากซ้าย: นก ส้ม พี่ชาย ยิ้ม เต้ คนไทย 5 คนท้าลมหนาวมาร่วมสืบสานงานยี่เป็งที่ U of York ประเทศอังกฤษ
ไม่มีผางประทีป ยิ้มก็จุดเทียนที่เอาไว้ใส่ Oil Burner ก็ได้ฮ่ะ คล้ายๆ กันแหละ
ขนมปัง อภินันทนาการโดย ส้มและยิ้ม (ซื้อมาเยอะเกิน หมดอายุก่อน แหะๆ )
นายเจ๋อ (เจอรี่) ก็มาร่วมลอยกะเค้าด้วย โอ้...แต่ว่าพี่แกดันเอาหนมปังไปให้เป็ดก่อน
นกอธิษฐาน ก่อนจะลอยเอาความทุกข์โศกไปกับกระทงขนมปังน้อยๆ
ส่วนเป็ด หงส์ ห่านที่รุมฉีกทึ้งขนมปังที่เราลอยเคราะห์ไป ก็ขอให้โชคดีละกัน...รับเอาทุกข์โศกโรคภัยไปเต็มๆ ปีแรกนะเนี่ย ที่ได้ลอยกระทง เสียดายไม่มีไฟเย็น ประทัด ดอกไม้ไฟขายที่นี่ จะได้มาร่วมเทศกาลเผาเทียนเล่นไฟกัน ชิ่งไปอ่าน Binford's Theory ต่อดีก่า บ๊าย บาย
October 31 โชคดีตัวยิ้มเป็นคนขี้ลืม ซุ่มซ่ามจนทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วนะคะ แหะๆ
ช่วงนี้ เวลาขาดสติยิ่งแย่ไปใหญ่ค่ะ
กุญแจ mailbox ป่านฉะนี้ยังหาไม่เจอเลย
เอิ๊ก...สงสัยต้องยอมจ่ายละล่ะค่ะ 10 ปอนด์ ค่าทำใหม่
ไม่นานมานี้ไปซื้อตั๋วรถเมล์ราคานักเรียน ก็ดั๋นนนนน ลืมบัตรนักเรียนไว้ที่แคชเชียร์
เวลาผ่านไป 3 วัน
วันนี้จะไปห้องสมุดถึงจะนึกได้ เวรกรรม
แวะไปที่ร้านตอนเกือบๆ จะ 3 ทุ่ม
ร้านยังเปิดแต่ก็กำลังจะปิดแล้ว (มันปิด 3 ทุ่มพอดี)
พอเดินเข้าไป ก็ยิงคำถามทันที
"เอ่อ..คือฉันคิดว่าฉันลืมบัตรนักเรียนไว้ที่นี่ตอนซื้อตั๋วอ่ะค่ะ"
ยังพูดไม่ทันจบประโยคดี คนขายหนุ่มรูปหล่อ คมเข้มก็มองหน้าแล้วยิ้มกว้าง คว้าเอาบัตรมาให้ทันที
"นี่ครับ"
หลังจากขอบคุณเสร็จแล้วก็เดินออกมาหน้าบานแฉ่ง พ่อหนุ่มก็ออกมาปิดร้านทันที
โอ้...เหมือนเค้ารอเราอยู่เลย...
เพราะถ้าไม่เอาวันนี้ ก็ไม่รู้จะได้มาเอาเมื่อไหร่ วันพรุ่งนี้ก็ไม่ว่างด้วย ไปลงภาคสนามทั้งวัน
เฮ้อ...อย่างน้อยก็ยังมีแง่มุมความโชคดีอยู่บ้างล่ะนะ ^^
แทนที่จะเสีย 20 ปอนด์ ก็เสีย 10 ปอนด์แทน (ฮา...)
เฮ้อ กุญแจ mailbox ของหนู
ปลงแย้วววว
October 28 Wallpaper ใหม่นายเจ๋อ มายุ่งกะวอลเปเปอร์เรา -_- อันเก่าหายไปไหนไม่รู้
เอามาใส่ใหม่ก็ set ได้ไม่เหมือนเดิม เลยถือโอกาสเปลี่ยนจากแบบนี้
มาเป็นรูปใหม่ ที่เพิ่งไปคอร์นวอลล์มาเมื่อซัมเมอร์ที่แล้วอย่างอันนี้
ชอบอันเดิมมากกว่า... แต่มันก็ต้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แหละ หน้าตาเจ้าของบลอกก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ชีวิตก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ แล้วจะใช้วอลเปเปอร์ลายเดิมอยู่ได้ไงตลอดไป เนอะ October 22 ผ่านไปอีกวันหนึ่งเนื่องด้วยคอร์สของเราเป็นคอร์สเล็กๆ มีสมาชิกเพียง 11 คน (ไม่นับพวกที่เรียน major อื่นๆ ที่อยู่ในสาชาโบราณคดีเหมือนกัน) ลอร่าเจนก็เลยจัดการชุมนุมครั้งนี้ขึ้นเพื่อฝห้พวกเราได้ทำความรู้จักเพื่อนพ้อง ซึ่งก็ได้คุยๆ กันมาบ้างแล้ว แต่จำชื่อไม่ค่อยจะได้ (ก็แหม ช่วงอาทิตย์แรก ต้องพบปะผู้คนมากมาย จำชื่อเพื่อนไม่ได้เป็นเรื่องธรรมดา) ตอนนี้เราก็จำหน้าได้เกือบทุกคนละล่ะ เอ้า..มานินทา เอ๊ย เขียนถึงที่นี่กันลืมเลยดีกว่า สมาชิก Archaeological Heritage Management 11 คนได้แก่
1. ยิ้ม (ไม่มีอะไรให้นินทา เป็นคนดีมาก แหะๆ )
2. ลอเรน: อยู่ wentworth เหมือนกัน อยู่บลอก D2 เป็นสาวไอริชผมม่วง โดดเด่นมองเห็นได้ชัดแต่ไกล และเป็นคนแรกที่เราพูดด้วยในคระนี้เลย พูดว่าอะไรอ้ะเหรอ
ลอเรน "เราต้องไปห้องไหนเนี่ย หลงทางอ้ะ"
ยิ้ม "เออ ถามฉันเหรอ ไม่รู้เหมือนกัน"
เหอๆ เป๋อๆ ทั้งคู่ -_-"
เจ๊จบโทมาแล้วใบหนึ่งจากไอร์แลนด์ อ่า... ขยันจริงๆ
3. ฟรานเซส: หนุ่มหล่อ ผมทอง ขาว สูง สเป็คสาวไทยหลายๆ คนแน่ แต่ว่าเงียบไปหน่อย ไม่ค่อยพูดมาก ดูเรียบร้อยเหลือเกิน อยู่ Wentworth ด้วยนะ อยู่บลอก B1 เฮียแกจบประวัติศาสตร์มา พอมาต่อยอดด้านโบราณคดีเลยอึ้งๆ ไปเล็กน้อยเวลาพวกเราพูดศัพท์เฉพาะกัน เหอๆ เฮียแกจบป.ตรีมาพักใหญ่แล้ว ทำงานมาก่อนแล้วด้วยถึงจะมาต่อโท
4. มาเรีย สาวผมทอง ตัวเล็กๆ กลมๆ น่ารักๆ แชร์บ้านกะเพื่อนในเมืองเลยไม่ได้มาอยู่หอ ปีที่แล้วเจ๊เรียนประวัติศาสตร์มาเหมือนกัน แถมยังเรียนแค่ 4 ชม. ต่อสัปดาห์ ปีนี้เลยช็อคเล็กน้อย อย่าว่าแต่เจ๊เล้ย... ปีที่แล้วยิ้มมีเรียน 12 คาบยังแทบเอาตัวไม่รอดกะตารางหฤโหดของปีนี้
5. แคลร์ สาวหน้าแขก ผู้เคยไปเที่ยวเมืองไทยมาแล้ว ไปเชียงใหม่มาแล้วด้วย แต่ยังไม่ทันได้คุยมาก เพื่อนๆ ทยอยกลับไปก่อน ต้องหาโอกาสคุยบ้างแล้ว สร้างมิตรๆ
6. เจนนา สาวอเมริกันผมทอง ท่าทางดูหยิ่งแต่แรกเริ่มเหมือนกัน แต่คุยไปคุยมา ก็น่ารักดี เค้าแค่เรียบร้อยเท่านั้นเอง แถมยังเคยร่วม discussion กันมาบ้างแล้ว เรียกว่าเป็นเพื่อนกันได้
7. รอบบิน: หนุ่มตัวเล็ก พูดเบา มาจากเคมบริดจ์ ท่าทางเงียบๆ ดูไม่ค่อยมั่นใจ ดูเหมือนว่าจะยังไม่มั่นใจด้วยว่าสนใจในสาขาที่เรียนอยู่นี่มากแค่ไหน เอาใจช่วยนะจ๊ะ พ่อหนุ่ม ^^
8. แซนดร้า: สาวสแกนดิเนเวียน (นอร์เวย์มั้ง ถ้าจำไม่ผิด) เธอหุ่นดี ผอม สูง ขาว ผมบลอนด์ ปัดมาสคาร่าเช้งวับตลอดเวลา น่ารัก อัธยาศัยดี และเตือนให้เรานึกถึงเพื่อนคนนอร์เวย์ที่เจอกันตอนไปขุดตลอดเวลา (ชื่อไอน่า) คิดว่าเธอคนนี้สวยสุดในโปรแกรมอย่างมิต้องสงสัย แถมกิริยาก็ดูละเมียดละไม งามแท้ (เหมาะสมกะพ่อฟรานเซสมาก ผมทองทั้งคู่ สูง หุ่นดี ขอแอบจับคู่ในใจเลย)
9. แคธี่: เป็นผู้ใหญ่แล้ว เรียนพาร์ทไทม์ เลยใช้เวลา 2 ปี มีลูกแล้ว แต่กำลังจะแต่งงาน เห็นบ่นๆ อยู่ว่ากำหนดจ่ายค่าเทอมมันใกล้เข้ามา เลยต้องจิ๊กเงินแต่งงานมาจ่ายก่อน สงสัยต้องลดจำนวนแขกลง -_-" อ่า ไม่เป้นไรนะจ๊ะ การเรียนมาก่อนจ้ะ
10. อลิสัน: เป็นผู้ใหญ่เหมือนกัน ทำงานด้านโบราณคดีด้วย ประสบการณ์เพียบ ดูเป็นผู้ใหญ่อบอุ่น ใจดี น่ารัก เป็นห่วงเป็นใย
11. คีเรน: ชื่อเหมือนผู้ชาย แต่เจ้าของชื่อเป็นผู้หญิง วันนี้เจ๊ไม่มากินข้าวด้วย อาจจะลืมก็ได้ แต่เจ๊เป้นสาวเมกัน ผมแดง เจาะจมูก เท่ห์มาก อยากเจาะมั่งจัง...ความฝันเลยนะนั่น อยากเป็นแบบเจ๊แต่ก็กลัว..ไปเป็นอาจารย์แล้วเดี๋ยวลูกศิษย์มันจะไม่กลัว หาว่าอาจารย์ฮิปปี้ เฮ้อ...บางทีคนเราก็ทำอะไรตามใจตัวเองไม่ได้แฮะ
บางทีเราก็อยากใส่กางเกงแบกกี้ ใส่เสื้อสีดำขาดๆ หรือสีสดๆ (แบบที่ขายแถวๆ Camden market) เจาะจมูก เจาะหูซัก 4-5 รู ใส่แหวนเยอะๆ (ใช้แทนสนับมือไปเลย) เข็มชัดหนังเส้นโต...แต่ก็รู้ว่าทำไป พ่อแม่คงช๊อคไปเลย..เหอๆ แล้วมันก็ไม่เหมาะกะหน้าเราด้วย เหอๆ
ก็เป็นแบบนี้ต่อไปละกัน ดีแล้ว...
หย่อนตัวลงนั่งปุ๊บ ไวน์ขาวก็ถูกเสิร์ฟถึงที่ แว้ก ดื่มอีกแล้วเหรอ ไม่อยากดื่มเลย ยังไม่ได้กินข้าวเช้า เดี๋ยวมึนแย่ แต่ก็นะ...รินไปแล้ว เพื่อสังคม เพื่อมิตรภาพ ดื่มก็ได้...
จากที่คิดว่าจะเป็นคนที่ไปสายสุด ก็ไม่นักกะใช่แฮะ มาถึงเป็นคนที่สามเหอๆ ใครว่าคนอังกฤษตรงต่อเวลากัน นัดทีไร มาเลททุกที เราว่าคนญี่ปุ่นตรงเวลากว่าเยอะมาก ๆ อย่างเห็นได้ชัด
อาหารที่สามีของลอร่าเจนทำคือ สปาเกตตี้ 3 แบบ มีซีฟู้ด, ครีมกะหน้อไม้ฝรั่ง และ เบค่อน ชิมไปครบทุกอย่างเลย อร่อยดี หลังจากนั้นก็มีเค้กช็อกโกแลตกะไอติม อ่า...อร่อย อยากตอบแทน hospitality ของอาจารย์มาก ทำให้รู้สึกดีขึ้นเยอะ แต่ว่าตอนนี้ยังไม่คิดจะทำอาหารไทยเลี้ยง เดี๋ยวรอดูความสนิทสนมไปเรื่อยๆ ก่อน (เราไม่มีห้องครัวที่ใหญ่ขนาดรับรองคนประมาณ 15 คนได้เสียด้วย ถ้ามีจะทำให้กินอย่างไม่ลังเลเลย) เคยทำให้คนกินเยอะที่สุด 13 คน ตอนที่มาขุดที่ York (พักที่ Halifax เหอๆ) ตอนนั้นทำแกงเผ็ดไก่ ยำปูอัด ไข่ยัดไส้ โหย....ทำไข่ยัดไส้ 13 อัน...แทบตายแน่ะ (ฝรั่งไม่ชอบแชร์ ต้องทำให้คนละชิ้นไปเลย) ก็ไม่ได้ทำเก่งอะไรขนาดนั้น
ถ้ามีโอกาสก็แล้วกันนะคะ..แหะๆ
อาหารกลางวันมื้อนี้นับว่าเป็นการรวมตัวที่สัมฤทธิ์ผล
เราก็ลดความเครียดลงไปเยอะ เพราะลอร่าเจนบอกว่ามีอะไรให้เมลไปคุยกับเขาได้ แล้วก็ยืนยันมั่นเหมาะว่า วิชาที่กำลังอยู่ตอนนี้มันเยอะหน่อย ยากหน่อย แต่วิชาต่อๆไป จะดีขึ้นเอง อย่ากังวลไปเลย
สาธุ...
ตอนแรกเครียดมากๆ เพราะมันเป็นความเปลี่ยนแปลงที่แบบ...ตั้งตัวไม่ทัน
มันยากขึ้นแบบก้าวกระโดดจริงๆ
ตอนนี้ก็รู้ว่าไม่ได้มีเราคนเดียวที่ต้องปรับตัว คนอังกฤษเองก็ยังต้องปรับตัวอีกเยอะเลย ^ ^
เราจะสู้ๆ ไปด้วยกันนะ
วันหนึ่งจะได้เป็น Heritage Manager ที่มองการณ์ไกลกันได้ (จะได้จริงๆ เหรอ -_- ตอนนี้ไม่มั่นใจเลย)
หลังจากกินเสร็จก็กลับมาบ้าน เวรกรรม ฝนตก
เดินกลับมากับลอเรนและฟรานเซส
ผู้ชายจำทางได้ดีกว่าจริงๆ ด้วย -_- แป๊บๆ ก็โผล่มาถึงหลัง wentworth แล้ว โอ้...ขาไปนี่ เราอ้อมเสียไกลเลย พระเจ้า
ชีวิตมันเพิ่งเริ่มต้น เส้นทางอีกยาวรออยู่ข้างหน้า
เหนื่อยก็บ่นไป แต่บ่นแล้วก็ต้อง "ทำงาน" ด้วยสิเนอะ บ่นอย่างเดียวได้ยังไง ^ ^
ลัลล้า ลัลล้า ช่วงนี้เป็นป้าแก่บ่นยาวๆ จริงๆ ให้ตายสิ
October 20 ชีวิต postgradปีที่แล้วเรียนที่ UCL เราไม่เคยเรียนเกิน 3 ชั่วโมงต่อวัน ดังนั้น Reading list จะยาวแค่ไหนเราก็ไม่บ่น (เท่าไหร่) แต่ที่นี่อ่ะดิ...ต้องเรียนยืนพื้นอยู่แล้ว 16 เป็นอย่างน้อย ที่เหลือก็เพิ่งหรือลดแล้วแต่วิชา อาทิตย์นี้เรียน 16 แต่อาทิตย์ปลายๆ จะขึ้นไปเป็น 20 ถ้าเรียนเฉยๆ แล้วไม่ต้องอ่านก็ดีอ่ะดิ อันนี้แบบ... seminar ทั้งนั้นอ้ะ ถ้าไม่ตาม readling list เลย
เราก็ไม่ทันเขาอยู่ดี พระเจ้า แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปห้องสมุดล่ะเนี่ย -_-
ที่สำคัญก็คือ..คนใน Class ส่วนมากเรียนจบมานานมากแล้วววว เป็นวัยกลางคนไปเสียครึ่งหนึ่ง พวกนั้นจะมีประสบการณ์ด้านโบราณคดีและด้าน เศรษฐกิจ การเมือง สังคมเป็นอย่างดี (Archaeological Heritage Management เป็นวิชาที่ Multidisciplinary มากๆ) ตอนเรียนตรียังไม่รู้สึกว่าเราห่างชั้นจากเพื่อนๆ มากเท่าไหร่นัก ความสามารถทางภาษาอาจจะไม่เท่า แต่พอใช้เวลาเพิ่มขึ้นในการเรียน (ดังเช่นช่วงอีสเตอร์ ที่ไม่โงหัวไปไหนมาไหนเลย) ก็โอเค
แต่มาตอนนี้สิ...
ทำไงดีล่ะเนี่ย
ประสบการณ์ก็ไม่เท่า
ความสามารถทางภาษา ก็ไม่เท่า...
ต้องใช้ความขยันหมั่นเพียรเข้าแลกเหรอ (ยิ่งมีน้อยๆ อยู่)
ถ้าเป็น Lecture ยังพอทำเนา เข้าไปนั่งๆ ๆ ๆ ฟังแล้วก็ออก แต่นี่...เดี๋ยวก็มี Discussion เดี๋ยวก็มี presentation เดี๋ยวก็มี Seminar ว้ากกก จะเอาอะไรกะตูมากมาย
เจ้า Presentation นี่ก็เหมือนกัน ถ้าไม่ใช่ Dissertation Presentation ที่ทุกคนทำ Powerpoint มาอย่างดีเริ่ด ส่วนมากตอนป.ตรีก็ออกไปพูดๆ ๆ ๆ แล้วก็หมด มา Discuss กันต่อ แต่ว่า...ที่ผ่านมานี่น่ะสิ เกือบทุกกลุ่มมี Visual Aid หมดเลยอ้ะ พระเจ้า!! จะเอาจริงเอาจังอะไรมากมายขนาดนั้น
อาจจะบ่นมากไปหน่อย ทั้งที่เพิ่งเรียนมาได้อาทิตย์เดียว... -_- แต่ว่ามันเริ่มกังวลแล้วนี่นา
คือ ตอนนี้ไม่ต้องคิดถึง Distinction เลย แค่ Pass จะได้มะเนี่ย
แอบดูคะแนนของปีที่แล้ว พระเจ้า!!! มีคน failed ด้วยอ้ะ ไม่มีใครในโปรแกรมได้ Distinction เลย งือ ความมั่นใจถูกโยกคลอนอย่างแรง
แต่ตอนนี้...มันต้อง Extremely Critical
งานเขียนเก็บคะแนนก็ 4500 - 5000 ทั้งนั้น Dissert อีก 20000 คำ
จะรอดมั้ยเนี่ยตู...
ไม่รู้ว่าเจ้า Research Skills นี่มีไว้ขู่นักเรียนหรือเปล่า แต่รู้สึกว่า พอเดินออกมาจากห้อง รู้สึกหัวหนักอึ้งเลย
บ่นๆ ๆ ๆ ๆ
ทำไรไม่ได้ กลับไปอ่านหนังสือต่อดีกว่า เฮ้อ...
October 17 โฮะ ตอนนี้ก็เปลี่ยนสภาพจากสาวเมืองหลวงมาเป็นสาวเหนือได้นานแล้ว อื่ม...รู้สึกว่านาน จริงๆ ก็มาถึงที่นี่วันที่ 1 เองนี่นา 2 อาทิตย์อยู่เลย รู้สึกคุ้นเคยกะที่ทางหมดแล้วแฮะ เส้นทางอะไรก็จำได้แล้ว ปรับตัวอะไรก็ได้แล้ว เหอๆ ๆ ก็เริ่มชอบ เพราะชีวิตที่นี่ก็ไปเรื่อยๆ แต่ว่าอบอุ่น ผู้คนใจดี ยิ้มแย้ม อากาศดี โรคภูมิแพ้ค่อยๆ ลดลงไป (จำได้ว่าปีที่แล้วมาถึงห็หมดยาพ่นไปแล้วมากมาย) สีเขียวๆ ก็ทำให้จิตใจชื่นบานขึ้นด้วย ว่างๆ เอาหนมปัง (ที่เพิ่งหมดอายุ) ไปให้เป็ด ก็สบายใจดีไม่เลว นกนางนวลที่นี่ก็งับหนมปังกลางอากาศได้ แต่ว่าไม่แม่นเท่าที Hyde Park ไม่เป็นไร ค่อยๆ ฝึกมันไป เดี๋ยวก็แม่นเอง
น่ารักกันดี ^^ ตอนอยู่ UCL รู้สึกอาวุโสมาก เพราะคนที่อยู่ชั้นเดียวกัน เรียนในระบบมาก็อายุน้อยกว่าเราเยอะ มาถึงตอนนี้แล้ว ฮ่า ๆ ๆ ๆ รุ่นพี่เยอะดี ดีใจที่ได้กลับมาเป็น 'น้องยิ้ม' อีกครั้ง เป็นป้าแก่มาตั้งนาน ปีนี้ตั้งใจว่าจะสลัดคราบเก่าๆ ทิ้ง คราบขี้เหล้าเมายาน่ะ จะลดลงมั่ง ไม่ได้ๆ เป็นว่าที่แม่พิมพ์ของชาติ ลูกศิษย์ในอนาคตมาเห็นหลักฐานว่าเรานั่งก๊ง อยู่ข้าง shisha pipe นี่ ภาพพจน์คงไม่เหลือดี -_-"
นอกจากพี่ๆ แล้วก็มีเพื่อนอายุเท่าๆ กันด้วย ^^ เฮฮากันดี ได้ทำอาหารร่วมกัน อบอุ่นไปอีกแบบ แต่ว่าตอนนี้เปิดเทอมแล้ว เริ่มยุ่งๆ ไม่รู้จะได้ทำอาหารด้วยกันบ่อยแค่ไหน แต่มันก็สนุกดีนะ อบอุ่นดีด้วย เหมือนมีครอบครัวดี มีอะไรให้รอคอย
แฟลตเมตของยิ้มเป็นผู้หญิงหมดเลย (ในเวลานี้) มีห้องว่างหนึ่งห้องยังไม่มีคนมา สงสัยพวกปริญญาเอกหรือเปล่านะ แบบที่หายไปเก็บข้อมูลอะไรทำนองนั้น เพื่อนห้องแรกชื่อ คทรีน่าเป็นลูกครึ่ง สวีดิช-เปรู เรียบร้อยน่ารัก อีกคนชื่อโอโตเมะ เป็นคนญี่ปุ่น เรียบร้อยพอๆ กัน แคทเธอรีนหรือ หยวน คือเพื่อนอีกคนหนึ่ง เรียบร้อยอีกละ คนสุดท้ายที่รู้จักคือสาวอินเดีย ชื่อกรรณิการ์ ไม่ค่อยได้คุยกะเจ๊เท่าไหร่ เจ๊ไม่ค่อยใช้ครัวด้วย เลยไม่ค่อยได้เจอกัน
การมีแฟลตเมตเป็นผู้หญิงทั้งหมด (ทั้งที่ไม่ได้ขอ) ก็ดีนะ ทำให้สถานที่สะอาดอย่างบอกไม่ถูก เป็นแม่บ้านแม่เรือนกันมาก ชิงกันเอาขยะไปทิ้งตลอดเลย เรายังแย่งเอาไปทิ้งไม่ทันเลยสักครั้ง กำลังอธิษฐานในใจว่า ถ้าอีกคนไม่ได้เป็นหนุ่มหล่อมาดเนี้ยบ ก็ขอเป็นผู้หญิงอีกคนก็ได้... แบบว่าขี้เกียจรกรุงรังแล้ว
เพื่อนที่คณะ ก็ Friendly กันดีอยู่ แต่ละคนเริ่มขรึมๆ กันละ ไม่ซ่าส์ๆ เหมือนเมื่อตอน ป.ตรี มาจากอเมริกาทั้งน้านนนน แต่ก็มีคนมาจากภูฏาน (กรี๊ด เจ้าชายจิ๊กมี่) แล้วก็จีนด้วย คนกรีกก็มีเยอะ ต้องมานั่งแกะสำเนียง พี่ดี (ดิมิทรี) เพื่อนคนกรีกหัวเดรดล๊อก เริ่มรู้สึกโฮมซิก รู้สึกเหมือนกับอะไรๆ ที่นี่ก็ไม่เป็นมิตร น่าสงสารอ้ะ เราก็เคยรู้สึกอย่างนั้นตอนเช้ามหาลัยไปได้ระยะหนึ่งแล้ว (ช่วงแรกๆ ไม่รู้สึกหรอก กำลังปาร์ตี้กะทำความรู้สักคนอย่างเมามัน) ก็พยายามเป็นเพื่อนคุย (โอย คุยไม่ค่อยรู้เรื่องอ้ะ) สู้ๆ นะปีเดียวเอง เดี๋ยวก็ได้กลับบ้านแล้ว
ความรู้สึกเหมือนตอนเนลลี่มาบอกเลยแฮะ ว่า...อาจจะไม่เรียนต่อ
ก็รู้นะว่าสภาพอากาศและบรรยากาศที่นี่มันพานจะทำให้คนท้อได้ง่ายๆ แต่เราก็ต้องชินกับมันให้ได้สิ
มีความสุขกับปัจจุบัน ๆ ๆ ๆ (ท่องให้ตัวเองฟังไปด้วย)
ไม่เคยมี 9-5 มานานละ ตั้งแต่จบ A-level ก็ไม่เจออีก -_- เพิ่งได้มาเจอก็ตอนนี้แหละ
ก็...จะว่าไป ชม เรียนก็มี 16 - 18 ชม (ภายใน 4 วัน เพราะวันศุกร์ต้องสงวนไว้งึกงานกะหน่วยงานทางโบราณคดี) แต่ว่ามันมี trip แบบที่ออกแต่เช้า กลับมาเย็นเยอะอ้ะ
ส่วนมาก trip เป็นวันอังคาร เวลาเรียนที่เหลือก็ยัดๆ มันลงไปวันที่เหลืออีก 3 วัน เอิ๊ก...
แต่โชคดี พอเริ่มๆ เข้ากลางเทอมจะว่างมากขึ้น
ไม่ได้ว่างเพราะอะไรหรอก
มีงานทำ -_-"
เลยต้องหยุดอ่านหนังสือ เฮ้อเวรกรรม
เอาเหอะ ยังดีกว่าอีกหลายๆ คน เราแค่สบายตัวมานานเกินไปน่ะ
ต้องปรับตัวให้เข้าระบบอีกครั้ง
ว่าแต่...รอยรักฯ เรา จะได้เขียนต่อเมื่อไหร่ฟะเนี่ย แง....
งานแปลของ Ian Glover อีก แย่แล้ว!!!
ป้าขา
ป้าแม่นมาหลายเรื่องแล้ว
หนูรออีกเรื่องหนึ่งนะคะ เอิ๊ก ทำไมยังไม่มีแม้เงาเลย
ไม่แม่นขอเงินคืนได้ไหมป้า ^ ^
แต่ว่า...หนูไม่ได้อยากได้คืนหรอกนะ ค่าดูหมอน่ะ หนูอยากได้ลาภสัตว์สองเท้ามากกว่า เอิ๊กๆ
ยาจะหมดแล้ว อาการปวดแสบจี๊ดๆ ก็ลดลงไปด้วย
แต่ว่ากรดในกระเพาะมันไม่ยอมลดลงอ่ะดิ บางทีก็รู้สึกได้เลย
เหย...สงสัยต้องวานพ่อจ๋าแม่จ๋าส่งยามาอีกแล้ว (จะได้ทำเนียนฝากส่งน้ำพริกแดงมาด้วย อยากกินน้ำพริกอ่องจะตายอยู่แล้วอ้า อ่า...ผงฮังเลด้วยก็ดี หุหุ)
ชีวิตช่วงนี้ก็มีแค่นี้แหละ กินๆ นอนๆ เรียนๆ หลับๆ ดูทีวี ไม่ตื่นเต้นเลย แต่ก็ดีแล้ว จะได้ไม่เครียดจนไมเกรนกินหัวอีก
แต่ถึงจะมีความสุขยังไง...
เราก็อยากกลับบ้านอยู่ตลอดเวลาเลย
รู้สึกว่าต้นไม้ต้นนี้มันจะเลื้อยมาไกลรากนานไปหน่อยแล้ว
คิดถึงเชียงใหม่ ลำพูน สวนลำไย
คิดถึงพ่อจ๋าแม่จ๋า
เมื่อไหร่ยายจะลุกเดินได้เหมือนเดิมนะ
ปู่จะแข็งแรงเหมือนเดิมไหม...ทำไมช่วงหลังเข้าโรงพยาบาลบ่อยจัง
ย่าล่ะ...
ถ้าย่าไม่สบายไปอีกคนจะทำยังไง อยู่กันสองตายาย
ศิลาแลงในที่สัมปทานที่ได้มาก็หมดแล้ว ลำไยก็ราคาตก ปู่กับย่าจะไปทำมาหากินอย่างอื่นก็ไม่ไหวแล้ว
ตอนนี้มีหลานๆ เพิ่มขึ้นเยอะแยะมากมาย
(แต่ทำไมหลานๆ เรียกเราว่าพี่ ไม่ยอมเรียกน้าหรืออาหว่า -_-" สงสัยหน้าเด็กไป )
เพื่อนๆ ที่เรียนหมอก็มีเส้นทางที่ก้าวเดินไป...ต่อเฉพาะทางกันต่อ
คิดถึงอดีตแล้วก็รู้สึกเหงาๆ
วันที่เรามัดแกละ เดินเข้าโรงเรียนสายดรุณ ร้องไห้น้ำตาเป็นสายเลือดเพราะคิดว่าพ่อจ๋า แม่จ๋าทิ้ง
วันที่เราถักเปียสองข้างเดินเข้าเรยีนา ตัวผอมๆ (พระเจ้า...ไม่น่าเชื่อว่ามีวันนั้น) โดนแกล้งจากเด็กที่ตัวโตกว่าตลอด
วันที่เราสอบได้ที่หนึ่งเป็นครั้งแรก
วันที่ครูประจำชั้นมองหน้าอย่างเกลียดชังโดยที่ไม่รู้ตัวว่าทำอะไรให้ แล้วส่งคำพูดกระแทกกระทั้น "คนอย่างเธอ ไม่มีวันได้ดีหรอก"
วันที่เราไม่ได้ทำผิดอะไรเลย แต่โดนไล่ให้ออกไปยืนนอกห้อง เถียงก็ไม่ได้ -_-
วันที่วิ่งหนีออกทางหลังโรงเรียน หนีกิจกรรมไปฟังคำบรรยายเรื่องนอสตราดามุส (ที่อยู่ดีๆ ก็กลายเป็นธรรมกายไปเฉย)
วันที่...จุดเทียน เดินไปปักที่รูปปั้นนักบุญอัญจลา กล่าวคำอำลาชีวิตนักเรียนโรงเรียนหญิงล้วน
วันที่เข้ามงฟอร์ตใหม่ๆ ยังไม่คุ้นกะชีวิตรร. สห
วันที่ทำรายงานกันหามรุ่งหามค่ำ
วันที่กอดคอกะเพื่อนๆ ไม่จำกัดเพศหนีเรียนซัมเมอร์
วันที่พายุทำแสตนด์เชียร์ถล่ม ต้องมานั่งทำกันใหม่ถึงค่ำ
วันที่เราตัดสินใจจะไม่เอนท์เข้าคณะแพทย์
วันที่เพื่อนคนหนึ่งบอกว่า "ไม่เชื่อหรอก"
วันที่เราบอกว่า "ก็รอดูสิ"
วันที่เพื่อนอีกคนบอกว่า "ยิ้มไม่เห็นมีเส้นลายมือเดินทางต่างประเทศเลย"
วันที่เราก็บอกอีกว่า "รอดูสิ"
วันที่เข้าไปรับน้องคณะ อก. สาชา Food Science ตอนโควต้าพิเศษเป็นครั้งแรก
วันที่สอบสัมภาษณ์ก.พ. ต้องไปคนเดียวด้วยวุ้ย พ่อไปประชุม -_-
วันที่นอนดูทีวีอยู่ดีๆ ก็มีคนโทรมาหา "ไอ้ยิ้ม แกได้ทุนด้วย..." "หืม...อะไรนะ" "ได้ทุนก.พ.ไง"
วันที่ร้องไห้น้ำตาไหล...ต้องไปไกลบ้านแล้วเหรอ แล้วต่อไปนี้ชีวิตจะเป็นยังไง
(บ่นเยอะจังวุ้ย ยายแก่)
จนถึงวันนี้ 5 ปีแล้ว วันที่น้ำตาไม่ได้ไหลอีก...แต่คิดถึงบ้านจัง
ถ้าสิ้นปีนี้...เราขอขยายทุนไม่ได้...เราก็จะได้กลับ แต่เราก็จะไม่มีที่บรรจุงาน -_-" เพราะคณะทั้งหลายแหล่ที่อยากไปสอนจะเปิดป.โทหมด
ก.พ. ไม่สร้างอัตราให้ เราจะเข้าได้ไงอ้ะ
เดี๋ยวนี้นักเรียนนอกมีออกจะกลาดเกลื่อน...เค้าไม่ได้ง้อเรามากขนาดนั้นแล้ว
แต่ถ้าขอขยายทุนได้...
เราก็ไม่ได้กลับบ้านไปอีกอย่างน้อยสามปี
ฮือ ๆ ๆ ๆ ๆ
บางครั้ง เราก็เลือกอะไรในสิ่งที่อยากเลือกไม่ได้
คนที่มีสิทธิเลือก สิทธิทำในสิ่งที่ได้ทำ ก็จงช่วยทะนุถนอมโอกาสนั้นหน่อย
ว่าแล้วก็ไปอ่าน PPG16 มาตรการอนุรักษ์โบราณสถานของอังกฤษต่อไป
เหอๆ ๆ
October 12 ชีวิตที่ Yorkบ่นอะไร...นอกเรื่องนอกราวไปใหญ่แล้ว
คือว่าจริงๆ ตั้งใจจะมาบ่น เอ๊ย ชมเมือง York นะเนี่ย ^^ เมืองอะไร น่ารักได้ใจ มหาวิทยาลัยก็น่ารักได้ใจจริงๆ ค่า เมืองเนี่ย...นักท่องเที่ยวที่แวะเวียนไปหาก็ชมมาเยอะแล้ว เราก็มาชมมหาลัยกันดีกว่า เผื่อจะมีใคร search หามาใน google ก็ดี บลอกเราอาจจะไปโผล่ และอาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยในการตัดสินใจ (ถ้าคนค้นหาเป็นคนไทยนะ เหอๆ )
วันที่มาถึงตอนแรกก็เอ๋อๆ ไปเล็กน้อย ตะลึงกับความเขียวไปหมด (ลอนดอนมีแต่ตึก เลยตกใจ) อดคิดไม่ได้นะ ว่าเมืองนี้มันน่าฮักเหมือนเจียงใหม่บ้านเฮา (เพราะมีกำแพงเมืองกั้น เหอๆ) และมหาลัยที่นี่ก็คล้าย ม.ช. (เพราะเขียวๆ ขึ้นเนินๆ เหมือนกัน) ไม่เชื่อก็ลองดูดิ
ต้นไม้เยอะดีอ่ะค่ะ หายใจโล่งเลย อาการภูมิแพ้ดีขึ้นมาก แต่ว่ากลัวอยู่ ว่าฤดู Spring มาถึงจะแพ้เกสร
และแล้ว...รถ taxi ก็แล่นอ้อมกำแพงเมือง ข้ามแม่น้ำ ตรงดิ่งมาสู่มหาวิทยาลัย ที่ที่เคยมาพักระหว่างที่ขุดค้นสนามหญ้าหลังสำนักสงฆ์ร้าง St Mary's Abbey คราวนี้ได้อยู่ที่ Wentworth หุหุ คอลเลจที่เป็นของนักศึกษาระดับป.โท เอก เท่านั้น ดีมาก...สงบดี คราวก่อนกีเด็นไปพักที่อื่น เด็กๆ ปาร์ตี้ทั้งวัน ทั้งคืนเลย
พี่พี่ (น้องๆ) คนไทยที่นี่น่ารักมากๆ เลยค่ะ ช่วยเหลือตั้งแต่ก่อนมา ถามคำถามเป็นชุดก็ไม่บ่น (อาจจะบ่นในใจ - แหะๆ พูดเล่นนะ พี่ๆ ที่นี่ใจดี) มาถึงแล้วก็พบกับความเอื้ออารีเป็นชุดๆ พริกแกงเขียวหวานก็ดี คำแนะนำก็ดี อะไรอื่นๆ ก็ดี ประทับใจมาก ปีนี้มีสมาชิกคนไทยกว่าสามสิบคน อื่ม เยอะเหมือนกันแฮะ อบอุ่นๆ
เพื่อนร่วมแฟลตหรือ แฟลตเมต ยังมาไม่ครบเลยอ้ะ..ห้องมี 6 ห้อง แต่มีคนมาแค่ 5 คนอยู่ สงสัยจังว่าห้องที่เหลือคือใคร ตอนนี้มี 5 สาว สภาพครัวเลยสะอาดผิดปกติมาก เพราะแต่ละคนก็ทำแล้วเก็บกวาดกันสุดๆ ทั้งนั้น เมื่อวานก็ไปกินอาหารด้วยกัน พูดคุย...(รวมถึงนโยบายการใช้ห้องครัวด้วย หุหุ) เรียกได้ว่าเป็นแฟลตนานาชาติที่น่ารักดี (ไทย จีน ญี่ปุ่น อินเดีย เปรู)
กิจกรรมที่หอเยอะมากเลยค่ะ มีทั้ง Jazz night, Dance party โน่นนี่ โน่นนี่ มากมาย ก็ไปร่วมเท่าที่อยากจะไป เจอเพื่อนใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ มีคนจีนคนหนึ่ง เหมือนจะติดใจกลุ่มสาวไทยเป็นพิเศษ ชื่อนายเจ (เจอรี่) ชอบแวะเวียนมาทักทายเสมอๆ แต่ก็สงสัยกันว่า...จริงๆ แล้วพวกเราเป็นแค่ทางผ่านหรือเปล่า เค้าจะใช้พวกเราเป็นบันไดปีนขึ้นไปหาเต้ เพื่อนหนุ่มชาวไทยนั่นเอง เจอกันทีไรก็ถามหาแต่ "ระ-วิส" ทุกที
โหย...ซับซ้อนมั้ยล่ะ ท่านผู้ชม
ส่วนเพื่อนๆ ที่คณะ...
ไม่ค่อยนานาชาติเท่าไหร่แฮะ มีคนอังกฤษเยอะ ที่เหลือก็อเมริกัน.. แต่แปลกแฮะทำไม อเมริกันที่คณะเราไม่ friendly เลย หรือว่ามันยังเพิ่งเริ่มต้นอยู่ ส่วนมากเพื่อนๆ ที่คณะจะอยู่ที่ที่พักที่อยู่ในเมืองมากกว่า เพราะต้องเรียนในเมือง (แล้วทำไมเราเลือกพักที่นี่เนี่ย -_-" อ๋อ เราอยากมีสังคมนี่เอง)
แต่จะว่าคณะนี้ไม่นานาชาติ ก็ไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะว่ามีเพื่อนชาวเยอรมัน ชาวกรีกอยู่เหมือนกัน เพื่อนคนเบอรมันนี่พูดชัดดีไม่มีปัญหา แต่พ่อ ดี หรือ ดิมิทรี ชาวกรีกนี่น่ะสิ พูดเบา แล้วสำเนียงก็ฟังยากซะ ฟังไป เดาไป สนุกดี แถมเดินข้างเฮียแกทีไรคนม้องงง มอง ไม่ได้มองอะไรหนอกฮ่ะ มองพี่ดีแกนั่นแหละ ก็แกเล่นทำผมทรงเดรดล็อคสีนกแก้ว แล้วยังชอบใส่ตุ้มหูลายน่ารักอย่างคิตตี้ ทวิตตี้ เฮ้อออออ
หมายเหตุ: บ่นไปเฉยๆ แหละค่ะ จริงๆ แกก็น่ารัก และเป็นมิตรดี
นอกจากคนแล้ว..สิ่งที่ชอบมากๆ เลยที่นี่ก็คือ น้องเป็ด น้องนก น้องห่านอ่ะจ้า...
แถวนี้มีสัตว์โลกแสนรักเยอะแยะมากมาย บางทีกลางคืนดึกๆ นกคู้ต (สีดำปากขาว) กะหงส์ก็ร้องแกว้กกก แกว้กกก แกว้กกกก ออกมากลางความมืดมิด ตกใจมากกกก อารมณ์เดียวกันกับอยู่เมืองไทยได้ยินเสียงนกแสกนั่นแหละ (ตกใจประมาณว่า เฮ้ยยยย ยังมีนกแสกเหลืออยู่ด้วยเรอะ ต้องอนุรักษ์แล้ว!!! ) ถ้ามีเวลาว่าง (ซึ่งอีกหน่อยคงจะไม่มี) ยิ้มก็ชอบไปเดินๆ เลียบทะเลสาบ แอบดูสังคมสัตว์ปีกพวกนั้น ก็เพลินไปอีกแบบนะ ตะกี้จะไปสมัครเป็นสมาชิกฟิตเนส แต่ว่าคิวมันเต็ม ต้องมาใหม่วันพุธหน้าก็เลยเอาเวลาไปส่องเป็ดแทน เดินๆไป ลัดเลาะตามใต้นไม้ริมน้ำ น่ารักจัง ^__^ น้องเป็ดหลายๆ สี
หงส์ดำอ่ะจ้า
Coot ปากสีขาว ถ้าตัวดำๆ อย่างนี้แต่ปากแดงเรียก Moor hen
กองทัพเป็ดน้อย
น้องเป็ด
น้องคู้ต
เป็ดสีอื่นๆ อื่ม...วันนี้บ่นแค่นี้ก่อนนะคะ วันหลังมาบ่นใหม่ จาไปทำกับข้าวที่ครัวเพื่อนแล้วล่ะ
บายๆ
|
|
|