sasitsaya's profile:::::: Yim's Corner ::::...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    January 09

    เสียงกระซิบจากน้ำค้างแข็ง

    แสงแรกของวันทาทาบอาบขอบฟ้าที่ทิศตะวันออก
    ค่อยๆ ชัดเจนขึ้น จากสีม่วงอ่อน...กลายเป็นสีชมพู จนกลายเป็นสีส้มและคงจะกลายเป็นประกายสีทองไปในที่สุด

    แสงที่งดงาม และคงจะเป็นที่เฝ้ารอของหลายๆ คน
    แต่ฉันรู้...นับแต่วินาทีที่แสงนั้นปรากฏขึ้น...เวลาของฉันใกล้จะมาถึงแล้ว
    ผู้คนอาจจะคิดว่าฉันสวยงาม แต่ความสวยงามนั้นมันช่างสั้นเหลือเกิน
    สวยงาม...แต่จับต้องไม่ได้ เพราะทันทีที่คุณแตะต้องฉัน ฉันจะละลายหายไป

    แล้วฉันจะอยู่เพื่ออะไร

    คุณเคยเห็นน้ำค้างแข็งอย่างฉันไหม...
    ถ้าเคยเห็น...คุณเคยสนใจ และใส่ใจฉันบ้างไหม
    ทุกๆ ยามเช้าของวันที่อากาศเย็น ฉันจะรอคุณอยู่บนเส้นหญ้า บนใบไม้ที่ร่วงหล่นอยู่บนพื้น บนกิ่งไม้ที่ไร้ใบ
    โอบกอดสิ่งเหล่านั้นไว้ด้วยใจรัก และหวังว่าประกายสีเงินของฉันจะช่วยแต่งแต้มโลกนี้ให้สวยงาม รอให้มีคนมาชื่นชม

    เมื่อฟ้าเป็นสีฟ้า
    ประกายวาววามของน้ำค้างแข็ง...คงจะช่วยสะท้อนให้แววสีฟ้านั้นเกิดขึ้นบนตัวของฉัน
    สะท้อนให้รู้ว่า...
    วันนี้เธอดูสดใสดีจังเลยนะท้องฟ้า แต่ฉันคงจะอยู่เป็นเพื่อนเธอได้ไม่นาน
    เมื่อแสงสีทองมาถึง ฉันคงต้องจากไป
    ขอให้เธอมีความสุขกับดวงอาทิตย์ในช่วงเวลาที่เหลือนะจ๊ะ

    วันใดที่ท้องฟ้าเป็นสีเทา หม่นเศร้า
    วันนั้นฉันจะอยู่ได้นานเป็นพิเศษ
    ฉันจะอยู่เพื่อคอยปลอบประโลม...เป็นเพื่อนท้องฟ้า
    อย่าเสียใจไปเลยนะ...แม้วันนี้จะไม่มีดวงอาทิตย์แต่ฉันก็ยังอยู่ อยู่เป็นเพื่อนเธอเสมอ...จนกว่าแสงอันอบอุ่นจะกลับมาอีกครั้ง

    แต่ฉันจะเป็นที่ต้องการจริงๆ ของใครไหมนะ

    ฉันเกิดขึ้น...และอยู่ได้ด้วยความหนาวเย็น

    ความหนาวเย็นที่ไม่เป็นที่ปรารถนาของคนหลายคน
    ความหนาวเย็นที่ทำให้หัวใจเย็นชาและสิ้นไร้ความรู้สึก
    ความหนาวเย็นที่ดูดกลืนสีสัน และความมีชีวิตชีวาของฤดูร้อนไปจนหมดสิ้น
    ความหนาวเย็น...ที่ทำให้กิจกรรมหรรษาอย่างการเดินเล่นในท้องทุ่งกว้างท่ามกลางดอกไม้สีเหลืองสดใสต้องหยุดลง

    ฉันอยู่คู่กับความหนาวเย็นอย่างนี้
    จะมีผู้คนรอคอยฉันอย่างตั้งใจจริงบ้างไหม...
    จะมีใคร คิดถึงท้องทุ่งสีเงินประหนึ่งจะถูกโปรยปรายด้วยสะเก็ดเพชรพลอยบ้างไหม

    หรือฉันจะเป็นเพียงสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้น...และดับไป
    มีคนชื่นชมเมื่อ 'มีอยู่' ...แต่ไม่มีใครคิดถึงเมื่อ 'ไม่อยู่'

    เป็นเพียงสิ่ง "จรรโลงตา" ชั่วคราว แต่ไม่เคยมีโอกาสได้ "จรรโลงใจ" ของใครๆ

    ประกายแดดสีทองอาบไล้ทั่วท้องทุ่งอีกแล้ว 
    สัญญาณแห่งความอบอุ่นกำลังจะมาถึง...
    ตัวฉันกำลังจะละลาย...
    ท้องทุ่งสีเงินกำลังจะหายไป
    ท้องทุ่งสีเขียวกำลังจะกลับมา

    กลับมาพร้อมกับสายลมอุ่นของฤดูใบไม้ผลิ...

    อา...

    ฉันคงต้องจากไปอีกแล้วสินะ
    จะมีใครคิดถึงฉันบ้างไหม..

    จะมีประโยชน์อะไรที่พร่ำร้อง
    ในเมื่อเสียงกระซิบของฉันก็เป็นเพียงเสียงเพรียกจากน้ำค้างแข็งที่ไม่มีวันที่ใครจะได้ยิน


    และเมื่อดวงตะวันส่องฉาย
    น้ำค้างแข็งก็จะละลายหายไป...ราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
    ไม่เหลือแม้เพียงรอยเก่า...แห่งความทรงจำ

    นี่คือชีวิตของฉัน...น้ำค้างแข็ง

     

     ป.ล. ขอติดคำบรรยายทริปไปสวิสไว้ก่อนนะจ๊ะ เกือบเสร็จละ

    October 26

    บทเพลงฤดูใบไม้ร่วง

    สายพิรุณที่หลั่งหลากเป็นฉากหนา
    ดุจจะบอกว่าถึงคราฟ้าร้องไห้
    หยาดน้ำตาที่ไหลกลับไปท่วมใจ
    คงไม่มีผู้ใดจะได้ยล
     
    ลมวสันต์กรรโชกโบกแรงกล้า
    ใบไม้หล่นบนผืนหญ้าใต้ม่านฝน
    คงไม่ต่างจากชีวิตของชาวชน
    มีเริ่มต้น มีลาลับ แตกดับไป
     
    ความหนาวเย็นชำแรกแทรกรากหญ้า
    รอเวลา...ความอบอุ่นหมุนมาใหม่
    สายลมแห่งคิมหันต์...อยู่ที่ใด
    ปรารถนาเกินสิ่งใด...ในโลกนี้
     
    อีกไม่นาน...ใบไม้หล่นจนหมดก้าน
    สายลมเยือกเย็นสะท้านผ่านทุกที่
    แทรกอณูประตูใจไม่เหลือดี
    ให้รู้ว่า..ข้านี้ไม่มีรัก
     
    ใจทั้งดวง...ถูกห่อหุ้มด้วยน้ำแข็ง
    หากใช้แรงแกร่งกล้ามาหาญหัก
    น้ำแข็งแตก...ก้อนเนื้อนุ่มคงช้ำนัก
    คงเจ็บหนัก เจียนด่าวดิ้นสิ้นชีวา
     
    จึงปล่อยให้ ใจคงอยู่ไร้คู่เคียง
    ในห้วงไร้สรรพสำเนียงเสียงหรรษา
    ดุจเดินทางในทุ่งร้างอย่างเอกา
    ภายใต้ฟ้าที่โปรยปรายสายพิรุณ
     
    เหอๆ จริงๆ มันคืออารมณ์ของคำว่า ฟ้าปรายฝน อ่ะนะคะ
     
    April 11

    อีกเสี้ยวของอารมณ์

    เมื่อกี้นั่งอ่านไดอารี่ปีก่อน ๆ ตามประสาคนแก่ที่ต้องนั่งทบทวนอดีต เอ๊ยไม่ใช่สิ...ออกจะยังเป็นสาวเป็นแส้...เอาเป็นว่า นั่งเขียนไดอารี่อยู่น่ะค่ะ แล้วลองย้อน ๆ กลับไปอ่านของเก่า ๆ  ก็เลยเจอกลอนที่ยังเขียนค้างไว้เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2547 ที่แบมเบิร์ก วันที่เราต้องนั่งเฝ้าเต๊นท์ ทำอาหารเช้าเย็น และ ล้างจาน (เวรแม่บ้านนั่นเองครับท่าน) เลยถือโอกาสเอามาแต่งต่อ...อ่าน ๆ ไปแล้วคงไม่ต้องถามว่าตอนนั้นอยู่ในอารมณ์ไหน หุหุ

    จริง ๆ แล้วก็ไม่ได้อะไรมากมายขนาดในกลอนหรอก เพียงแต่ว่าต้องการเบนสมาธิไปทำเรื่องอื่นเฉย ๆ ก็เพื่อนสาวที่นอนอาบแดดอยู่ข้าง ๆ อ่ะดิ เล่นถอดเสื้อโชว์ชุดบิกินี่วาบหวาม นอนหลับตาพริ้ม.....อยู่ข้างตัว

    เอ่อ...ถึงจะเป็นผู้หญิง แต่เราก็หวิวได้เหมือนกันนะจ๊า....อิอิ ไม่อยากมอง ๆ

     

    กลอนบทนี้ไม่ค่อยเพราะหรอก มีทั้งคำซ้ำ คำอะไรมากมาย แต่อย่างน้อยก็เป็นอีกเสี้ยวหนึ่งของอารมณ์เราในขณะนั้น ซึ่งควรจะบันทึกเอาไว้ วันหน้ามาอ่านจะได้รู้ว่าตอนนั้นรู้สึกยังไง คิดอะไรอยู่ ทำอะไร

     (ก็กำลังบ้าน่ะสิ ถามได้   อ่านก็รู้)

     

     

    รักเอย...รักหวาน

    เหมือนน้ำตาลซ่านลิ้นแล้วสิ้นหาย

    อาบหัวใจด้วยไฟฝันอันเลื่อมลาย

    ความหวานคลาย..ความฝันคล้ายจะเลือนลาง

     

    รักเอย..รักลอยตามลม

    จะเปี่ยมทุกข์หรือสุขสมก็ไกลห่าง

    อนาคตอันสดใสใยอ้างว้าง

    ภาพอดีตสีจาง..ร้างผู้คน

     

    จะวันนี้ พรุ่งนี้ หรือที่ไหน

    ในหัวใจคงไร้สุข ทุกแห่งหน

    ธารอารมณ์อันเชี่ยวกรากและหลากวน

    ดุจสายฝนที่หลั่งล้นจากนัยน์ตา

     

    จะโทษใครในโลกนี้ทั้งโลก

    ก็มิอาจลบความโศกในใจข้า

    ยินเสียงลม แว่วสำเนียงเพียงเอกา

    แผ่วกระซิบกับยอดหญ้าพาคร่ำครวญ

     

    คนคนนั้นอยู่ที่ไหนยังไร้เงา

    สิ่งที่มีคือความเศร้าเคล้ากำสรวล

    หัวใจ...ยังเตร็ดเตร่ เที่ยวเรรวน

    เมื่อไหร่ เจ้าจะหวนทวนย้อนคืน

     

    จากนี้...จะชอกช้ำสักเพียงไหน

    ไม่ร้องไห้ พร่ำวอนถอนสะอื้น

    ชินชาแล้ว กับการต้องกล้ำกลืน

    ฝันหรือตื่น ร้อนหรือหนาว..ร้าวพอกัน

     

    หากโลกนี้มีเพียงสีขาวดำ

    ความชอกช้ำไม่อาจเพิ่มเติมสีสัน

    หวังมีใครมาแต้มสีให้วารวัน

    ก่อนไฟฝันจะดับมอดไม่เหลือดี

     

    เปลวแห่งรักที่เคยลุกโชติช่วง

    ในยามนี้เหลือเพียงดวงเล็กริบหรี่

    ยังเฝ้ารอแสงทองส่องวิถี

    รอดวงตา...แห่งราตรีที่หมายปอง

     

    แต่งต่อไม่ได้แล้วแฮะ เอิ๊ก...

    ช่วงนี้สมองส่วนอารมณ์กวีตันมาก ๆ

    ใครแวะเข้ามาช่วยแต่งต่อให้ฟังดูจบๆ ก็ดีนะคะ

    หรือไม่ก็...วันหลังจะแวะเข้ามากระเทาะสนิมแล้วแต่งต่อละกัน

     

    วันนี้ บ๊าย บาย

     

    February 27

    เพลงฝัน...วันฟ้าใส

    อยู่ดี ๆ ก็นึกถึงกลอนที่เคยแต่ง ที่กะจะเอาลงนิยาย
     
    ได้ยินไหม...เสียงเพลงแห่งความฝัน
    ที่พลิกคืนฟื้นวันให้สดใส
    บทเพลงจากใจ...สื่อถึงใจ
    มิเคยเผยแก่ใคร...ให้เพียงเธอ
     
    Can you hear the music of my heart?
    It comes from the deepest part of my soul.
    The song I've never sung to anyone,
    The song where my deepest feelings grow.
     
     
     
    ชื่อหัวเรื่องของวันนี้ 'เพลงฝัน...วันฟ้าใส' นี่ ตั้งใจจะเอาเป็นชื่อนิยายเรื่องที่ 3 ค่ะ
    (ตอนนี้ท่าทางจะได้เป็นเรื่องที่ 6)
    จนแล้วจนรอด นิยายเรื่องนั้น ก็ยังไม่เกิดขึ้นมา อิอิ
    เพราะว่าดันไปเริ่มเขียนอย่างอื่นก่อน แล้วก็ค้างมาจนทุกวันนี้
     
    โครงเรื่องคือ
    นางเอกชื่อ 'เพลงฝัน' เป็นครูสอนเปียโน
    พระเอก (ยังไม่มีชื่อ) เป็นเจ้าของ fitness กะนอนกินเงินปันผล (ช่วยไม่ได้ที่จะโดนแขวะบ่อยๆ ว่าขี้เกียจ)
     
        ปัจจัยอื่น ๆ ที่มีผลต่อหัวใจสองดวง...และความผูกพันที่ค่อย ๆ เกิด
    หลานสาวพระเอกเรียนเปียโน (พระเอกไม่ค่อยสนับสนุน บอกว่าเสียเวลาเรียนหนังสือ)
    หลานชายนางเอกกำลังมองหาต้นแบบของ 'พ่อ' มาเติมเต็มสิ่งที่ขาดหาย
    เรื่องวุ่นวายของเด็ก ๆ ต่างครอ[ครัว ต่างการเลี้ยงดู ที่ต่างก็มีจุดร่วมคือ ความรักในเสียงดนตรี
    แรงกดดันจากคนภายนอกที่มองว่าอาชีพครูสอนเปียโนเป็นอะไรที่ไม่แน่นอน
     
    ที่มา: ประสบการณ์ที่คลุกคลีกะครูสอนเปียโนมาเป็น 10 ปี (คลุกคลีกะครูนะจ๊ะ ไม่ใช่กะเปียโน อิอิ ฝีมือตอนนี้เลยลดลงเรื่อย ๆน่าเศร้าใจ T_T )
     
    กลอนข้างบนนี้กะจะเอาไว้ใช้ในฉากบอกรัก
    ก็เลยคิดถึงเพลง 'สักวันหนึ่ง' ขึ้นมา
    คิด ๆ ว่าจะเอาไปประกอบเรื่องดีไหมหนอ...
     
     

    ไม่รู้ว่านานแค่ไหน ที่ฉันต้องทนกับทุกสิ่ง

    ปิดบังความจริงในใจทุกๆอย่าง

     

    ทุกครั้งที่เราพบกัน ทุกครั้งที่เธอหันมา

    ที่ฉันเฉยๆ รู้ไหมฉันฝืนแค่ไหน


    ได้ยินไหม หัวใจฉัน มันกำลังบอกรักๆเธออยู่
    แต่ฉันไม่อาจ จะเปิดเผยใจ ออกไปให้ใครได้รู้


    ได้ยินไหม หัวใจฉัน ยังคอยอยู่ตรงนั้น
    รอให้เธอเปิดดู และหวังเพียงแค่เธอรู้ สักวันหนึ่ง


    ทั้งทีฉันก็รัก ทั้งที่ฉันก็รู้สึก

    แต่ส่วนลึกข้างในยังไม่กล้า


    ทุกครั้งที่เราพบกัน ทุกครั้งที่เธอหันมา
    ที่ฉันเฉยๆ รู้ไหมฉันฝืนแค่ไหน


     

    ได้ยินไหม หัวใจฉัน มันกำลังบอกรักๆเธออยู่

    แต่ฉันไม่อาจ จะเปิดเผยใจ ออกไปให้ใครได้รู้


     

    ได้ยินไหม หัวใจฉัน ยังคอยอยู่ตรงนั้น

    รอให้เธอเปิดดู และหวังเพียงแค่เธอรู้ สักวันหนึ่ง


     

    ได้ยินไหม หัวใจฉัน มันกำลังบอกรักๆเธออยู่

    แต่ฉันไม่อาจ จะเปิดเผยใจ ออกไปให้ใครได้รู้

     

    ได้ยินไหม หัวใจฉัน ยังคอยอยู่ตรงนั้น รอให้เธอเปิดดู

    และหวังเพียงเธอจะรู้ ว่าคนๆนี้รักเธออยู่

    ยังไงขอให้เธอรู้ สักวันหนึ่ง


     

     
    ฟังได้ที่  http://www.ethaimusic.com/lyrics/166.htm นะคะ
     
    คนเขียนฟังแล้ว
     
    - อยากเขียนนิยาย T_T
     
    - อยากเล่นเปียโน T_T
     
    ตอนนี้ทำได้แค่กอดกระเป๋าน้ำร้อนค่ะ
    ไม่เกี่ยวอะไรกะเพลงหรอก แต่มันหนาว บรื๋อ ๆ
     
     
     
    October 17

    Lady of Shalott....Where are you??

    วันนี้หมอกลงแล้ว...

    (มีคนบอกว่าลงมาหลายวันแล้ว แต่เราเพิ่งเห็นวันนี้วันแรกนี่หว่า ทุกครั้งมันคงไม่รอดมาถึง เก้าโมงเช้ามั้ง)

     

    ได้บรรยากาศเหงา ๆ เศร้าๆไปอีกแบบ...

    พอเศร้าแล้วก็เริ่มคิดถึงเรื่องเศร้าๆ

     

    แล้วอยูดีๆ คิดถึงผู้หญิงคนหนึ่ง...

    หรือว่าไม่ใช่คนก็ไม่รู้ เพราะเธอคือ Lady of Shalott

    (จะว่าไปแล้วก็คิดถึงมานานแล้วล่ะ ตั้งแต่หารูปไม่เจอ แต่ว่า...วันนี้คิดถึงรุนแรง)

     

    รูป Lady of Shalott ของ Waterhouse หายไปตอนแพคของ....แง...

    (จริง ๆ shisha pipe ก็หาย แต่ว่าอันนั้นไม่เสียดายเท่า ว่าจะเลิกสูบแล้วเหมือนกัน หรือไม่ก็ไปนั่งตาม turkish pub หรือสูบบ้านเพื่อนก็ยังได้)

     

    แต่รูปภาพนี่น่ะสิ

    รูปที่เราชอบมาก เพราะมัน..ให้อารมณ์ลึกซึ้งอย่างบอกไม่ถูก

    สีหน้า และแววตาของผู้หญิงในรูป ใช่เลย...

    ฮือ ๆ จะไป Tate Gallery จะไปซื้อใหม่ มีใครอยากไปมั่งคะ (ประกาศหาคนไปด้วยนั่นเอง)

     

     

     

    On either side the river lie
    Long fields of barley and of rye,
    That clothe the wold and meet the sky;
    And through the field the road run by
    To many-tower'd Camelot;
    And up and down the people go,
    Gazing where the lilies blow
    Round an island there below,
    The island of Shalott.

     

    งามท้องทุ่งสองข้างทางสายธาร

    ดุจอาภรณ์ภิภพผ่านจรดฟ้า

    ยังวิถีสู่ คาเมลอตนครา

    เหล่าประชาคล่ำคลาพาสัญจร

    ห่างจากความสับสนแห่งฝูงชน

    สายลมบน..โบกมาลีที่พลิ้วร่อน

    ยัง ชาลอต อยู่อ้างว้างกลางสาคร

    มิไกลเกินต้องแรมรอนอ่อนกำลัง

     

    Willows whiten, aspens quiver,
    Little breezes dusk and shiver
    Through the wave that runs for ever
    By the island in the river
    Flowing down to Camelot.
    Four grey walls, and four grey towers,
    Overlook a space of flowers,
    And the silent isle imbowers
    The Lady of Shalott.

     

     

    By the margin, willow veil'd,
    Slide the heavy barges trail'd
    By slow horses; and unhail'd
    The shallop flitteth silken-sail'd
    Skimming down to Camelot:
    But who hath seen her wave her hand?
    Or at the casement seen her stand?
    Or is she known in all the land,
    The Lady of Shalott?

     

    ผิวนทีไหวระริ้วพลิ้วระลอก

    ดุจพร่ำบอกหยอกเย้ากระเซ้าฝั่ง

    แดดทองทาบอาบปราการตระหง่านยัง

    เคหาหรือที่จำขังมิอาจรู้...

    แนบสงบหลบซ่อนหลังม่านไม้

    ดุจหลับไหล..ในถิ่นนี้ที่ตั้งอยู่

    ยัง เลดี้แห่งชาลอต ยอดพธู

    เพียงโฉมตรูคู่ปราสาทปราศผู้คน

    เรือน้อยใหญ่ลอยล่องท่องสายธาร

    จนเจนห้วยละหานทุกแห่งหน

    หาไม่มีผู้ใดได้ยินยล

    ทั่วสกลดุจไร้นามของทรามวัย

     

    ถ้ามีอารมณ์จะไปวันพุธนี้แหละ คอยข้าพเจ้าก่อนนะ Lady of Shalott

    June 03

    กลอนเก่า ๆ

    ไม่มีอะไรหรอก วันนี้เบื่อ ๆ
    เบื่อรุนแรงขนาดเบื่อ Internet นี่...ไม่รู้จะเรียกไงแล้ว
    ทั้ง ๆ ที่เคยรัก เคยโปรด เคยหลงใหล
    เลยเลิกทำสิ่งที่กำลังทำอยู่ชั่วคราว มาทำอะไรเบา ๆ ดีกว่า
    พันทิปนี่ไม่ได้อ่าน ๆ ๆ ๆ แบบตะลุยมาตั้งแต่ก่อนสอบแล้ว เมื่อคืนก็นั่งค้น ๆ ๆ ๆ
    ค้นมันเข้าไปแทบทุกห้อง
    เลยค้นพบว่า เมื่อก่อนตูก็ไปเขียนไว้บ้างเหมือนกันนี่นา


    เอากลอนเก่า ๆ ที่เคยเขียนไว้ในถนนนักเขียนที่พันทิปมาเก็บที่นี่ดีกว่า เดี๋ยวกระทู้จะตกไปแล้วจะหายสาบสูญไปอีก
    ยิ่งชอบเขียนแล้วไม่ save ไว้ในเครื่องเสียด้วย
    เคยเขียนไว้ใน tsuk ตั้งเยอะตั้งแยะอ้ะ
    พอเวบล้มก็หายหมด
    มาเสียดายภายหลังก็สายไปเสียแล้ว
    ถึงมันจะห่วย ๆ ก็อุตส่าห์เขียน
    เผื่อในอนาคตมีพัฒนาการจะได้เห็นมั่ง
    แล้วก็จะได้ถือโอกาสแก้ไขบ้าง

    +++++++++++++++++++

    ตอบกระทู้คุณ กุมภา 7 พ.ย. 46

    จิตมนุษย์ ยากแท้จะหยั่งถึง
    แม้ซาบซึ้งถึงพระธรรมคำสั่งสอน
    บ่วงกิเลสรัดตรึงติดจิตนิวรณ์
    ทั้งรักหลงใจขาดรอน เพราะร้าวราน

    ทั้งชาตินี้ ชาติหน้า หรือชาติไหน
    ลูกขอให้ได้พ้นวัฏสังสาร
    ขอตั้งจิตบังคมก้มกราบกราน
    วอนพระธรรมบันดาลพานพบทาง

    ยิ่งเดินไกลยิ่งอยู่ในความมืดมิด
    ขอสักนิดให้จิตพบความสว่าง
    ช่วยให้รอดปลอดภัยจากหลุมพราง
    จิตสงบในความว่างห่างบาปกรรม

    +++++++++++++++++++

    ตอบกระทู้รักครั้งสุดท้าย 9 พ.ย. 46

    ถ้าผู้หญิงประวิงเวลาเพียงนิดหน่อย
    เพื่อรอคอยรถไฟในความฝัน
    ไม่ได้เลือกลองคู่ดูสักคัน
    ไม่โศกศัลย์ไม่เศร้าหรือเหงาใจ

    การเลือกคู่อยู่เคียงใกล้ใช่เลือกผ้า
    เทียบราคา เทียบสี และเทียบไซส์
    ใครก็ได้หยิบมา..หาครวญใคร่
    รักอาจทำให้ช้ำใจไม่ปรานี

    ถ้าให้เลือกร้องไห้เพราะความเหงา
    ด้วยเดียวดายไร้เงาคนบนวีถี
    กับร้องไห้เพราะเลือกผิดคิดไม่ดี
    ตัวฉันนี้ยอมเสี่ยงเพียงเอกา

    ขึ้นชื่อว่าเป็นเช่นสตรี
    จงรู้ว่าตัวเจ้านี้ล้วนมีค่า
    อย่าให้เพชรตกอยู่ในมือโจรา
    เขาคงไม่นำพา อย่าเสี่ยงดวง

    +++++++++++++++++++++++

    ตอบกระทู้ฉันยังคงรักเธอ 26 ก.พ. 47

    ไม่เอ่ยบอกไม่ได้แปลว่าไม่รัก
    ไม่เอ่ยทักไม่ได้แปลว่าไม่เห็น
    แค่ไม่อยากทำอะไรให้ยากเย็น
    ไม่อยากเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเรา

    ที่ไม่ได้ทุ่มเทให้หมดใจ
    เพราะกองไฟที่ตะโบมโหมแผดเผา
    ยิ่งเชื้อแรงไฟยิ่งแรงเกินทำเนา
    ยามหมดสิ้นเหลือเพียงเถ้าเคล้าธุลี

    เลยขอรักที่ละน้อย ค่อย ๆ รัก
    ค่อยทอถักสายใยผูกใจนี้
    แม้วันผ่านลอยเลื่อนแรมเดือนปี
    กองอัคคียังคงอยู่คู่ฟอนฟืน

    ทำไมต้องพบหน้ากันทุกวัน
    ฉันเห็นเธอในยามฝัน และยามตื่น
    ยามสาดแสงสุริยา หรือค่ำคืน
    เป็นภาพที่ยั่งยืนและยาวนาน

    จะค่อย ๆ รักเธอทีละนิด
    ค่อย ๆ เติมชีวิตด้วยความหวาน
    อย่าสรุปว่าช้าไปไม่ทันการณ์
    รักซึมซ่านผ่านประตูอณูใจ

    +++++++++++++++++++++

    ตอบกระทู้บทเรียนแห่งความอกหัก 24 ก.พ. 47

    เมื่ออกหักบทที่หนึ่ง
    ฉันก็ซึ้งทรวงในไม่ทันหาย
    บทที่สองจบไปยังมิวาย
    ระเคืองคายเมื่อบทสามวิ่งตามมา

    จะต้องเรียนอีกนานไหมฉันใคร่รู้
    ฉันเฝ้าดูหมึกใส ๆ บนใบหน้า
    อ่านข้อความสลักไว้จากนัยน์ตา
    โอ้ครูขา หยุดได้แล้ว พอกันที

    เจ็บแค่ไหนถ้าดวงใจนั้นไร้รัก
    ยามอกหักช้ำชอกยอกกว่านี้
    แต่ก็เป็นบทเรียนที่แสนดี
    ชุบชีวีให้หายร้าวมุ่งก้าวไป

    ถ้าเรียนรู้อย่างพอเพียงก็ได้ที่
    เจอมามากอย่างงี้ทนไม่ไหว
    ขอฉันหนีออกจากโรงเรียนใจ
    ขอเตร็ดเตร่เถลไถลตามรายทาง

    ++++++++++++++++++

    ตอบกระทู้บทกวีที่ว่างเปล่า 24 ก.พ. 47

    บทกวีบทนี้ไม่ว่างเปล่า
    มันบรรจุรอยเงาความเป็นฉัน
    ทุกทุกบท ทุกทุกถ้อย ร้อยประพันธ์
    แทนหยดเลือดแทนหยาดฝันแทนแรงใจ

    แม้วันนี้ดวงใจยังไร้รัก
    ยังไร้ผู้สู่สมัครพักอาศัย
    ก็จะขอเปิดประตูอยู่เรื่อยไป
    จนกว่าจะมีใครแวะเวียนมา

    เหนื่อยนักจะหยุดพักให้คลายร้อน
    อยากพักผ่อนกายใจก็ไม่ว่า
    ขอเพียงพักแล้วโปรดรักษา
    เห็นคุณค่าบ้านหลังนี้ให้ดีพลัน

    อย่าเห็นเป็นเพียงที่พักนักเดินทาง
    จะทอดทิ้งให้รกร้างอยู่อย่างนั้น
    พอหายล้าก็จากลาไปทันควัน
    คุณค่าอยู่ตรงไหนกันฉันก็เจ็บเป็น

    ++++++++++++++++++++

    ตอบกระทู้คล้าย ๆ คนเหงา 26 เม.ย. 47

    จ้องมองไปข้างหน้าด้วยตาพร่าง
    แสงส่องทางคล้ายเคลื่อนลับเลือนหาย
    ชลนาอาบหน้ารินพร่าพราย
    คงมีเพียงพระพายชายชื่นชม

    จะฝืนยิ้มละไมก็ใช่ที่
    ฝืนฤดีให้ระรื่นกลับขื่นขม
    ในอกข้าตะโบมโหมคลื่นลม
    ดุจจะล่มเรือใจให้อัปปาง

    เมื่อโสมส่องเคลื่อนไปไกลเกินคว้า
    เมื่อดาราเพียงระยับกลับไกลห่าง
    เมื่อมันมีมากกว่าระยะทาง
    ที่กั้นขวางรอยรักสุดหักใจ

    เพียงห่างกายมิอาจคลายสายใยรัก
    เธอเปลี่ยนไปสิเจ็บหนักเกินหักได้
    หักให้สิ้นสงกาสิ้นอาลัย
    หักสิ่งใดไม่เจ็บหนัก...หักรักเธอ

    ไม่ได้อกหักตอนเขียนนะ แค่ตอบกระทู้ชาวบ้านเขา
    เขาส่งอารมณ์มาก็ตอบอารมณ์ไป คุณผู้อ่านอย่าเข้าใจผิดว่าข้าพเจ้านี่ชีวิตโศกาอาดูรเหลือเกิน อิอิ

    ++++++++++++++++++++

    ตอบกระทู้อยากไป  30 เม.ย. 47

    อยากจะไปให้ไกลสุดโลกหล้า
    ข้ามขุนเขาโขดผาชาลาไหล
    จะร้อนหนาวเจ็บร้าวไม่สนใจ
    ก็ฉันนี้ไม่มีใครมาไยดี

    ต่อให้เดินระเหินผ่านพงหนาม
    ไม่ครั่นคร้ามไกลหรือใกล้ได้ทุุกที่
    ด้วยไม่อยากล้มลงที่ตรงนี้
    กำลังกายที่พอมีทุ่มเทไป

    ไม่อยากให้ใครเห็นว่าอ่อนแอ
    ยามท้อแท้ทุกข์ท่วมท้นทนไม่ไหว
    ปล่อยน้ำตา...มันไหลบ่าลงข้างในน
    อย่าได้หวังจะมีใครได้เห็นมัน

    เดินต่อไปจนแสนจะเหนื่อยล้า
    ในค่ำคืนไร้ดาราน่าหวาดหวั่น
    ไร้สรรพเสียงสำเนียง ไร้แสงจันทร์
    ดุจช่องว่างแห่งวารวันอันเลื่อนลอย

    มันอ้างว้างเกินก้าวย่างไปข้างหน้า
    มองดูเหมือนว่าความกล้าจะถดถอย
    แม้กลับไปไม่มีใครมานั่งคอย
    เจ็บมากน้อยไม่มีค่าสำหรับเธอ

    เพราะใจเจ็บจึงก้าวย่างไม่ยั้งหยุด
    ทางไม่สุดยังมุ่งไปได้เสมอ
    ไม่อยากย้อนคืนกลับไปให้พบเจอ
    ขอเธอเป็นฝันละเมอชั่วข้ามคืน

    เมื่อเดินไปจนสุดสิ้นถิ่นทางฝัน
    ยามเมื่อนั้นหวังเอาไว้ใจจะตื่น
    ทุกข์เศร้าเหงาเจ็บร้าวที่กล้ำกลืน
    ไม่ใช่สิ่งที่ยั่งยืนและคงนาน

    เมื่อนั้นฉันคงลืมเธอได้
    เจ็บแค่ไหนเพียงคืนวันที่ผันผ่าน
    เจ็บวันนี้จะกลายเป็นเช่นวันวาน
    แต่รอยแผลคงคู่กาลนานนิรันดร์

    ++++++++++++++++++++

    ตอบกระทู้ ยิ้ม นิดๆ 26 เม.ย. 47

    แบบมองโลกในแง่ดี:

    อยากแต่งโลกให้สวยด้วยรอยยิ้ม
    ให้เพริศพริ้มงามงดแลสดใส
    ยิ้มทั้งหน้า ยิ้มทั้งตา ยิ้มทั้งใจ
    ยิ้มละไมมาแต้มฝันให้วันวาร

    เพียงเธอยิ้ม โลกทั้งโลกเหมือนหยุดหมุน
    เพียงเธอยิ้ม ทางที่คุ้นเหมือนไม่เคยผ่าน
    เพียงเธอยิ้ม อยากอยู่ตรงนี้ให้นานนาน
    เพียงเธอยิ้ม ดอกไม้บานใจร้องเพลง

    ยิ้มอีกนิด เติมสีสันให้วันสวย
    ยิ้มอีกนิด ให้ฉันด้วยนะคนเก่ง
    ยิ้มอีกนิด นกน้อยร่วมบรรเลง
    ยิ้มอีกนิด จะไม่เกรงสิ่งใดใด

    ส่งยิ้มมา กับแววตาที่วับหวาน
    ส่งยิ้มมา ร่วมผสานความชิดใกล้
    ส่งยิ้มมา ความเหว่ว้ามลายไป
    ส่งยิ้มมา กับหัวใจให้ดีดี

    ถ้าเธอยิ้ม..ฉันจะแปลว่าไม่ว่า
    ถ้าเธอยิ้ม..ฉันจะกล้าไม่หลีกหนี
    ถ้าเธอยิ้ม..จะไม่ถอยเหมือนทุกที
    ถ้าเธอยิ้ม..คนคนนี้จะสู้ตาย

    ยิ้มอีกนิด ที่รัก ช่วยยิ้มหน่อย
    อย่าปล่อยให้ใจน้อย ๆ ลอยวับหาย
    เพียงรอยยิ้มเธอมีค่าไม่เสื่อมคลาย
    ยิ้มสุดท้ายมอบใจนี้ตีตราจอง

    มองโลกในแง่สีเทา:

    อยากแต่งให้โลกสวยด้วยรอยยิ้ม
    อยากลองลิ้มรสชาติความสดใส
    แต่ความทุกข์ระทมบ่มข้างใน
    มันเกินกว่าจะยิ้มได้ใจคร่ำครวญ

    ยิ้มก็ได้เพียงรอยยิ้มบนใบหน้า
    ในดวงตาแววชอกช้ำรอยกำสรวล
    ในดวงใจสับสนยิ่งสิ่งรบกวน
    ด้วยเหตุนี้จึ่งไม่ควรส่งยิ้มไป

    เพราะยิ้มนั้นจะแฝงไว้ด้วยใจหมอง
    ผิดครรลองเกินกว่าจะรับได้
    ไม่อยากยิ้มภายนอกชอกช้ำใน
    ปล่อยน้ำตาล้างฤทัยให้สิ้นตรม

    ขอเวลา...หลั่งน้ำตาเพียงสั้น ๆ
    คงสักวัน...จะไม่มีที่ขื่นขม
    คงสักวัน...คงได้ยิ้มให้โลกชม
    คงสักวัน...จะเลิกล้มความเศร้าใจ

    ในวันนั้นจะยิ้มให้เธอคนแรก
    ในวันนั้นทุกข์ที่แบกวางลงได้
    ในวันนั้นยิ้มให้เธอก่อนให้ใคร
    คงจะรู้ความนัยแฝงให้เธอ

    +++++++++++++++++++++

    ตอบกระทู้บทเพลงใต้แสงดาว

    ลำนำแสงดาว
    พร่างพราวบนฟ้า
    ลมหนาวพัดมา
    พาใจ...ว้าเหว่

    ผ่านหนาวผ่านร้อน
    แรมรอนร่อนเร่
    โซซัดโซเซ
    ไร้ผู้นำทาง

    ตามหาดวงใจ
    อยู่ในไพรกว้าง
    ความฝันเลือนลาง
    อ้างว้างลำเค็ญ

    โขดเขินสิงขร
    สาครฉ่ำเย็น
    มองหาไม่เห็น
    ดวงใจเจ้าเอย...

    ++++++++++++++++++++

    ตอบกระทู้นิทานจากทุ่งข้าว 16 มี.ค. 48

    แนวคิดจากความเชื่อคนกะเหรี่ยงบ้านดอกแดง อ.ฮอด เชียงใหม่
    ว่าข้าวพลีชีวิต 4 ครั้งให้คนมีอาหารกิน

    จากเมล็ดที่กล่อมเกลี้ยงเลี้ยงชีวิต
    ผลิผลิตใบยาวชาวต้นกล้า
    ลมพัดพลิ้วริ้วระลอกหยอกไปมา
    ครั้งที่หนึ่งผลาญชีวาพางอกงาม

    จากกล้าน้อยเจ้าค่อยค่อยเติบโตใหญ่
    สายลมชมชิดใกล้ใคร่ซักถาม
    'ครั้งที่สอง หรือรวงทองเจ้าแสนงาม'
    พลีชีวิตทั่วเขตคามยามต้องเคียว

    จากต้นข้าวกลายเป็นซากจากท้องทุ่ง
    เกษตรกรหมายมุ่งยุ่งเก็บเกี่ยว
    เสียงสีข้าว..ยะยอกร้าวเพียงครั้งเดียว
    'ซ่า ซ่า' เมล็ดเลี้ยวเที่ยวลงราง

    ให้ไปแล้วสามชีวิตไม่ผิดนัก
    ด้วยความรักชาวไทยใต้ฟ้ากว้าง
    'ยังหรอกยังไม่หยุดจนสุดทาง'
    ข้าวเอ่ยพลางปลิดปลงลงหม้อพลัน

    สละชีพครั้งที่สี่พลีให้เรา
    เพราะพวกเจ้าจึงอิ่มท้องครองสุขสันต์
    จะขอหวนทวนจดจำย้ำทุกวัน
    ข้าวมีคุณอนันต์ฉันไม่ลืม

    +++++++++++++++++++++

    ตอบกระทู้ปลูกดอกรัก 16 มี.ค. 48

    ใครหนอปลูกรักไว้ในใจฉัน
    นานหลายวันหลอกให้คอยปล่อยให้เฉา
    ขาดน้ำหล่อเลี้ยงเพียงทำเนา
    แต่พี่เจ้าทุ่มเทใจให้ต้นโน้น

    ปลูกไว้เสียหลายต้นคนเจ้าชู้
    อย่าให้รู้เดี๋ยวหญิงงามตามไปโค่น
    ตัดจริงๆไม่เล่นเน้นถึงโคน
    ลับมีดโกนไม่พลาดเตรียมฟาดฟัน

    ++++++++++++++++++++++

    ตอบกระทู้ ความจริงในใจที่มองไม่เห็น 16 มี.ค. 48

    ล้านถ้อยร้อยคำอยากพร่ำบอก
    ไม่เคยคิดลวงหลอกเธอดอกหนา
    หากยามเราได้พบแค่สบตา
    กลับเอ่ยได้เพียงว่าเป็นเพื่อนกัน

    ทรยศความรู้สึกลึกข้างใน
    ไม่กล้าจะบอกไปด้วยใจหวั่น
    ขอเพียงเก็บรอยยิ้มพิมพ์ภาพฝัน
    มาแต่งแต้มคืนวันอันยาวนาน

    อยากหยุดเวลาไว้ตรงนี้
    อยากหยุดเสี้ยวนาทีที่พ้นผ่าน
    อยากเก็บภาพเก่าเก่าเงาวันวาน
    มาแต่งเติมความหวานให้ดวงใจ

    ให้ลืมไปว่าในวันนี้
    เธอมีเขาสนิทแนบชิดใกล้
    แต่ฉันยังอยู่ตรงนี้ไม่มีใคร
    เพราะข้างในมันยังพร่ำย้ำ 'รักเธอ'

    ++++++++++++++++++++++++

    โอยยาว...จะมีใครหลงผิดมาอ่านไหมเนี่ย

     

    May 10

    เหนื่อย....

    o อีกนานไหม..
    หัวใจถึงจะหยุดวิ่ง
    กลับมาสู่โลกแห่งความจริง
    หยุดทุกสิ่ง...ทิ้งความเมื่อยล้า

    o อีกนานไหม...
    หัวใจจะหยุดค้นหา
    เลิกเดินทางย้อนกาลเวลา
    เลิกไขว่คว้าสิ่งที่มาไม่ถึง

    o อีกนานไหม...
    หัวใจจะพ้นจากการฉีกทิ้ง
    พ้นจากพันธนาการที่รัดรึง
    รู้ซึ้ง...ความเหนื่อยอ่อนเสียที

    o อีกนานไหม...
    หัวใจจะหยุดถอยหนี
    ยอมรับสิ่งที่ตนมี
    เลิกฝัน อย่างนี้...หลอกตัวเอง

    เหนื่อยเฉย ๆ เลยแต่งกลอนเล่น ๆ ไม่มีความหมายอะไรค่ะ

     

    May 08

    Twilight

     เอากลอนเก่าๆที่เคยแต่งไว้มาสร้างอารมณ์สุนทรีย์ดีหว่า วันนี้ฟ้าใส...อยากไปดูดวงอาทิตย์ตกจัง เพราะเราเป้นคนชอบยามฟ้าไล่สีจากม่วง คราม ไปถึงชมพูอมส้มที่เป็นแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์

     น่าเศร้าที่ต้องมานั่งแหงกอ่านหนังสือสอบอย่างนี้ โฮ...

    Beneath the last gleams of daylight,

    I wish I had someone to hold me tight,

    Sadly there is no one here but me,

    That is what it’s really meant to be

     

    Beneath the burning afternoon light,

    The only eye of the day melts down my might,

    So lonesome, like getting lost in the crowd.

    Would you help me? Or would you let me drown?

     

    Beneath the dimming light of the night,

    I wish there was a flame glowing inside,

    To warm me up and give me cheers,

    But all that I have is drops of tears….