sasitsaya's profile:::::: Yim's Corner ::::...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
|
January 09 เสียงกระซิบจากน้ำค้างแข็งแสงแรกของวันทาทาบอาบขอบฟ้าที่ทิศตะวันออก แสงที่งดงาม และคงจะเป็นที่เฝ้ารอของหลายๆ คน แล้วฉันจะอยู่เพื่ออะไร คุณเคยเห็นน้ำค้างแข็งอย่างฉันไหม... เมื่อฟ้าเป็นสีฟ้า วันใดที่ท้องฟ้าเป็นสีเทา หม่นเศร้า แต่ฉันจะเป็นที่ต้องการจริงๆ ของใครไหมนะ ฉันเกิดขึ้น...และอยู่ได้ด้วยความหนาวเย็น ฉันอยู่คู่กับความหนาวเย็นอย่างนี้ หรือฉันจะเป็นเพียงสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้น...และดับไป เป็นเพียงสิ่ง "จรรโลงตา" ชั่วคราว แต่ไม่เคยมีโอกาสได้ "จรรโลงใจ" ของใครๆ ประกายแดดสีทองอาบไล้ทั่วท้องทุ่งอีกแล้ว กลับมาพร้อมกับสายลมอุ่นของฤดูใบไม้ผลิ... อา... ฉันคงต้องจากไปอีกแล้วสินะ จะมีประโยชน์อะไรที่พร่ำร้อง
นี่คือชีวิตของฉัน...น้ำค้างแข็ง
ป.ล. ขอติดคำบรรยายทริปไปสวิสไว้ก่อนนะจ๊ะ เกือบเสร็จละ October 26 บทเพลงฤดูใบไม้ร่วงสายพิรุณที่หลั่งหลากเป็นฉากหนา
ดุจจะบอกว่าถึงคราฟ้าร้องไห้
หยาดน้ำตาที่ไหลกลับไปท่วมใจ
คงไม่มีผู้ใดจะได้ยล
ลมวสันต์กรรโชกโบกแรงกล้า
ใบไม้หล่นบนผืนหญ้าใต้ม่านฝน
คงไม่ต่างจากชีวิตของชาวชน
มีเริ่มต้น มีลาลับ แตกดับไป
ความหนาวเย็นชำแรกแทรกรากหญ้า
รอเวลา...ความอบอุ่นหมุนมาใหม่
สายลมแห่งคิมหันต์...อยู่ที่ใด
ปรารถนาเกินสิ่งใด...ในโลกนี้
อีกไม่นาน...ใบไม้หล่นจนหมดก้าน
สายลมเยือกเย็นสะท้านผ่านทุกที่
แทรกอณูประตูใจไม่เหลือดี
ให้รู้ว่า..ข้านี้ไม่มีรัก
ใจทั้งดวง...ถูกห่อหุ้มด้วยน้ำแข็ง
หากใช้แรงแกร่งกล้ามาหาญหัก
น้ำแข็งแตก...ก้อนเนื้อนุ่มคงช้ำนัก
คงเจ็บหนัก เจียนด่าวดิ้นสิ้นชีวา
จึงปล่อยให้ ใจคงอยู่ไร้คู่เคียง
ในห้วงไร้สรรพสำเนียงเสียงหรรษา
ดุจเดินทางในทุ่งร้างอย่างเอกา
ภายใต้ฟ้าที่โปรยปรายสายพิรุณ
เหอๆ จริงๆ มันคืออารมณ์ของคำว่า ฟ้าปรายฝน อ่ะนะคะ
April 11 อีกเสี้ยวของอารมณ์
จริง ๆ แล้วก็ไม่ได้อะไรมากมายขนาดในกลอนหรอก เพียงแต่ว่าต้องการเบนสมาธิไปทำเรื่องอื่นเฉย ๆ ก็เพื่อนสาวที่นอนอาบแดดอยู่ข้าง ๆ อ่ะดิ เล่นถอดเสื้อโชว์ชุดบิกินี่วาบหวาม นอนหลับตาพริ้ม.....อยู่ข้างตัว เอ่อ...ถึงจะเป็นผู้หญิง แต่เราก็หวิวได้เหมือนกันนะจ๊า....อิอิ ไม่อยากมอง ๆ
กลอนบทนี้ไม่ค่อยเพราะหรอก มีทั้งคำซ้ำ คำอะไรมากมาย แต่อย่างน้อยก็เป็นอีกเสี้ยวหนึ่งของอารมณ์เราในขณะนั้น ซึ่งควรจะบันทึกเอาไว้ วันหน้ามาอ่านจะได้รู้ว่าตอนนั้นรู้สึกยังไง คิดอะไรอยู่ ทำอะไร (ก็กำลังบ้าน่ะสิ ถามได้
รักเอย...รักหวาน เหมือนน้ำตาลซ่านลิ้นแล้วสิ้นหาย อาบหัวใจด้วยไฟฝันอันเลื่อมลาย ความหวานคลาย..ความฝันคล้ายจะเลือนลาง
รักเอย..รักลอยตามลม จะเปี่ยมทุกข์หรือสุขสมก็ไกลห่าง อนาคตอันสดใสใยอ้างว้าง ภาพอดีตสีจาง..ร้างผู้คน
จะวันนี้ พรุ่งนี้ หรือที่ไหน ในหัวใจคงไร้สุข ทุกแห่งหน ธารอารมณ์อันเชี่ยวกรากและหลากวน ดุจสายฝนที่หลั่งล้นจากนัยน์ตา
จะโทษใครในโลกนี้ทั้งโลก ก็มิอาจลบความโศกในใจข้า ยินเสียงลม แว่วสำเนียงเพียงเอกา แผ่วกระซิบกับยอดหญ้าพาคร่ำครวญ
คนคนนั้นอยู่ที่ไหนยังไร้เงา สิ่งที่มีคือความเศร้าเคล้ากำสรวล หัวใจ...ยังเตร็ดเตร่ เที่ยวเรรวน เมื่อไหร่ เจ้าจะหวนทวนย้อนคืน
จากนี้...จะชอกช้ำสักเพียงไหน ไม่ร้องไห้ พร่ำวอนถอนสะอื้น ชินชาแล้ว กับการต้องกล้ำกลืน ฝันหรือตื่น ร้อนหรือหนาว..ร้าวพอกัน
หากโลกนี้มีเพียงสีขาวดำ ความชอกช้ำไม่อาจเพิ่มเติมสีสัน หวังมีใครมาแต้มสีให้วารวัน ก่อนไฟฝันจะดับมอดไม่เหลือดี
เปลวแห่งรักที่เคยลุกโชติช่วง ในยามนี้เหลือเพียงดวงเล็กริบหรี่ ยังเฝ้ารอแสงทองส่องวิถี รอดวงตา...แห่งราตรีที่หมายปอง
แต่งต่อไม่ได้แล้วแฮะ เอิ๊ก... ช่วงนี้สมองส่วนอารมณ์กวีตันมาก ๆ ใครแวะเข้ามาช่วยแต่งต่อให้ฟังดูจบๆ ก็ดีนะคะ หรือไม่ก็...วันหลังจะแวะเข้ามากระเทาะสนิมแล้วแต่งต่อละกัน
วันนี้ บ๊าย บาย
February 27 เพลงฝัน...วันฟ้าใสอยู่ดี ๆ ก็นึกถึงกลอนที่เคยแต่ง ที่กะจะเอาลงนิยาย
ที่พลิกคืนฟื้นวันให้สดใส
บทเพลงจากใจ...สื่อถึงใจ
มิเคยเผยแก่ใคร...ให้เพียงเธอ
Can you hear the music of my heart?
It comes from the deepest part of my soul.
The song I've never sung to anyone,
The song where my deepest feelings grow.
(ตอนนี้ท่าทางจะได้เป็นเรื่องที่ 6)
จนแล้วจนรอด นิยายเรื่องนั้น ก็ยังไม่เกิดขึ้นมา อิอิ
เพราะว่าดันไปเริ่มเขียนอย่างอื่นก่อน แล้วก็ค้างมาจนทุกวันนี้
โครงเรื่องคือ
นางเอกชื่อ 'เพลงฝัน' เป็นครูสอนเปียโน
พระเอก (ยังไม่มีชื่อ) เป็นเจ้าของ fitness กะนอนกินเงินปันผล (ช่วยไม่ได้ที่จะโดนแขวะบ่อยๆ ว่าขี้เกียจ)
หลานสาวพระเอกเรียนเปียโน (พระเอกไม่ค่อยสนับสนุน บอกว่าเสียเวลาเรียนหนังสือ)
หลานชายนางเอกกำลังมองหาต้นแบบของ 'พ่อ' มาเติมเต็มสิ่งที่ขาดหาย
เรื่องวุ่นวายของเด็ก ๆ ต่างครอ[ครัว ต่างการเลี้ยงดู ที่ต่างก็มีจุดร่วมคือ ความรักในเสียงดนตรี
แรงกดดันจากคนภายนอกที่มองว่าอาชีพครูสอนเปียโนเป็นอะไรที่ไม่แน่นอน
ที่มา: ประสบการณ์ที่คลุกคลีกะครูสอนเปียโนมาเป็น 10 ปี (คลุกคลีกะครูนะจ๊ะ ไม่ใช่กะเปียโน อิอิ ฝีมือตอนนี้เลยลดลงเรื่อย ๆน่าเศร้าใจ T_T )
กลอนข้างบนนี้กะจะเอาไว้ใช้ในฉากบอกรัก
ก็เลยคิดถึงเพลง 'สักวันหนึ่ง' ขึ้นมา
คิด ๆ ว่าจะเอาไปประกอบเรื่องดีไหมหนอ...
ไม่รู้ว่านานแค่ไหน ที่ฉันต้องทนกับทุกสิ่ง ปิดบังความจริงในใจทุกๆอย่าง
ทุกครั้งที่เราพบกัน ทุกครั้งที่เธอหันมา ที่ฉันเฉยๆ รู้ไหมฉันฝืนแค่ไหน แต่ฉันไม่อาจ จะเปิดเผยใจ ออกไปให้ใครได้รู้
แต่ส่วนลึกข้างในยังไม่กล้า ที่ฉันเฉยๆ รู้ไหมฉันฝืนแค่ไหน
ได้ยินไหม หัวใจฉัน มันกำลังบอกรักๆเธออยู่ แต่ฉันไม่อาจ จะเปิดเผยใจ ออกไปให้ใครได้รู้
ได้ยินไหม หัวใจฉัน ยังคอยอยู่ตรงนั้น รอให้เธอเปิดดู และหวังเพียงแค่เธอรู้ สักวันหนึ่ง
ได้ยินไหม หัวใจฉัน มันกำลังบอกรักๆเธออยู่ แต่ฉันไม่อาจ จะเปิดเผยใจ ออกไปให้ใครได้รู้
ได้ยินไหม หัวใจฉัน ยังคอยอยู่ตรงนั้น รอให้เธอเปิดดู และหวังเพียงเธอจะรู้ ว่าคนๆนี้รักเธออยู่ ยังไงขอให้เธอรู้ สักวันหนึ่ง
ฟังได้ที่ http://www.ethaimusic.com/lyrics/166.htm นะคะ
คนเขียนฟังแล้ว
- อยากเขียนนิยาย T_T
- อยากเล่นเปียโน T_T
ตอนนี้ทำได้แค่กอดกระเป๋าน้ำร้อนค่ะ
ไม่เกี่ยวอะไรกะเพลงหรอก แต่มันหนาว บรื๋อ ๆ
October 17 Lady of Shalott....Where are you??(มีคนบอกว่าลงมาหลายวันแล้ว แต่เราเพิ่งเห็นวันนี้วันแรกนี่หว่า ทุกครั้งมันคงไม่รอดมาถึง เก้าโมงเช้ามั้ง)
ได้บรรยากาศเหงา ๆ เศร้าๆไปอีกแบบ... พอเศร้าแล้วก็เริ่มคิดถึงเรื่องเศร้าๆ
แล้วอยูดีๆ คิดถึงผู้หญิงคนหนึ่ง... หรือว่าไม่ใช่คนก็ไม่รู้ เพราะเธอคือ Lady of Shalott (จะว่าไปแล้วก็คิดถึงมานานแล้วล่ะ ตั้งแต่หารูปไม่เจอ แต่ว่า...วันนี้คิดถึงรุนแรง)
รูป Lady of Shalott ของ Waterhouse หายไปตอนแพคของ....แง... (จริง ๆ shisha pipe ก็หาย แต่ว่าอันนั้นไม่เสียดายเท่า ว่าจะเลิกสูบแล้วเหมือนกัน หรือไม่ก็ไปนั่งตาม turkish pub หรือสูบบ้านเพื่อนก็ยังได้)
แต่รูปภาพนี่น่ะสิ รูปที่เราชอบมาก เพราะมัน..ให้อารมณ์ลึกซึ้งอย่างบอกไม่ถูก สีหน้า และแววตาของผู้หญิงในรูป ใช่เลย... ฮือ ๆ จะไป Tate Gallery จะไปซื้อใหม่ มีใครอยากไปมั่งคะ (ประกาศหาคนไปด้วยนั่นเอง)
On either side the river lie
งามท้องทุ่งสองข้างทางสายธาร ดุจอาภรณ์ภิภพผ่านจรดฟ้า ยังวิถีสู่ “คาเมลอต”นครา เหล่าประชาคล่ำคลาพาสัญจร ห่างจากความสับสนแห่งฝูงชน สายลมบน..โบกมาลีที่พลิ้วร่อน ยัง “ชาลอต” อยู่อ้างว้างกลางสาคร มิไกลเกินต้องแรมรอนอ่อนกำลัง
Willows whiten, aspens quiver,
By the margin, willow veil'd,
ผิวนทีไหวระริ้วพลิ้วระลอก ดุจพร่ำบอกหยอกเย้ากระเซ้าฝั่ง แดดทองทาบอาบปราการตระหง่านยัง เคหาหรือที่จำขังมิอาจรู้... แนบสงบหลบซ่อนหลังม่านไม้ ดุจหลับไหล..ในถิ่นนี้ที่ตั้งอยู่ ยัง “เลดี้แห่งชาลอต” ยอดพธู เพียงโฉมตรูคู่ปราสาทปราศผู้คน เรือน้อยใหญ่ลอยล่องท่องสายธาร จนเจนห้วยละหานทุกแห่งหน หาไม่มีผู้ใดได้ยินยล ทั่วสกลดุจไร้นามของทรามวัย
ถ้ามีอารมณ์จะไปวันพุธนี้แหละ คอยข้าพเจ้าก่อนนะ Lady of Shalott June 03 กลอนเก่า ๆ
+++++++++++++++++++
จิตมนุษย์ ยากแท้จะหยั่งถึง +++++++++++++++++++
ถ้าผู้หญิงประวิงเวลาเพียงนิดหน่อย +++++++++++++++++++++++
ไม่เอ่ยบอกไม่ได้แปลว่าไม่รัก +++++++++++++++++++++
เมื่ออกหักบทที่หนึ่ง ++++++++++++++++++
บทกวีบทนี้ไม่ว่างเปล่า ++++++++++++++++++++
จ้องมองไปข้างหน้าด้วยตาพร่าง ไม่ได้อกหักตอนเขียนนะ แค่ตอบกระทู้ชาวบ้านเขา ++++++++++++++++++++
อยากจะไปให้ไกลสุดโลกหล้า ++++++++++++++++++++
แบบมองโลกในแง่ดี: อยากแต่งโลกให้สวยด้วยรอยยิ้ม มองโลกในแง่สีเทา: อยากแต่งให้โลกสวยด้วยรอยยิ้ม +++++++++++++++++++++
ลำนำแสงดาว ++++++++++++++++++++
แนวคิดจากความเชื่อคนกะเหรี่ยงบ้านดอกแดง อ.ฮอด เชียงใหม่ จากเมล็ดที่กล่อมเกลี้ยงเลี้ยงชีวิต +++++++++++++++++++++
ใครหนอปลูกรักไว้ในใจฉัน ปลูกไว้เสียหลายต้นคนเจ้าชู้ ++++++++++++++++++++++
ล้านถ้อยร้อยคำอยากพร่ำบอก ++++++++++++++++++++++++ โอยยาว...จะมีใครหลงผิดมาอ่านไหมเนี่ย
May 10 เหนื่อย....o อีกนานไหม.. o อีกนานไหม... o อีกนานไหม... o อีกนานไหม... เหนื่อยเฉย ๆ เลยแต่งกลอนเล่น ๆ ไม่มีความหมายอะไรค่ะ
May 08 Twilight
Beneath the last gleams of daylight, I wish I had someone to hold me tight, Sadly there is no one here but me, That is what it’s really meant to be
Beneath the burning afternoon light, The only eye of the day melts down my might, So lonesome, like getting lost in the crowd. Would you help me? Or would you let me drown?
Beneath the dimming light of the night, I wish there was a flame glowing inside, To warm me up and give me cheers, But all that I have is drops of tears….
|
|
|