sasitsaya's profile:::::: Yim's Corner ::::...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    January 14

    สวิตเซอร์แลนด์...แดนหมอกห้อมล้อมเทือกเขา

    สวิตเซอร์แลนด์..แดนหมอกห้อมล้อมเทือกเขา

     

    สวัสดีค่ะ ชาวชมรมคนโสดแสนสุข...ช่วงนี้เป็นช่วงปีใหม่ มีวันหยุดยาวประธานเลยมีโอกาสได้มาทำสาส์นส่งหาสมาชิกอีกครั้งนะคะ วันนี้ประธานสัญญาว่าจะไม่ค่อนแคะหรือแอบกัดใครให้ต้องมากินแหนงแคลงใจ เพราะว่า ความตั้งใจของประธานก็คือการสรรสร้างงานเขียนที่มีสาระแก่ผู้อ่าน ดังนั้น...ประธานเลยคิดว่าประธานจะทำสารคดีท่องเที่ยวค่ะ สารคดีท่องเที่ยวใสๆ บริสุทธิ์ ไม่มีโรมงซ์ โรแมนซ์เจือปนเล้ยยยย (ก็จะมีได้ยังไงล่ะคะ ฮ่าๆ ๆ ๆ ก็นโยบายหลักของชมรมคนโสดแสนสุขก็คือชี้ทางสว่างให้พวกที่ตาบอดเพราะความรักได้เห็นสัจธรรมว่า รักใดประเสริฐเท่ารักจากบุพการีและกัลยาณมิตรนั้นไม่มี ดังนั้น...ประธานจึงจงใจทำให้เป็นสารคดีปลอดเรื่องรักเพราะว่ามันเป็นทริปที่ประเทืองปัญญา เต็มไปด้วยความรู้อัดแน่นนี่คะ) อ้า....สมาชิกอย่าเพิ่งอ้าปากหวอทำท่าเหมือนจะไม่เชื่อแบบนั้น ถึงจะดูบ้าๆ บอๆ หน่อยๆ แต่ประธานที่รักของสมาชิกทั้งหลายก็ทำประโยชน์แก่สังคมได้ ไม่เหมือนพวกที่ชอบก่อความวุ่นวายวางระเบิดที่โน่นที่นี่ให้ปีใหม่ 2550 นี้ต้องวุ่นวาย สาวน้อยน่ารักอย่างประธานคงไม่มีอำนาจใดที่จะไประงับวินาศกรรมเหล่านั้นได้...แต่ประธานสาปแช่งได้ค่ะ ถึงไม่มีพริก ไม่มีเกลือมาเผาก็ขอให้ตัวการของความวุ่นวายครั้งนี้ไร้ซึ่งแผ่นดินจะเหยียบ และถ้ายังไม่หยุดอีกก็ขอให้จบชีวิตด้วยวิธีที่ร้ายแรงยิ่งกว่าธรณีสูบ  ถ้าเป็นผู้ชายก็ขอให้โดนไม้ป่าเดียวกันรุมกระทำชำเรา (ตายๆ ชักจะติดเรต ไม่ดีๆ เดี๋ยวเยาวชนอ่านไม่ได้)

     

    เอาล่ะ มาเข้าเนื้อกันเลยดีกว่า...เมื่อประธานตั้งใจแล้วว่าจะทำสารคดีท่องเที่ยวประธานก็เลยแปลงกายเป็นแมลงซ่อนเร้นไปในกระเป๋าเดินทางของนักศึกษาจากประเทศกลุ่มหนึ่ง ซึ่งกำลังจะเดินทางไปประเทศสวิตเซอร์แลนด์ค่ะ เอ...จะบอกชื่อดีมั้ยเนี่ย...บอกเป็นนามสมมติก็แล้วกันนะคะ ประธานสมมติว่าสามสาวในทริปนี้ชื่อ ยิ้ม ส้ม และ นก ก็แล้วกัน (ไม่รู้จะเรียกว่า สาวๆ ดีหรือเปล่านะคะ ท่าทางดูขี้บ่นอย่างนี้...เรียกป้าท่าทางจะดีกว่า) ส่วนสองหนุ่ม หนึ่งไทย หนึ่งจีนที่ (หลวมตัว) มาร่วมทริปกับพวกป้าๆ ขี้บ่นพวกนี้ ขอสมมติว่าชื่อเม่นกับเจอรี่ และฝ่ายเจ้าบ้านที่รอรับพวกเราอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ มีนามสมมติว่านิกค่ะ

     

    ประธานจะเขียนอย่างรวบรัดนิดหนึ่ง และใช้รูปประกอบไม่เยอะเท่าไหร่ ถ้าอยากดูเต็มๆ ก็เข้าไปดูอัลบั้มเต็มๆ ที่อยู่ติดๆ กันนี่ก็แล้วกัน ตอนแรกประธานตั้งใจจะเขียนเป็นวันๆ เหมือนไดอารี่ แต่ว่ามันคงจะย้อนไปย้อนมาชวนเวียนหัว เลยรวบยอดเอามาเขียนเป็นเมืองๆ ไปเลยดีกว่า ว่าเมืองไหนมีอะไรบ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขอแจ้งผู้อ่านไว้ก่อนนะคะ ว่าสมาชิกกรุปทัวร์กรุปนั้นพักที่บ้านของนิกที่โลซานค่ะ (แหม่...โชคดีจริงๆ เลยโชคดีนะป้าๆ และหนุ่มๆ ทั้งหลาย) แล้วทริปส่วนมากก็จะเป็น day trip ยกเว้นทริปที่ไปเมือง Chur เมืองน้ำแข็งพันปี (หมายถึงเมืองที่มีน้ำแข็งชั่วนาตาปีน่ะค่ะ)

     

    Aigle & Montreux (20-12-06)

     

    ขอข้ามโลซานไปเล่าเรื่องเมืองอื่นๆ ก็แล้วกันนะคะ เพราะว่าอะไรที่อยู่ใกล้ตัวมักจะได้รับการมองข้ามเสมอใช่มั้ยล่ะ กับคนพวกนี้ก็เหมือนกันล่ะ...เลยเดินทางไปเมือง Aigle (อ่านว่า แอ๊ก) และ Montreux (มอง-เทรอ) กันก่อน จากการแอบฟังท่านนิก ไกด์กิตติมศักดิ์ ที่เป็นนักเปียโนมืออันดับต้นๆ ของประเทศไทย ประธานจับใจความได้ว่า Aigle เป็นเมืองเล็กๆ ที่น่าจะมีชื่อเสียงในด้านการทำไวน์ และไวน์ดีๆ ที่นี่ราคาหลายสิบฟรังก์เลยทีเดียว คงจะเป็นเมืองที่ต้องคนท้องถิ่นเท่านั้นถึงจะรู้จริงๆ นะ เพราะว่าเปิดหาใน Lonely Planet ยังไม่เจอเลย

     

    มองเห็นปราสาทอยู่ลิบๆ ข้างหน้านี้คือ Vinyard สวนองุ่นทำไวน์นะค้า

    นี่อ่ะค่ะ ปราสาท หน้าต่างเล็กๆ ดูตันๆ 

     

    เมื่อไปถึงก็พบว่า...อ้าว ปราสาทมันปิดนี่นา แต่สมาชิกทัวร์ก็ไม่เห็นจะว่าอะไร (อาจจะเพราะ 1.เกรงใจไกด์  2.มัวแต่ถ่ายรูปเพลิน เลือกเชื่อถือเหตุผลข้อ 1 และ 2 ได้ตามใจชอบ) ต้องรอให้เจ้าบ้านเตือนอีกครั้ง ปราสาทมันปิดนะเหล่าป้าๆ ถึงจะเริ่มรู้สึกตัว เริ่มมีปฏิกิริยาตอบรับ อ้าว ปิดเหรอ

     

    ตกลง...ปิดหรือไม่ปิดก็ไม่เป็นไร (ได้ถ่ายรูปแล้วนี่ ไม่แตกต่างกันหรอก) เข้าพิพิธภัณฑ์ไม่ได้ ก็ไปขึ้นป้อมปราการรอบๆ ปราสาทแทน ท่านนิกก็บอกอีกว่า กำแพงที่มันดูตัน ๆ มีหน้าต่างอันกระจิ๊ดดดดด เดียวนี่แหละ ให้ผลทางด้านยุทธศาสตร์ชะงัดนัก เพราะว่าศัตรูโจมตียาก แต่ฝ่ายที่อยู่ข้างในยิงธนูออกไปจากรูพวกนี้ได้ง่ายนิ๊ดดดเดียว  ก็จริงของเขาเนอะ จะเน้น ‘Form’ ไปทำไม ในเมื่อมันก็มีประโยชน์ด้าน ‘Function’ ขนาดนี้ ประธานเลยอยากจะเตือนคุณหนูสาวๆ นะคะ ว่าถ้าเลือกแต่หนุ่มรูปหล่อ ได้คนบ่มิไก๊ ไร้น้ำยา หยิบหย่งเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อขึ้นมาจะหาว่าไม่เตือนนะจ๊ะ อีกประการหนึ่งคือ ผู้อ่านคะ...ประธานว่าศิลปะแบบสวิสที่มันดูแข็งๆ อยู่เหมือนกันนะ เหมือนเอาอิฐ ปูนมาฉาบๆ เน้นความเรียบแต่หนัก ดูมีเสน่ห์แปลกๆ ไปอีกแบบ ประธานอยากรู้จังเลยนะคะ ว่าผู้ชายสวิสจะเป็นแบบนี้หรือเปล่า หุหุ ดูเข้มแข็งๆ แต่ดึงดูดใจ (ยังไม่มีโอกาสพิสูจน์ค่ะ เลยตอบไม่ได้)

     

    แล้วคณะทัวร์ก็นั่งรถไฟกลับมาเมือง Montreux ป้ายิ้มบ่นพึมๆ ว่าทำไมมันดูคุ้นๆ ที่แท้ป้าแกก็เคยมาแล้วนี่เอง คนแก่ก็อย่างนี้แหละ มาแล้วแต่ว่าดันจำชื่อเมืองไม่ได้ นี่ยังดีนะ...ว่าจำชื่อปราสาทได้ เลยพอจะนึกออกมาเคยมาแล้ว เป็นอุทาหรณ์นะคะ เด็กๆ ว่าการเขียนไดอารี่เนี่ยก็มีประโยชน์นะ อะไรจะสามารถยืนยันได้ล่ะ ว่าแก่ตัวมาความจำคุณจะยังแจ่มแจ๋วเหมือนสมัยยามเยาว์วัย

     

    ปราสาทนี้ชื่อ Châteaux de Chillon นะคะ อยู่ห่างจากสถานีรถไฟออกไป 3 กิโลเมตร “3 กิโลเมตรเอง เด็กๆ ใครๆ ก็พูดอย่างนั้น และมันก็ควรจะเป็นอย่างนั้น แต่ทว่า...แชะ แชะ แชะ...เสียงลั่นชัตเตอร์ดังไปตลอดทางเลยค่ะ คุณผู้อ่าน กว่าจะไปถึงปราสาทได้ก็บ่ายแก่ๆ ปราสาทเจียนจะปิดอยู่แล้ว โชคยังดีที่เขานับเวลาเข้า ไม่ได้กำหนดเวลาออก คณะทัวร์คณะนี้เลยเอ้อระเหยอยู่ข้างในได้อีกนาน

     

     

    นี่ค่ะ รูปสมาชิกทั้งหลาย เม่นหายไป แปลว่าเป็นคนถ่าย ลิบๆ ข้างหลังโน้นนน คือปราสาทที่บอกนะคะ

    ประธานว่า...จุดที่ประธานชอบที่สุดในปราสาทนี้นะคะ คือห้องขังนักโทษใต้ดินน่ะค่ะ มันมืดๆ ทึมๆ หนาวๆ เย็นๆ แต่มีแสงสว่างส่องลอดเข้ามาจากหน้าต่างที่มีลูกกรงแน่นหนา มันเหมือนกับว่า...ในความท้อแท้ หดหู่ เหนื่อยยาก ก็ยังมีแสงเรืองๆ แห่งความหวังเสมอ แล้ววันหนึ่ง...เราก็จะหลุดออกจากพันธนาการที่กำลังรัดรึงเอาไว้ ทั้งทางกาย...และทางจิตใจ ณ ที่นั้น...ที่ที่ผืนฟ้าและแผ่นน้ำหลอมรวมเป็นหนึ่ง (เอ่อ...Welcome to Romantic mode ของประธานนะคะ)

    ป้ายิ้ม...มองอะไร..

     

    พอตกเย็นก็เดินกลับ...เขาว่ากันว่าขากลับมักจะดูเร็วว่าขามาเสมอเพราะว่าคุ้นเคยกับทางแล้ว ก็มีส่วนถูกนะคะ แต่ประธานว่า...สำหรับคณะนี้ มันเร็วเพราะว่าฟ้ามืดค่ะ ฟ้ามืดเลยถ่ายรูปไม่ (ค่อย) ได้ ก็เลยเดินได้ค่อนข้างเร็ว แหะๆ

    ระหว่างทางกลับก็มีคาสิโนค่ะ อูยยย ประธานไม่อยากเขียนเล่าเลย ผู้ปกครองกรุณาอยู่กับเยาวชนตอนอ่านด้วยนะคะ จะได้มีคนดูแลและคอยเหนี่ยวรั้ง เผื่อเห็นตากลมๆ ของเด็กจะกระตุ้นความรู้สึกผิดชอบได้ ผีพนันไม่เข้าใครออกใครจริงๆ วันนี้สมาชิกอันได้แก่ท่านนิกเจ้าบ้าน ลูลู่ เพื่อนท่านนิก (นามสมมติเหมือนกัน :P) และนายเจอรี่ได้ทดลองเล่นสลอธแมชชีนกัน ก็มีทั้งได้ๆ เสียๆ ไปตามเรื่อง เจอรี่โชคดีหน่อยได้มา 100 ฟรังก์ ลงทุนไป 50 ยังได้กำไร! ดีนะที่พี่ท่านหยุดได้ ถ้าหน้ามืดเล่นต่อไปอาจจะเสียจนหมด เพราะคิดว่าจะได้ๆ ๆ  และนั่นก็คือความน่ากลัวของการพนัน (ประธานไม่ค่อยจะมีความรู้สึกนั้นหรอก เล่นทีไรเสียหมดทุกที -_- จำเขาบอกๆ มา)

     

    หลังจากเล่นคาสิโนแล้วก็มีกิจกรรมเอาใจผู้ใหญ่หัวใจเด็ก ชิงช้าสวรรค์นั่นเอง ประธานเคยไปนั่งที่เคมบริดจ์ รู้สึกมันจะวนอยู่ 2 รอบแล้วลง ที่นี่เราได้ขึ้นๆ ลงๆ ประมาณ 5 รอบในราคา 5 ฟรังค์  ก็โอเคนะ...วิวสวย โรแมนติกดีด้วย มองเห็นทั้งดาวบนฟ้าและดาวบนดิน (แสงไฟริมทะเลสาบ) เออ...สมาชิกท่านไหนได้มาอยู่ตรงนี้ต้องอยากออกจากชมรมคนโสดแสนสุขแน่ๆ (แต่แอบได้ยินป้ายิ้มบ่นว่าหิวข้าว อารมณ์โรแมนติกเลยไม่บังเกิด เหอๆ ๆ ดีมาก เป็นสมาชิกที่ซื่อสัตย์จริงๆ อย่างนี้สงสัยจะได้อยู่ประดับชมรมอีกนาน)

     

    อาหารเย็นวันนี้คือ อาหารจาก Christmas Market อาหารพื้นเมืองแบบสวิสแท้ๆ ดีๆ ๆ ๆ ได้สัมผัสรสชาติอาหารแบบแปลกๆ แต่กว่าสมาชิกทัวร์จะซื้อได้ก็ต้องพูดภาษาฝรั่งเศสจนเมื่อยมือ...แหงสิ ชี้โบ๊ชี้เบ๊ไงคะท่านผู้อ่าน พูดภาษาเขาก็ไม่ได้ ก็ต้องพูดปะกิดปนภาษามือเยี่ยงนี้แหละ ระบบที่นี่หรือก็แปลก ต้องดูว่าอยากซื้ออะไรแล้วก็ไปซื้อคูปองมาให้ราคาพอดี แล้วค่อยกลับคูปองไปยื่น เออ...ยังโชคดีนะ ที่ได้กินกัน ตัวอย่างอาหารก็เช่นไส้กรอก, Leek ดอง, สตูว์ไก่ใส่ครีม (ดูคล้ายๆ แกงอินเดีย) และ Rosti ซึ่งเป็นมันฝรั่งเส้นๆ ผัดกับชีส (ได้ข่าวว่าร้าน Betty’s ที่ยอร์คจานนึงราคาแตะ 10 ปอนด์) บรรยากาศของตลาดคริสต์มาสนี่...น่ารักมากเลยค่ะ ถ้าประธานเป็นนักเขียนนิยายรัก...ประธานจะเขียนให้คู่รักมางอนง้อกันแถวๆ นี้ เพราะมีทั้งร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ชิงช้าสวรรค์ ทะเลสาบ แสงไฟ ภูเขา ปราสาท ครบเซ็ต อ้า...แต่ว่าช่วงนี้อารมณ์อยากเขียนเรื่องแนวฆาตรกโรคจิตน่ะ เลยมองข้ามความสวยงามไปหน่อย

     

    จบแล้วค่ะสำหรับเมืองนี้

     

     

    Bern-Basel-Neuchatel (21/22-12-06)

     

    เที่ยวสามเมืองในหนึ่งวันเลยเหรอ!! ต้องมีคนตกใจแน่ๆ เลย หุ หุ หุ ประธานยังไม่เฉลยตอนนี้หรอก อ่านต่อไปเรื่อยๆ สิ แล้วคุณจะค้นพบว่า...คณะทัวร์คณะต้องเผชิญกับอะไรบ้าง

     

    นิกเคยบอกเอาไว้แล้วในวันแรกว่า เราพูดได้แต่ภาษาฝรั่งเศสนะ พอไปเขตเยอรมันเราก็ แบ๊ะ ๆ เหมือนกันก็นะ ประเทศเขาเล่นพูดตั้ง 3 ภาษา นักท่องเที่ยวที่พูดได้แต่ภาษาปะกิดก็แย่น่ะสิ วันนี้จุดมุ่งหมายคือ Basel และ Bern ซึ่งเป็นเขตที่พูดภาษาเยอรมัน

    นิกฟังเยอรมันออกมั้ยป้ายิ้มถามขึ้น ด้วยคงจะหวังว่าพูดไม่ได้แต่ก็น่าจะฟังออก

    ไม่อ้ะหุ หุ หุ คงสนุกแล้วล่ะ ท่านผู้อ่าน

     

    Basel เป็นเมืองใหญ่ ที่ดูโบราณๆ มีทั้งความคึกคัก วุ่นวายปะปนกับความเก่าและขลัง ถ้าท่านใดเคยไปเยือนเบลเยียม...ประธานขอนำเสนอ Ghent นะคะ คล้ายๆ กันนั่นแหละค่ะ คุณจะได้เห็นโบสถ์กอธิกเก่าๆ เคียงคู่กับสายรถรางได้ด้วยการกวาดสายตาเพียงแค่ครั้งเดียว คณะทัวร์คณะนี้เลือกวิธีเดินชมเมืองค่ะ แหม่...ก็เมืองแถบยุโรปนี้ส่วนมากมันก็เดินได้แหละเนอะ ไม่รู้สายรถรางนั่งไปก็หลง แถมการเดินยังทำให้เราได้รู้ ได้เห็น ได้สังเกตอะไรไปอย่างช้าๆ มีเวลาซึมซับบรรยากาศได้ดีกว่าด้วย

     

    จุดแรกที่แวะชมก็คือโบสถ์ St. Elizabeth ก็สวยดี แต่ก็เหมือนโบสถ์อื่นๆ ทั่วๆ ไป หลังจากนั้นก็เดินตัดไปชมน้ำพุกลางเมือง ซึ่งเป็นรูปเครื่องจักรต่างๆ แม่เจ้า!!! น้ำแข็งเกาะตรงน้ำพุ....นี่มันหนาวขนาดไหนกันเนี่ย ก็เลยหลบลงหนาวไปกินเครปเป็นอาหารกลางวันแล้วหนีเข้าพิพิธภัณฑ์ซึ่งดัดแปลงมาจากโบสถ์เก่าๆ ขนาดใหญ่โต (น่าจะเรียกมหาวิหารหรือ Cathedral มากกว่านะ) ซึ่งเต็มไปด้วยข้อความภาษาเยอรมัน -_- อยากจับตัวคนสร้างมาอบรมคอร์ส Museum and Interpretation กับป้ายิ้มจริงๆ เลยค่ะ นอกจากจะเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ข้อความเยอะแล้ว ยังไม่มีภาษาสากลเลยแม้แต่น้อย มีหนังสือให้มาอ่านเล่มหนาๆ เล่มหนึ่งซึ่งอารมณ์คนมาเที่ยวก็คงไม่อยากอ่านหรอกนะ

    น้ำพุที่เป้นน้ำแข็งไปน่ะค่ะ น้ำเลยไม่ค่อยพุ่งเลย 

     

    เนื่องจากใช้เวลาในพิพิธภัณฑ์เสียนานมาก สถานที่ต่อไปอันได้แก่ Townhall สีแดงสดใสและ Munster (เหมือนกะ Minster, Monastery ในภาษาอังกฤษแหละค่า) จึงเป็นการชมเพียงปราดเดียว (และถ่ายรูปอีก 3-4 แชะ) เพื่อที่ว่าจะได้ออกเดินทางไป Bern ได้ทันเวลา จะได้ดูหมีซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมืองได้ก่อนตะวันตกดิน ซึ่งคงจะเป็นไปได้ยากค่ะคุณขา...ก็ท้องฟ้าหน้าหนาวมันเล่นมืดตั้งแต่ 4 โมงเลยน่ะสิคะ กว่าจะไปถึงหมีก็เข้านอนหมดแล้วล่ะมั้ง

     

    Bern แปลว่า Bear กว่าคณะทัวร์คณะนี้จะมาถึง Bern ได้ Bear ก็หายลับกลับเข้าบ้านไปแล้ว...แต่สมาชิกก็ยังมองโลกในแง่ดี ถ่ายรูปกับเมืองยามกลางคืนโดยไม่เสียใจว่าหมีจะอยู่ที่ไหน ก็ดีนะคะ เป็นการมองโลกในแง่ดี จะได้ไม่เสียใจและผิดหวังถ้าสิ่งใดก็ตามไม่เป็นไปตามแผน

     

    ดูดาวบนดินไปก่อนนะคะ สวยไปอีกแบบแหละ

     

    หลังจากนั้น...ไกด์กิตติมศักดิ์ก็นำทางขึ้นไปที่ Rose Garden (ฟังดูอย่างกับสวนสามพรานบ้านเราเลยเนอะ แต่มันคือสวนกุหลาบจริงๆ ที่ไม่มีดอกให้เห็นแม้แต่ดอกเดียว ก็แหงล่ะ หน้าหนาวนี่ถ้ามีก็ผีหลอกแล้ว) การเดินขึ้นที่สูงนี่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของร่างกายจริงๆ ค่ะ ใครเดินรั้งท้ายอย่าให้ประธานนินทาเลยค่ะ หุหุ วิวจากเบื้องสูงสวยมากค่ะ เห็นเลยว่าเมืองถูกโอบล้อมด้วยแม่น้ำที่โค้งจนเป็นรูปตัวยู (ประชากรจากเมืองผู้ดีโปรดนึกถึงเมือง Durham ยามอ่านมาถึงตรงนี้) หลังจากนั้น สมาชิกบางท่านก็ลืมไปอีกแล้ว ว่าพ้นการบรรลุนิติภาวะมาได้หลายปีดีดัก กลับไปเล่นเครื่องเล่นเด็กในสนามเด็กเล่นเสียอย่างนั้น แต่ก็แปลกดีนะ...คนเราทุกคนมีแง่มุมของความเป็นเด็กอยู่ในตัวเสมอ แล้วมันก็พร้อมที่จะเผยออกมาให้คนอื่นได้เห็น แม้ว่าเจ้าตัวจะไม่ต้องการก็ตาม แล้วเมื่อไหร่ที่คนเราจะมีวุฒิภาวะเต็มที่ล่ะ เออ...ประธานก็ตอบไม่ได้เหมือนกันแหละ เพราะถ้าประธานเห็นสนามเด็กเล่น ประธานก็วิ่งเข้าหาเป็นอันดับแรกเหมือนกัน -__-

     

    ถึงจะไม่ได้เห็นหมี แต่การได้ชมเมืองก็สร้างความบันเทิงใจให้แก่สมาชิกได้ไม่น้อย หลังจากนั้นจึงเป็นเวลาแห่งการช้อปปิ้ง ถนนที่ตรงออกมาจากสถานีรถไฟยาวเป็นกิโลๆ สองข้างทางเป็นร้านค้าเต็มไปหมด แต่ว่า (โชคยังดีที่) ร้านบางร้านปิดไปแล้ว (เลยไม่สูญเสียเวลามากเท่าไหร่) ในที่สุด...สมาชิกทั้งหลายก็เดินเตาะแตะมาถึงร้านอาหารอิตาเลี่ยนที่ อร่อยที่สุดในสวิสตามคำบอกเล่าของเจ้าบ้าน คุณขา...ประธานล่ะเห็นใจทุกคนจริงๆ เลยค่ะ เพราะว่าพอไปถึงโต๊ะก็เต็มเพียบแทบทุกโต๊ะแล้ว แถมดูท่าทางแต่ละคนที่นั่งอยู่ก็ยังค่อยๆ ละเลียดตัดพิซซาเข้าปากทีละคำๆ บ้างก็นั่งจิบกาแฟอย่างใจเย็น

     

    คุณผู้อ่านคะ รู้ไหมคะว่าประธานเกลียดอะไรที่สุดในชีวิต...ประธานเกลียดการรอคอยค่ะ ยิ่งการรอคอยอย่างไม่มีจุดหมาย (เช่นคอยการลงจากคาน) ยิ่งทรมาน แต่ว่าแต่ละคนก็ดูมีน้ำอด น้ำทนดี (จริงๆก็ไม่ทุกคนหรอกนะคะ มีคนแอบฮึดฮัดๆ เหมือนกัน แต่แกล้งบรรยายให้สวยหรูๆ หน่อยว่าทุกคนใจเย็นราวกับน้ำแข็ง จะได้ดูเหมือนเป็นคณะทัวร์ที่ราบรื่น มีสไตล์) รอมานานแสนนานนนนน น้านนนน จนกระทั่งพนักงานเห็นใจเอาแชมเปญมาเสิร์ฟเป็นของกำนัล คุณผู้อ่านลองคิดดูสิ....ท้องว่างๆ กับแชมเปญ...เหอๆ ๆ ในที่สุดความฝันอันเลื่อนลอยก็เป็นจริง ในที่สุดก็ได้โต๊ะตอนสามทุ่มกว่าๆ และนั่นก็ทำให้หนุ่มๆ สาวๆ พวกนี้นั่งรถไฟกลับไปโลซานช้ากว่าที่คาดเอาไว้ และเพราะความล่าช้ากว่ากำหนดการนี่แหละ...ที่ทำให้เกิดเรื่องราวระทึกขวัญขึ้น

     

    เรื่องราวเริ่มจากขบวนรถไฟที่นั่งไปนั้นเป็นรถไฟที่ต้องเปลี่ยนที่ Neuchatel เพื่อต่อรถอีกคันเพื่อไป Lausanne ฟังดูง่ายๆ ใช่ไหม แต่มันไม่ง่ายขนาดนั้น ฮ่าๆ ๆ เพราะรถคันที่นั่งไปมันแบ่งออกเป็นสองตอน ตอนแรกตรงไปที่ Neuchatel และตอนหลังจะแยกขบวนออกไป Murten อะไรสักอย่าง ไม่รู้จักชื่อ ทุกอย่างเป็นภาษาเยอรมันหมดเลย ดังนั้น...เมื่อรู้ตัว รถตอนหน้าที่ไป Neuchatel ก็ออกไปแล้ว...และมันก็เป็นขบวนสุดท้ายของวันด้วย ไม่มีรถไปโลซานอีกแล้ว ดังนั้น...จึงมีสองทางเลือก

    1.      นอนที่เมือง Kerzers ก่อน พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน

    2.      กลับไปที่ Bern รอรถขบวนแรกของวันถัดไปแล้วกลับโลซาน

    ดูเหมือนว่าทุกคนจะตัดสินใจที่จะนอนค้างที่นั่นก่อน อ่า...ก็คงจะมีพวกแอบหวังลึกๆ อยู่บ้างเช่น

    1.      หวังว่าจะหาห้องคู่ได้ 3 ห้อง จะได้มีชายหนึ่ง หญิงหนึ่งที่ต้องมาแชร์ห้องกัน สวีท สวีท สวีท โดยไม่ตั้งใจ

    2.      หวังว่าห้องจะเต็มหมดต้องนอนสถานีหรือข้างถนน หรือไม่ก็มีห้องว่างแค่ห้องเดียวต้องยัดกัน 6 คน หรือไม่ก็ต้องไปนอนโรงนาแล้วเจอฆาตรกรโรคจิต เพราะฟังดู extreme ดี เอาไปเป็นพลอตนิยายขายได้แน่ๆ

    ใครจะแอบคิดอะไรประธานก็ไม่รู้...ไม่รู้ รู้แต่ว่าบรรยากาศเมืองนี้ตอนกลางคืนเหมือนเมืองเล็กๆ ในอเมริกา ที่ผู้กำกับหนังฆาตรก่รต่อเนื่องเขาชอบใช้เป็นโลดคชั่นในการถ่ายทำน่ะค่ะ อ้า...ถ้าใครเคยดู House of Wax กรุณานึกถึงภาพยนตร์เรื่องนั้นนะคะ (อ่อ...นึกแค่เมืองนะ อย่านึกถึงปารีส ฮิลตัน สาวผมบลอนด์ หุ่นสะบึม เพราะดูๆ มาแล้วไม่เห็นมีใครได้เศษเสี้ยวเจ๊สักคน แหะๆ)

     

    หลังจากเดินหาโรงแรมอยู่พักใหญ่ๆ ท่ามกลางความหนาวเย็น ก็มาถึงโรงแรมชื่อ Hippel โชคดีที่ได้ห้องมา 2 ห้อง แยกหญิงชายได้พอดี ประธานก็เลยแฝงกายไปกับกลุ่มสาวๆ จริงๆ กฌอยากเข้าไปสังเกตการณ์ในห้องหนุ่มๆ เหมือนกัน แต่กลัวจะอดใจไม่ไหว เข้าห้องสาวๆ ดีกว่า...(เลยได้มีโอกาสรับรู้ว่า มีคนบางคนแอบเปิดดู Adult Channel จนดึกดื่น ดูอะไรไม่ดูนะคะ คุณผู้อ่าน ดูช่องหญิงรักหญิงค่ะ เฮ้อ...เดาได้ไหมล่ะว่าเป็นใคร ฮา... ไม่บอกหลอกให้เดาเล่นๆ)

     

    Geneva (22-12-06)

    ประธานขอข้ามเมือง Neuchatel ไป Geneva เลยก็แล้วกันนะ เพราะว่า...ถึง Lonely Planet จะใส่ชื่อเมืองนี้ไว้ว่าเป็นเมืองสำคัญมีชื่อสำหรับ Cross country skiing แต่ประธานก็ไม่ยักกะเห็นว่ามันดูหญ่โต หรือสวยงามเท่าไหร่เลย (หรือว่าจะมองเมืองที่รูปลักษณ์ภายนอกมากไป??) ดังนั้นทุกๆ คนเลยตกลงใจจะซักแห้ง ขามไปเจนีวาเลย จะได้ไม่ต้องเสียเวลา (อ่า...อย่างน้อยก็ยังดีที่ได้อาบน้ำที่โรงแรมก่อนเลยไม่เน่าไปมากกว่านี้)

     

    เจนีวามีอะไร...อ่า...ประธานก็ไม่ค่อยรู้หรอกว่ามันมีอะไร เพราะว่าไปไหนๆ อะไรก็ปิดหมดเลย น้ำพุ Jet d’eau ที่เป็นไฮไลต์ของเมืองก็ไม่มี เพราะวันนั้นลมแรงเกินไป และ UN ก็ปิดด้วยนะคะ ได้ไปเดินดู Botanical Garden ที่ไม่ค่อยมีต้นไม้ อ่า...ฟังแล้วก็แอบคิดถึงเนื้อเพลงท่อนสั้นๆ ทั้งที่มันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับบริบทเลย Seasons may change, winter to spring.

    But I love you, until the end of time…   (แหะๆ นอกเรื่องจริงๆ)

     

    จินตนาการว่า...ด้านหลังมีน้ำพุ Jet d'aeu สูง ๆ ละกันนะคะ

    สรุปง่ายๆ ว่ามันมีที่ช้อปปิ้ง พวกร้านของที่ระลึก ร้านนาฬิกา ร้านอุปกรณ์ยังชีพพวกมีดพก กรรไกร กระติกน้ำ (ซึ่งดึงดูดเวลาไปได้มากมายเลยทีเดียว)

    เหล็กในสวิสเป็นเหล็กที่ดีที่สุดเหรอ ประธานก็ไม่รู้เหมือนกัน มีมีดพกแบบ Swiss army knife ยี่ห้อ Victorinox อยู่อันหนึ่งก็ยังไม่เห็นมันเป็นสนิมเสียที ทั้งที่ไม่ได้ถนอมมันเท่าไหร่ ใช้มาประมาณ 4 ปีก็ยังขาวมันวาว (มีฝุ่นเกาะเล็กน้อย สภาพยังดีมากถ้าเทียบกับมีดพกอีกอันของจีนแดงที่สนิมเกาะและน้อตที่ยึดระหว่างมีดกับปลอกก็หลวมโคลงเคลงตั้งแต่เมื่อซื้อมาได้ไม่กี่เดือนแล้ว) อ้อ...มีข้อสนับสนุนถึงความแกร่งของเหล็กในสวิสอีกข้อด้วย คุณผู้อ่านเคยดู Armageddon ไหมคะ ภาพยนตร์ที่มีดาวเคราะห์น้อยหรืออุกกาบาตนี่แหละ กำลังจะแล่นเข้าชนโลก ทีมพระเอกและพ่อนางเอกต้องขึ้นยานอวกาศไปเจาะดาวหางเพื่อใส่ระเบิดแล้วจุดระเบิดให้มันเปลี่ยนทิศทางการโคจร ตอนนั้น...หัวขุดเจาะของเขาติดตรา Victorinox หราเลยค่ะ ของเค้าดีจริงๆ เอ...หรือว่ามันเป็นเรื่องของการตลาด ถ้าอย่างนั้น...เหล็กน้ำพี้ มีดอรัญญิกบ้านเรา ถ้าทำบรรจุภัณฑ์ดีๆ ออกแบบให้เก๋ๆ ไม่ใช่ทำแค่มีดปังตอหรือมีดยาวแบบที่เป็นอยู่นี้ จะพอสู้ได้สูสีมั้ยน้อออออ น่าคิดเนอะ

     

    ไม่มีอะไรตื่นเต้นมากไปกว่านี้...เพราะว่า...ต้องรีบกลับบ้านกัน วันถัดไปต้องไปตะลุย Zermatt ข้ามชอตไปเล่าเรื่องเมืองนั้นเลยดีกว่า

     

     

    ป.ล. 1 รอติดตามตอนต่อไปอีกสักพักนะ

    ป.ล. 2 มาถึงตอนนี้ใครยังไม่รู้จักชมรมคนโสดแสนสุขยกมือขึ้น ประธานจะได้ชี้แจงแถลงไขว่ามันคืออะไร อ่อ...ถ้าลองไปที่ http://www.geocities.com/yimpyim เจอสาส์นเก่าๆ จากประธาน ก็คงพอจะรู้ ว่าชมรมนี้ตั้งเพื่ออะไร นะคะ ไว้จะหาคำอธิบายที่ดีกว่านี้มาให้ทีหลัง
     
     
    ชิ่งก่อนละ
    June 10

    กลับจาก cornwall แล้ว

    กลับมาแล้วค่ะ
    ยังไม่ได้เข้าหอ ไปเคมบริดจ์ต่อเลย
    ดำลง 15%
    แต่หลังจากดูบอลกลางสนามที่เคมฯ แล้ว ดำลงอีก 5%
     
    รวมความดำสุทธิ 20%
     
    กลับบ้านไปแม่จะจำได้มั้ยเนี่ย      - -'
    May 26

    ความทรมาน 2 แบบ

     ตอนนี้อยู่ที่ Leeds ค่ะ แวะมาหาเพื่อน (ตั้ง) แล้วก็เลยถือโอกาสเอาคีย์บอร์ดมาฝากเขาด้วย แหะๆ  (พอดี Leeds มันใกล้ York ตอนมาเอาเทอมหน้าจะได้เอาง่ายๆ ไม่อยากฝากไว้กับบริษัทฝากของด้วยอ่ะ ) วันที่มาถึงก็แดดออกเปรี้ยงๆ  แต่ว่าวันนี้ฝนตกพรำ ๆ แต่เช้าเลยค่ะ แต่ว่ายิ้มก็ไม่ได้นอนอืดอยู่กะห้องตั้งนะ เหอๆ เพราะพี่แกชวนไป Yorkshire Dale เราก็ใจง่ายมาก ตอบตกลงไปเฉยเลย (เดี๋ยวกลับบ้านไปค่อยเล่าให้ฟัง)
     
    พอไปเดินป่าใน Yorkshire Dale โดยไม่ได้เตรียมตัวเท่าที่ควรก็เลยเกิดความทรมานขึ้น (นิดหน่อย) เดินป่าอยู่ดีๆ ก็เลยคิดว่า สภาพสองแบบนี้ อันไหนทรมานกว่ากัน
     
    สภาพที่ 1
    อยู่ในเมืองใหญ่ หรูหรา ฟู่ฟ่าอย่างลอนดอน อาบน้ำแต่งตัวหอมฟุ้ง แต่งหน้า เหยียดผมเรียบร้อย กำลังจะออกไป Clubbing วันนี้อุตส่าห์แต่งตัวแล้วทั้งที ก็ถือโอกาสเอาให้มันดูเรียบร้อยไปทั้งตัว ไหนๆ แต่งตัวแบบไปเที่ยวกลางคืนแล้ว ก็ใส่บูตสีดำสูงเท่าเข่าส้นสูง 4 นิ้วไปเสียด้วย จะได้ดูสูงสง่า สมกะแต่งตัวไปเที่ยวกลางคืนไม่ได้ลากรองเท้าผ้าใบแบบเดิมๆ
     
    ชั่วโมงแรกก็ยังร่าเริงดี แต่ความที่รองเท้ามันสูงจัด แต่พื้นบางมาก น้ำหนักมันก็กดที่จมูกเท้า ยิ่งเต้นแบบออกอารมณ์มากขึ้นเท่าไหร่ น้ำหนักก็กดลงบนเท้ามากขึ้นเท่านั้น ขึ้นชั่วโมงที่ 2 ความสนุกเริ่มหมดไป ความคิดที่เคยจดจ่อกับ
     
    "หน้ามันมั้ยเนี่ย"
    "ต๊าย คนนั้นหล่อจัง เสียดายแฮะ...มากะแฟน" หรือ
    "โหย เจ๊คนนั้น ผอมก็ไม่ผอม ใส่เสื้อเกาะอก เปิดพุงอ้ะ"
     
    ก็เริ่มย้ายโฟกัสมาเป็น
     
    "เจ็บว่ะ เพลงนี้เพลงเร็วด้วย...กรี๊ด..."
    "โอย...ไม่ไหวแล้ว แต่ค่าเข้าแพง ต้องเต้นต่อให้คุ้ม"
    "โอย...เมื่อไหร่จะตี 1 จะได้ออกๆ ไป เพื่อนยังไม่เลิกกันเลย ถ้าหนีไปยืนหน้าบาร์จะผิดมั้ยเนี่ย"
     
    ความทรมานหนึ่งของผู้หญิงคือการใส่รองเท้าส้นสูง (จริงๆ นะ)
    ยิ่งซุ่มซ่ามอย่างข้าพเจ้าด้วยแล้ว สูงสุดที่ใส่ได้โดยไม่มีผลกระทบคือ 2 นิ้ว - 2 นิ้วครึ่ง ส้นเข็มใส่ไม่ได้เลย T_T รองเท้าหัวแหลมก็ใส่ไม่ได้เพราะเท้าแบนและกว้าง
     
    ดังนั้น การเลือกรองเท้านี่สำคัญมาก ขนาดพยายามเลือกรองเท้าสบายๆ ที่สุดแล้ว ทุกวันนี้เล็บนิ้วก้อยก็ยังแตก แหลกเหลวจนแทบจะไม่เห็นเป็นเล็บอยู่แล้ว เพราะโดนบีบมากไปหน่อย
     
    เอ้า นอกเรี่อง กลับมาใหม่ๆ
    ก็พอคลับเลิก เท้าก็จะเริ่มระบม รถบัสกลับบ้านก็หมดไปแล้ว ต้องเดินกลับ โอ๊ย....ฟุตบาทนี่ก็...ทำให้เรียบๆ ก็ไม่ได้แฮะ แล้วถนนปูด้วยหินขรุขระๆ เนี่ย...จะทำทำม้ายยยยยย นี่มันเลยปี 2000 มาแค่ไหนแล้ว ดันเลียนแบบสมัยกลางอยู่ได้ T_T
    ทุกย่างก้าวเหมือนโดนเข็มทิ่มแทงจมูกเท้า พอถอดรองเท้าเดิน คิดว่าจะทำให้อะไร ๆ ดีขึ้น แต่ว่า....เจ็บอยู่ดี แหม ก็เดินเท้าเปล่านี่นา พิ้นยางมะตอยมันก็ไม่ได้นุ่มเหมือนปูพรม
     
    นี่คือความทรมานแบบที่ 1 นะคะ
     
    สภาพที่ 2
     
    การเดินป่าโดยไม่ได้ตระเตรียมน่ะค่ะ
    เป็นอันที่รู้กันว่า ทางภาคเหนือของอังกฤษฝนตกพรำ ๆ อยู่แทบตลอดเวลา การไปเดินป่าก็เฉอะแฉะ ๆ ๆ ๆ มาก - มากที่สุด แล้วสภาพ Waterfall's walk ของทางตอนเหนือโดยทั่วไปก็จะมีส่วนประกอบคล้ายๆ กันดังนี้
     
    1. ทางป่าเรียบๆ เดินสบายๆ เอาไว้ล่อหลอกให้ตายใจ
    2.ทางชันขึ้นหน่อย เป็นน้ำตกเล็กๆ เริ่มมีขั้นบันไดหิน เปียกชุ่ม ทางบางตอนมีโคลนแบบที่เลี่ยงไม่ได้ ยังๆ ก็ต้องเปียก กางเกงจะเริ่มเปียกขึ้นมาถึงน่องตอนล่าง
    2. ทางเริ่มชันขึ้น เป็นทุ่งเลี้ยงแกะ หญ้าเปียก ๆ ยังไงก็ต้องเปียก ฝนจะตกแรงขึ้น เพราะทั้งหมอกทั้งฝนทั้งเมฆปะปนกันหมด กางเกงที่เปียกถึงน่องตอนล่างจะเริ่มลามมาถึงตอนบน
    3. บันไดหินบนทุ่งหญ้า เปียกๆ ลื่นๆ ไม่มีโคลน แต่เหนื่อยสุดๆ เพราะมันจะซิกแซก ๆ ๆ ขึ้นไป ทางลื่นมาก ต้องระวัง
    4. ขึ้นถึงยอดเขาแล้ว หมดแรง เป็นทางลาดให้เดินพักผ่อนแป๊บนึง 
    5. ขาลง เป็นฟาร์ม มีทั้งแกะและขี้แกะเต็มไปหมด
    6. เริ่มเจ็บเท้า เพราะทางมันลาดลงมากๆ แล้วก็เป็นหินก้อนเล็กๆ ด้วย
    7. ทางลงลาดกว่าเดิม T_T เท้าเริ่มระบม เดินมาแล้วเกือบ 5 ไมล์ คงวามตื่นเต้นในความงดงามของธารน้ำเริ่มลดลง
    8. เจ็บเท้ามาก เดินลงมาถึงหมู่บ้านแล้ว
     
    นี่แหละค่ะ...
    ถ้าเตรียมตัวไปดีๆ ก็จะมีเสื้อผ้ากันน้ำครบ ฝนตกปรอยๆ หรือตกหนัก ๆ ก็บ่ยั่น รองเท้าก็บูต เดินไปน้ำก็ไม่ซึม
    แต่สภาพที่ต้องไปเดินป่าทั้งที่ไม่ได้เตรียมตัวก็จะเป็น
     
    เสื้อยืด
    กางเกงยีน (ที่เปียกน้ำแล้วหนักมาก แถมซักยากอีกตะหาก)
    เสื้อเสวตเตอร์ (ที่เปียกน้ำแล้วหมักหมม แห้งยาก)
    รองเท้าผ้าใบที่น้ำซึมได้
     
    เดินไปตอนแรกๆ ก็จะยังแห้งทั้งตัว ก็จะได้ชื่นชมกับความงามตามธรรมชาติเต็มที่
     
    ต่อมารองเท้าเริ่มเปื้อน เปียก น้ำซึม
     
    ต่อมาเริ่มลามไปถึงกางเกงยีน ทีนี้ก็เริ่มหนัก
     
    ฝนตกหนักขึ้นๆ ๆ ๆ กลายเป็นเปียกทั้งตัว หนักสิคะ T_T หนาวด้วย เพราะลมแรง จะถอยหลังก็ไม่ได้
    ต้องเดินขึ้นไปเรื่อยๆ ๆ ๆ ตัวธรรมดาก็หนักอยู่แล้ว ก็ต้องแบก นน. น้ำไปอีก เอื๊อกกกก
     
    เหนื่อย เหม็นตัวเอง เหงื่อก็ออก เหนื่อยอย่างเดียวไม่ว่า แต่มันหมักหมม...กลิ่นเหงื่อเริ่มออก แต่ชุดมันเปียก เฉอะแฉะ ปนๆกันไปหมด พอเริ่มจะแห้งๆ ฝนก็ตกลงมาใหม่ ผมก็เปียกสลับกะแห้งด้วยแรงลม หยาบกระด้าง
     
    พอเดินเสร็จก็จะลงเขามาด้วยสภาพ
    - โคลนจากเท้าจดใต้เข่า
    - เสื้อเปียก หัวเปียก
     
    ถ้าได้อาบน้ำเลยก็ดี แต่ถ้าไม่ได้อาบน้ำก็ต้องแบกตัวเองไปในสภาพนั้นอีกทั้งวัน รองเท้าก็ไม่ยอมแห้งด้วย เพราะมันหมักเอาไว้อย่างนั้น จะแอบถอดผึ่งลมก็ไม่ได้ เพราะเดินทางโดยรถยนต์ ถ้าเกิดมันมีกลิ่นหมักหมมล่ะ เดินมาทั้งวัน ขายหน้าแย่ ก็ต้องทนกับสภาพเท้าเปียกๆ อย่างนั้นต่อไปทั้งวัน กางเกงก็เปื้อนมาก ถ้าเป็นกางเกงยีนจะทั้งเปื้อนทั้งหนัก ชาวบ้านด้านล่างที่ไม่ได้ไปเดินด้วยตัวเองก็จะมองๆ ด้วยสายตาแปลกๆ เสื้อก็เปียก เปียกเข้าไปถึงข้างใน ข้างนอกแห้งแล้ว ข้างในบางทีก็ยังไม่แห้ง ยังกะเล่นสงกรานต์ แต่อุณหภูมิที่นี่ต่ำกว่าเมืองไทยเดือนเมษาราวๆ  20 - 23 องศา เห็นจะได้
    ทั้งหนาว ทั้งหมักหมม เหม็นตัวเอง ไม่สบายเท้า กลัวเป็นโรคผิวหนัง โดนชาวบ้านมอง อึดอัด หนัก ไม่สบายกายสารพัด ถ้ารองเท้าไม่พอดีกับเท้าอาจจะแถมอาการเจ็บเท้าเพราะแรงกระแทกขณะเดินลงอีก
     
    อ้า....
    ความทรมานทั้ง 2 สูสีกันมากเลยอ่ะค่ะ
    มันก็ไม่ได้ทรมานแบบ ทุกข์สาหัสสุดๆ แต่มัน..คล้ายๆ กะจะรำคาญมากกว่า แหะ ๆ
     
    ไม่รู้ว่าอย่างไหนแย่กว่ากัน ขอเอาไปคิดก่อนนะคะ
     
     
     
     
    May 21

    Hampton Court Palace

    ฟ้าฝนไม่ค่อยเป็นใจให้เที่ยวเลยค่ะ
    แดดออกได้ไม่กี่วันฝนก็ตกลงมาอีกแล้ว และ BBC ก็บอกว่าฝนจะตกไปเรื่อยๆ อีก 4-5 วัน ว้า......
    แผนท่องเที่ยวหนูยิ้มพังหมดเลย ฮือ ๆ
     
    แต่กระนั้นก็ดี ก็ยังไปพระราชวัง Hampton Court มากับ 'คานาโกะ' เพื่อนสาวชาวญี่ปุ่นค่ะ อิอิ
    เพราะว่าถ้าไม่ไปวันนั้น ก็ไม่รู้จะไปวันไหนอีกแล้ว ตอนแรกก็กะว่าจะรอเพื่อนมาอังกฤษจะได้ไปดูพร้อมๆ กัน เหมือนที่ยังไม่ได้เข้าที่อื่นอย่างเช่น Westminster Abbey, London  Eye เพื่อรอค่ะ... แต่ก็...นะ โดนชิ่งค่ะ โดนชิ่งสองปีซ้อน ไม่แค้นค่ะ ไม่แค้น แต่ไม่ลืมว่าใครบางคนหลอกให้วางแผนเก้อมาสองครั้งแล้ว  (ไม่เอ่ยนาม เข้ามาก็อ่านรู้ตัวเอง)
    ไม่รอแล้วนะ...จะเก็บตกให้หมด ปีหน้าย้ายออกลอนดอนแล้ว
     
    ก็เริ่มต้นวันด้วยสายฝนและท้องฟ้ามืดมนนะคะ กระโดดขึ้นรถไฟที่ waterloo โชคดีมีโปรโมชั่น Buy one get one ticket free ฮ่า ๆ ๆ ๆ ค่อยยังชั่ว เหลือค่าเข้าปราสาทคนละ 6 ปอนด์เท่านั้น
     
    ลงจากสถานีก็ข้ามสะพานไปอีกนิดเดียว เจอพระราชวังอยู่ทางขวามือพอดี มีนักท่องเที่ยวอเมริกันอีกประมาณ สามล้านคนได้ ทำไมถึงได้รู้เหรอว่าเป็นอเมริกัน หุ หุ หุ เอกลักษณ์มันเป็นอะไรที่บ่งบอกที่มาได้ดีที่สุด
     
    - ถ้ายังไม่ได้ปริปากพูด การแต่งตัวบ่งบอกมากค่ะ รองเท้ารัดส้น ใส่ถุงเท้า (บางคนก็ไม่ใส่) การเกงขาสั้น เสื้อเชิ้ตหรือเสื้อออกแนวซาฟารี ใส่หมวก ส่วนเสื้อนอกมันจะเป็นเสื้อ water proof สีสันสดใส
     
    - ถ้าปริปากพูดแล้ว ฮ่าๆ ๆ สำเนียงบ่งบอกชัดเจนมาก ไม่มีทางเดาพลาด
     
    - ถ้าพูดกันในระยะไกลจนไม่ได้ยินว่าเขา roll ตัว r แค่ไหน ก็ฟังระดับเสียงเอา ส่วนมากจะพูดกันค่อนข้างดัง
     
    เพื่อนสาวชาวญี่ปุ่นก็มีเอกลักษณ์ค่ะ เข้าใจแล้วล่ะ ว่าทำไมเวลาไปไหนมาไหนแล้วถือกล้องถ่ายรูป คนอังกฤษถึงมักจะเข้าใจว่าเป็นคนญี่ปุ่น ก็ชาวอาทิตย์อุทัยเค้ามีชื่อเรื่องไปไหนก็กดชัตเตอร์ แชะ ๆ ๆ ๆ น่ะสิ วันนี้ก็เห็นเลยจริงๆ ค่ะ พอก้าวพ้นประตูเข้าไปปุ๊บ ยังไม่ทันดูอะไรเลย เจ๊ก๊อควักเอากล้องออกมาแล้ว ละก็กดรัว แชะ แชะ แชะ แชะ แชะ
     
    แหะ ๆ
    คือว่า
    ตอนพี่เอ้มาทำงานที่ลอนดอน (ขออนุญาตเอ่ยนาม) ก็ว่าถ่ายรูปเยอะแล้วด้วยความที่พี่ท่านรักการถ่ายรูปยิ่งชีพ แต่คานะจังมีความถี่ในการกดชัตเตอร์มากกว่าค่ะ
    นับถือเค้าเลยจริงๆ
     
     
    นอกเรื่องนินทาชาวบ้านแล้วก็มา เล่าต่อกันค่ะ...
    ปราสาทนี้เป็นที่อยู่อาศัยของกษัตริย์มาเรื่อยๆ นะคะ เช่น Henry VIII กษัตริย์ตัวอ้วนกลมแห่งราชวงศ์ Tudor ที่มีภรรยา 6 คน ผู้เลื่องลือนามไปหลายทวีป แล้วก็เป็นที่อยู่อาศัยของ George III ด้วยค่ะ ตัวปราสาทเป็นสีแดงๆ น้ำตาลๆ ดูไม่แจ่มเท่าไหร่ แต่ก็มีลักษณะตามฮวงจุ้ยครบ สมเป็นปราสาทที่ดี ว่าด้วย Courtyard, สวน , อยู่ติดแม่น้ำ ฯลฯ ส่วนที่ต่อเติมในยุคหลังก็ยึดหลักฮวงจุ้ยแบบ Georgian ค่ะ คืออาคารต้องสมมาตร สวนก็ต้องสมมาตรกัน
     
    นินทา Henry VIII สักหน่อย เผื่อบางคนจะไม่รู้จัก
    คงเคยได้ยินเรื่อง สงครามดอกกุหลาบกันได้ใช่มั้ยคะ
    ที่สองราชวงศ์รบราแย่งบัลลังค์กันอยู่ได้น่ะค่ะ
    กุหลาบแดง = ราชวงศ์ Lancastrian
    กุหลาบขาว = ราชวงศ์ York
    (เย่ๆ เชียร์กุหลาบขาว Yorkish สู้ๆ  ปีหน้าเราไปเรียน York เอ่อ...-__- เกี่ยวมะเนี่ย อิอิ )
    ราชวงศ์ Tudor อันเริ่มจาก Henry VII เนี่ย ก็คล้ายกับเป็นการยุติเอาสงครามกุหลาบ (โดยทางทฤษฎี) เพราะ Henry VII มาทางกุหลาบแดง แล้วก็แต่งงานกะสาวกุหลาบขาว เกิดเป็นราชวงศ์ใหม่ขึ้นมา หลังจากนั้น Henry VII ก็พยายามพัฒนาประเทศมากมาย เพราะอังกฤษจนค่ะ จนมาก ถ้าเทียบกะประเทศอื่นๆ ในยุโรปอย่างฝรั่งเศส อิตาลี ต้องมีการจัดการด้านการเงินให้ดี ซึ่ง Henry VII ก็ทำได้ดีพอสมควรเลย
     
    แล้วตา Henry VIII ก็เกิดมาบนกองเงินกองทองค่ะ เป็นลูกคนที่สองมีพี่ชื่อ Arthur แต่พี่อ่อนแอ แต่งงานได้ไม่นานเสียไป HenryIII ก็เลยแต่งงานกะ Catherine of Aragon เจ้าหญิงจาก Spain ภรรยาเก่าของพี่ชาย แต่ว่าก็มีแต่ลูกสาวคือ Mary ไม่มีลูกชายเสียที Henry ก็เริ่มกระวนกระวาย เพราะกลัวว่าบัลลังค์จะไม่มั่นคง เกิดสงครามเอย ป่วยเอย ตายไปก็แย่งบัลลังค์กันให้ยุ่งอีกล่ะสิ ควรจะมีทายาทชายให้มันมั่นคงเสียหน่อย
     
    คุณท่านก็เลยพยายามจะขอหย่า อ้างโน่นอ้างนี่ ร้องเรียนทำเรื่องไปทางวาติกัน ยื้อยุดกันไปมา...เฮียก็เลยคิดว่าตราบใดที่ยังอยู่ใต้อำนาจของพระสันตะปาก็คงไม่ได้หรอก เลยปฏิรูปศาสนามันเสียเลย เกิดนิกายแองกลิกันขึ้นมา โดยมีกษัตริย์ถืออำนาจสูงสุด
     
    หลังจากนั้นท่านก็แต่งๆ หย่าๆ ประหารๆ มาจนครบ 6 คน
    สูญเสียเงินไปมากมายเพื่อป้องกันประเทศ (ประเทศคาธอลิกประกาศสงครามด้วย) ต้องไปยึดทรัพย์สำนักสงฆ์ทั่วราชอาณาจักรเพื่อหาเงิน (แต่ตอนยุบก็ใช้ข้ออ้างอื่นล่ะนะ)
     
    นี่ล่ะค่ะ Henry VIII ก็เลยโด่งดัง..(ฉาวโฉ่)
     
    ปราสาทนี้เคยเป็นข่าวเมื่อประมาณ 3 หรือ 4 ปีก่อน ว่าโทรทัศน์วงจรปิดจับภาพชายร่างใหญ่ในชุดโบราณได้
    คาดว่าเป็น Henry VIII แถมยังหลอนๆ มีผีของ Catherine Howard ภรรยาคนที่ 5 มาเดินวนไปเวียนมาอีก กลายเป็นจุดขายไปเลย (เหมือน Nessie กะทะเลสาบ Lochness)
     
    พอไปถึงฝนก็ตก ๆ ๆ ๆ กรี๊ด...หลบเข้าข้างในแทบไม่ทัน ก็เลยเดินขึ้นๆ ลง ๆ ขึ้นๆ ลง ๆ เสียทั่ว ไปร่วมทัวร์เค้ามั่ง เดินเองมั่ง ฟัง Audio guide มั่งแล้วแต่อารมณ์ แดดออกมาเป็นพัก ๆ แต่ส่วนมากจะออกตอนเดินติดพันอยู่ในปราสาท พอโผล่หน้าออกมาก็ฝนตก ขอบคุณมากค่ะ ท้องฟ้า น่ารักจังเลย ^__^
     
    เพิ่งรู้อะไรบางอย่างเหมือนกันนะคะ
    เพิ่งรู้ว่าเวลาผู้หญิงสมัยก่อนเค้าย่อตัวคำนับคนที่ศักดิ์สูงกว่าน่ะ เขาแยกขาสองข้างออกอยู่ในท่า 'ตามระเบียบพัก' แล้วก็ย่อ ถ้าอยู่ต่อหน้ากษัตริย์นี่ย่อติดดินเลย โอ้...ตอนแรกคิดว่าถอนสายบัวเอาเหมือนคนไทยเสียอีก กระโปรงสุ่มมันยาวอ้ะ บดบังหมดเลย โหย...ยากมากๆ เข่าเสื่อมหมด
     
     
    นี่น่ะค่ะ วันนั้นอากาศมันหมองๆ มืด ๆ ครึ้มๆ แบบนี้แหละ
     
     
    ก็เลยเข้าในตึกก่อน ไปดู section ของ Kitchen ค่ะ เค้ามี model ตั้งอยู่ว่าครัวสมัยก่อนมีหลายห้องแค่ไหน คือเค้าบอกว่า ครัวของที่นี่ต้องทำอาหารสำหรับเลี้ยงคน 600 คนต่างๆ ระดับกันน่ะค่ะ เลยต้องแบ่งเป็นแผนกต่างๆ อย่างแผนกปลา แผนกเนื้อ แผนกแป้ง แผนกขนมหวาน
     
     
    เนี่ยค่ะ กินกันหน้าสลอน
     
     
     
     
    หลังจากนั้นก็เลยไปเดินเล่นในสวน อากาศดีขึ้นนิดหน่อย...แต่หนาวมากกก ทั้ง ๆ ที่ตอนเช้าก็อุ่นดี T_T หลอกกันได้ สวนเล็กๆน่ารักดี สวนใหญ่ๆ ก็สีเขียวๆ ชอุ่มตา แต่ยิ้มชอบสวนเล็กๆ มากกว่า ^^ ลองจินตนาการว่าสมัยก่อนมีเลดี้ต่างๆ มาเดินเล่น อ๊ายยยย โรแมนติก
     
     
    แล้วก็ไปเดินเล่นใน เขาวงกตค่ะ อิอิ เดินไปจนเจอจุดศูนย์กลางแล้วนะ ทำหยิ่ง ไม่ยอมออกตรงทางออกแบบง่าย จะกลับไปด้วยทางในเขาวงกตเหมือนเดิม มืดก็มืด หนาวก็หนาว sense of direction ก็ไม่มี สมน้ำหน้า...หลงเลย
     
     
     
    ส่วนท่านๆ ที่ ถามว่า คานะจังนี่คนไหน...คนนี้ค่ะ เอ้า..รูปถ่าย เอาไป อยากได้จัดให้ แหม...ได้ยินคำว่าญี่ปุ่นไม่ได้เชียว งูที่เลี้ยงไว้เริ่มออกล่าเหยื่อ
     
    เนี่ยแหละค่ะ หลังจากนี้ก็ฝนตก ๆ ๆ ตลอด คงไม่ได้ไปไหนจนกว่าจะย้ายออกบ้านนะ ต้องเก็บของอ้ะ แต่ว่าวันที่ 26-28 คงไป Leeds ขึ้นไปหาเพื่อนน่ะค่ะ (เอาของไปฝากด้วย แหะ ๆ) ส่วนวันที่ 4-9 มิ.ย.ไปเที่ยว Cornwall แล้วก็รอวันฟ้าใสก็จะไปเก็บตก Bath รู้สึกว่าคราวก่อนไปเดินไม่ทั่วๆ บอกไม่ถูก เดือนหน้าก็คงไป Portsmouth ซักวัน ไว้มาเม้าท์ใหม่นะจ๊ะ
    May 13

    Brighton

     สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ที่นั่งชิวอย่างแท้จริง...
    หลังจากแจ๋มสอบเสร็จก็เริ่มมีคนออกไปเที่ยวด้วย หุหุ
    ขอขอบคุณไหม เจ้าบ้าน ณ Brighton ที่อนุเคราะห์ที่พักพิงและนำเที่ยวมา ณ โอกาสนี้นะคะ ^^
     
    ศุกร์ที่ 12 พ.ค. 2549
     
    ตื่นมาตอน 8 โมงกว่า หลังจากยัดๆ ของลงกระเป๋าเรียบร้อยแล้วก็ออกไปขึ้นรถไปกันที่ King's cross Thame's link เป็นครั้งแรกนะเนี่ย ที่นั่งรถไปออกจากที่นี่ (อยู่มา 3 ปี เพิ่งรู้ว่ามีรถไปลงใต้จาก King's cross -__-" ) รถไปแล่นเร็วมาก ลัดเลาะผ่านป่าเขาลำเนาไพร 11 โมงกว่าก็ถึง Brighton
     
    เมื่อขอบฟ้าและแผ่นน้ำกลายเป็นผืนเดียวกัน:
    แหม ฟังดูเหมือนชื่อนิยายหรือเรื่องสั้นอะไรสักอย่าง แต่จริงๆไม่ใช่นะคะ -__-" น่าจะเรียกว่า ทัศนวิสัยไม่ดีมากกว่า Brighton เป็นเมืองน่ารักจ้ะ ติดกับชายทะเลด้านหนึ่ง เมืองอยู่บนเนิน เดินลงไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นทะเลอยู่ตรงหน้า แต่ว่าตลอดเวลาที่อยู่นั้น มีหมอกหรืออะไรไม่รู้อยู่ในบรรยากาศ ทำให้ดูมัวๆ เบลอๆ ฟ้าก็มีเมฆบาง ๆ เลยมองหาเส้นขอบฟ้าไม่ได้เสียที
     
    Brighton เป็นเมืองใหญ่ใช้ได้เลยทีเดียว ตรอกซอกซอยเป็นสี่เหลี่ยมๆ เหมือนใยแมงมุม ตอนมองออกจากรถไฟเห็นบ้านเหมือนกันเป็นตับๆ แหม...มีการวางแผนรองรับการเติบโตของเมืองจริงๆ
     
    ที่ brighton มีอาคารที่มีชื่ออยู่ที่หนึ่ง The Royal Pavillionข้างนอกเป็นแบบอินเดีย ข้างในตกแต่งแบบจีน เคยใช้เป็นที่พักให้มทหารอินเดียตอนสมัยสงคราม -__-" มีแต่คนลงความเห็นว่าเข้าแล้วไม่คุ้ม อิอิ เลยไม่เข้าเสียดีกว่า
    ไม่รู้เหมือนกันว่าจะใช้คำว่าหัวมังกุท้ายมังกรกับาคารนี้ได้เหมือนกันรึเปล่า ^^ 
     
    หาดกรวด น้ำทะเลสีเทา Brighton pier:
     
    ทะเลอังกฤษคงหาสวยทัดเทียมกับเมืองไทยยาก... ยิ่งหาดที่ Brighton เป็นหาดกรวดด้วยแล้ว หน้าตาก็เลยดูธรรมดา ๆ แต่การเที่ยวทะเลที่อังกฤษจะเอาความงามอย่างเดียวคงจะไม่ได้อ่ะค่ะ ^___^ ต้องเน้นบรรยากาศ แล้วก็คิดว่าบรรยากาศมันทำให้หาดสีเทาๆ ธรรมดาดูมีชีวิตชีวาอย่างบอกไม่ถูกด้วย เหมือนกับเป็นชายหาดที่มีกิจกรรม มีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างคน (เอ...จริงๆ ทะเลไหนๆมันก็มีเหมือนกันเนอะ)
     
    ส่วนถ้าถามว่าหาดกรวดมันให้ความรู้สึกต่างกันยังไงกับหาดทราย
    1 เดินยากกว่าค่ะ T_T เจ็ยเท้ามาก เวลากรวดก้อนเล็ก ๆ มันหลุดเข้ามาในรองเท้า ฮือ ๆ
    2 หาดชันกว่าค่ะ เพราะน้ำมันซึมเข้าไประกว่างก้อนกรวดแล้วลากเอาอนุภาคลงน้ำไปด้วยมันเลยเซาะไปเรื่อยๆ ๆ ๆ หาดเลยชัน
    3 นั่งแล้วเจ็บค่ะ ก่อปราสาททรายก็ไม่ได้
    แล้วชอบมั้ย...
    คือ..จริงๆ ก็ชอบหาดทรายนะคะ เดินแล้วนุ่มเท้าดี
    แต่ก็มีความหลังกับหาดกรวดอ้ะ
    อ๊ะ ๆ ไม่ใช่เรื่องความรักหรืออะไรหรอก
    เคยไปลง fieldtrip ของ geography อ่ะค่ะ ได้ทำงานกะก้อนกรวด ชายหาด อะไรพวกนั้น สนุกดีนะ
     
    ดังนั้นก็เลยใช้เวลาส่วนมากไปนั่งชิว (นั่งตากแดด) อยู่บนหาด ดูสาวๆ อาบแดดกัน บ้างก็เล่นน้ำ เป็นอาหารตาไม่เลว (เอ...เบี่ยงเบนหรือเรา)
     
    พูดถึงเล่นน้ำนี่...เจ้าบ้านบอกว่าน้ำทะเล Brighton ไม่ผ่านมาตรฐานความสะอาดของอังกฤษด้วย อ่า...ก็ว่าอยู่ ตกเย็นมาออกไปเดินเล่นมองเห็นคราบสกปรกเป็นทางยาวเลย อี๊.....น่ากลัว ลงไปเล่นอาจจะผื่นขึ้นได้
     
    Brighton pier คือสิ่งก่อสร้างที่ยื่นออกไปในทะเลนะฮะ บนนั้นมีตู้เกมส์ต่าง ๆ มากมาย สลอต แมชชีนอีกเยอะแยะ พร้อมที่จะดูดเงินคนที่หลงเข้าไป  Pier อันเก่าที่ถูกไฟไหม้ไปเมื่อประมาณ 3 ปีก่อนก็อยู่ใกล้ๆ กัน ตอนนี้เป็นบ้านนกนางนวลไปแล้ว พูดถึงนกนางนวล...นกนางนวลที่นี่ก้าวร้าวที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา เท่าที่ผ่านมาเจอแต่ตัวน่ารักๆ โยนหนมปังให้ก็โฉบ ยังไม่เคยเห็นตัวไหนบังอาจโฉบเอาอาหารไปจากมือคนเลย...ที่นี่ที่แรกนะเนี่ย
     
    บน pier นั้น นอกจากจะมีเครื่องเล่นต่าง ๆ มากมายแล้ว ยังมีอาหารอีกนานาชนิด สิ่งที่ลิ้มลองไปคือ
    1. อาหารทะเลต้ม (แอบคิดถึงนำจิ้มทะเลใจจะขาด แส่งที่พอจะใช้ได้ในเวลานี้คือ seafood sauce, garlic mayonaise, chili sauce เป็นอะไรที่แปลกดีเหมือนกันแฮะ)
    2. โดนัททอดโรยน้ำตาล
    3. เครป
    4. ไอติม
     
    เอ๋ อะไรกัน กินแค่นี้เองเหรอ ทำไมตอนนั้นรู้สึกว่ากินไปเยอะล่ะ -__-"
     
     
    สวรรค์ของเพศที่สาม:
    อ้า...โชคดีไปตรงกับ Brighton Festival พอดีค่ะ
    มี Street performer มาแสดงอะไรต่างๆ มากมาย มาร้องเพลงมั่ง เล่นตลกมั่ง เล่นละครมั่ง กายกรรมมั่ง...
    ได้ดูจริง ๆ จังอยู่รายหนึ่งจำไม่ได้ละว่าชื่ออะไร ขี้ลืม อื่ม..ชื่อเมอรีลมั้ง น่าจะส่งคนที่ covent garden มาดูงานจริง ๆ
    คนนี้เหมือนเค้าเกิดมาเพื่อ entertain คนดูอย่างแท้จริง
     
    เมืองนี้ สวรรค์ของเพศที่สามชัดๆ เลยค่ะ
    ตกค่ำมาก็เดินเป็นคู่ๆ ^^ อา..
     
    ตกลงว่า...
    weekend นี้เวลาส่วนมากหมดไปกะการนั่งบนหาดกรวด จ้องมองทะเล
    แล้วก็เม้าท์กันฮ่ะ นั่งไปนั่งมา มีแข่งกันโยนโกรดลงแก้วน้ำเล่นๆ อีกแน่ะ -__-"
     
    ก็ชิวดีค่ะ ^__^
    ชีวิตแบบไร้กังวล 2 วัน
    กลับมาค่อยคิดต่อ ว่าทำไงต่อไปกะชีวิตดี