sasitsaya's profile:::::: Yim's Corner ::::...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
|
March 05 แวะมาเยือนบ้านเก่า...แต่ก็ยังไม่ย้ายกลับนะถึงพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ใน msn ที่เคยแวะมาอ่านสเปศของอิฉันอยู่เนืองๆ อิฉันขออัพเดตชีวิตเป็น bullet points สั้นๆ กล่าวถึงชีวิตในช่วงปีที่ผ่านมาดังต่อไปนี้นะคะ
มันไม่ได้ร้ายแรง มันไม่ได้วิกฤต แต่มันแค่สูบเอาเวลาและอารมณ์อันสุนทรีย์ในการอัพบล็อกออกไปพอสมควร (หากไม่นับปัจจับที่ว่า การเปลี่ยนเป็น Live Space ทำให้คอมอิฉันแฮงก์ๆ ป่วงๆ โหลดช้า)
- ปลายปี 2006 กำลังอยู่ในช่วงที่เรยกว่า'เริงปอย' มีสังคมใหม่ เพื่อนใหม่ คอร์สเรียนใหม่ ร่าเริง ลัลล้ามากๆ ตอนนั้นค่อนข้างจะอัพบล็อกค่อนข้างบ่อย เพราะยังไม่สำเหนียกตัว ว่าหายนะทางการศึกษากำลังคืบคลานเข้ามา
- ต้นปี 2007 หลังจากเพิ่งกลับมาจากสวิตเซอร์แลนด์ คะแนน assessment ตัวแรกก็เพิ่งออก กรี๊ดดดดดดดดด ต่ำได้อีก ถ้าคะแนนคงตัวขนาดนี้ทั้งปี มีหวังขอต่อเอกไม่ได้กันพอดี กรี๊ดด กรี๊ดดด กรี๊ดดดดด อนาคตหนู......
- อาจารย์ที่ปรึกษาที่เทอมก่อนลาพักกลับมาสอนแล้ว งานหนักกว่าเดิมอีก ไม่เคยเรียน 9 โมง - 5 โมงมาตั้งแต่เข้าป.ตรี ปีนี้ก็ต้องกลับมาเผชิญชีวิตเยี่ยงนั้น
- ทำ formative assessment ตัวถัดไป คะแนนออกมา กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด... (ด. เด็ก 111 ตัว) ต่ำลงไปอีก ทำไมนะ ทำไม...
- ประมาณเดือน 3 เดือน 4 ของปี 2007 ก็ไม่ค่อยออกไปไหน กลับบ้านก็ไม่บอกใคร เก็บเนื้อเก็บตัว เข้าห้องสมุดยามดึก เครียด อารมณ์ไม่ดี วิทยานิพนธ์ก็ต้องทำ มีปัญหากับเจ้าของสถานที่ที่จะไปเก็บข้อมูลอีก ไปทีไรเจอสายตาและคำพูดที่...ไม่อยากบรรยาย เดี๋ยวจะเผลอคิดว่าตัวเองเป็นพจมานในบ้านทรายทองไปจริงๆ ทำเรื่องต่อทุนไม่ได้เสียทีเพราะขอ reference จากอาจารย์มาแล้ว 3 ชาติแต่ก็ยังไม่มีใครเขียนให้ proposal ที่เสนอไปอาจารย์ก็บอกว่า...เอาไปทบทวนมาใหม่ ต้องอ่านเพิ่มเติมมากมาย งานเก็บคะแนนก็กำลังจะมาถึงอีก 5000 คำ เหลือเวลาเท่าไหร่เนี่ย ทำไมมันฉุกละหุกแบบนี้ คะแนนรวมจะถึง 60% มั้ย โฮ...ไม่เคยคิดว่าจะต้องเผชิญชะตากรรมเยี่ยงนี้ คาบลูกคาบดอกมาก สถานที่ที่ไปฝึกงานก็ใช้เอาๆ คะแนนก็ไม่มีให้ แถมยังแย่งเวลาทำงานที่เก็บคะแนนเราไปอีก (และอื่นๆ อีกมากมาย )
- พยายามทำ summative assessment อย่างสุดฝีมือ คะแนนออกมา เออ...ค่อยยังชั่ว แต่ก็ยังต้องลุ้นตัวต่อไป
- เดือน 5/2007 เหมือนยกภูเขาออกจากอก คะแนน presentation ดีมากกกกก ไม่เคยสัมผัสอะไรที่เกินระดับ distinction มานานแล้ว (แต่ดันเก็บแค่ 10% เอง = =') เอาเถอะ...อย่างน้อยมันก็ช่วยผลักดันค่าเฉลี่ย ให้มาอยู่ในระยะปลอดภัย นี่ถ้ารักษาระดับ dissertation ให้อยู่ในเกณฑ์นี้ต่อไป ก็จะไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น
- เดือน 6 หมดภาระด้านชั่วโมงเรียนมหาโหดแล้ว มีแต่เรื่องการต่อทุนและการทำวิทยานิพนธ์ซึ่งยาว 20,000 คำ และอาจารย์ต้องการให้เสร็จดราฟต์แรกภายในสัปดาห์ที่ 3 เดือนกรกฎาคม นั่นแปลว่าเรามีเวลาประมาณ 50 วัน
- ปั่นสิคะ...เวลาเดือนกว่าๆ นี่ต้องทั้งอ่าน ทั้งเก็บข้อมูล ทั้งเขียนนะเนี่ย AF ก็เริ่มแล้ว นัทเพื่อนเก่าผ่านเข้ารอบ 20 คนสุดท้าย ก็ดูๆ เสียหน่อย แต่คงไม่ติดหรอกนะ รายการอะไรไม่รู้ หลอกให้คนเสียเงินโหวต
- เดือน 7 หลังจากวีค 3 ก็ส่งงานล็อตแรกไป ได้แก้ไขเพียบ อาจารย์โบยบินไปขุดที่ฝรั่งเศสแล้ว เลยว่างขึ้นหน่อย มีเวลาดู AF เต็มที่ ก็สนุกดีนะรายการนี้ เวลาผ่านไปแล้วกว่าหนึ่งเดือน นัทยังอยู่ในบ้านก็เลยดูต่อไป แต่ไม่ติดจริงๆ นะคะ ไม่ได้ติด
- เดือน 8 ติด AF งอมแงม ฮือออ ฮืออออ ฮืออออ ตื่นก่อนนอนทีหลังนักล่าฝันทุกวันเลย ขอบตาเริ่มดำคล้าเหมือนหมีแพนด้า นน. ขึ้นหลายโล เพราะอยู่แต่ในห้อง ไม่ได้ออกไปข้างนอก ไม่ได้ออกแรงที่ไหน วันๆ นั่งแต่หน้าจอคอม ที่สำคัญก็คือ...ยังไม่ได้แก้ไข dissert เลย...เอาไว้ก่อน ส่งตั้งต้นเดือนกันยาแน่ะ ระหว่างนี้ก็หาวิธีโหวตให้ V1 ทางเนตไปพลางๆ เปล่านะ เราไมได้โดนหลอกนะ เราแค่ทำเพื่อความสบายใจของเรา (= =' อ้างไปโน่น) แต่เอ๊ะ หาาา อะไรนะ ส่งวิทยานิพนธ์ตอนต้นเดือนกันยาเหรอ กรี๊ดดดด ต้องรีบแล้วสิ
- เดือน 9 ในที่สุดกก็เคลียร์เรื่องต่อทุน เรื่องสมัครเอกกับทางมหาวิทยาลัยเรียบร้อยแล้ว ขอพักสัก 2-3 เดือน บินกลับเมืองไทย
- 3 เดือนที่ดูเหมือนจะว่าง แต่ก็ยังหายไป เป็นเพราะญาติผู้ใหญ่ไม่ค่อยสบาย เลยไปเฝ้า ตอนนั้นเครียดกันมาก แต่ก็ผ่านมาด้วยดี
- ปี 2008 กลับมาเรียนต่อเอกที่เดิม แต่ก็คงจะหายหน้าหายตาต่อไป เพราะว่ามีอะไรให้อ่านเยอะมาก และอาจารย์ที่ปรึกษา (คนเดิม) ก็เป็นคนทีมีความกระตือรือร้นสูงส่ง อยากให้ 1 วันมี 36 ชม. จริงๆ
- ถ้าคิดถึง แวะเวียนไปหาที่ http://fahpraifon.multiply.com นะจ๊ะ ที่นั่นอัพเดตเป็นระยะๆ ถึงแม้ว่าจะเขียนคนละลักษณะกับที่เคยเขียนที่นี่ก็ตาม
P.S. นิยายน่ะ ยังไม่ได้เขียนเลย T-T ขอหยุดไปจนกว่าโปรเจ็คป.เอกจะลงตัวและรู้ทิศทางมากขึ้น เวลาที่อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงมากๆ จินตนาการมันหายไปโดยไม่รู้ตัว ช่วงนี้ต้องฝังตัวกับการจัดการมรดกทางวัฒนธรรมมากหน่อย
โชคดีค่า เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกๆ คน February 14 ย้ายบ้านช่วงนี้อาจจะดูเหมือนยิ้มตัวดีมันไม่ค่อยจะอัพบลอกเลยยยยยย
แหะๆ งานโหมนั่นก็ส่วนหนึ่งแหละค่ะ โหย...เครียดลึกๆ เหมือนกันนะ
แต่ก็นั่นแหละ สิ่งใดที่ต้องทำ มันก็ต้องทำ เลี่ยงไม่ได้
ก็รู้สึกเพื่อนๆ จะยุ่งกันหลายคน
ก็สู้กันต่อไปนะ
ใจหนึ่งก็อยากเรียนต่อเอกอยู่ เพื่ออนาคต
อีกใจ...อยากได้งานที่บ้านจริงๆ จะได้กลับ
ก็ตั้งใจไว้แล้วว่าจะเรียนต่อ
แต่อย่าให้มีที่ทำงานที่ถูกใจโผล่มาเชียวนา เปลี่ยนใจทันทีเลย
อีกสาเหตุที่อัพบลอกไม่บ่อยก็คือ...ช่วงหลังๆ space ที่นีมันแฮงก์บ่อยค่ะ
เข้าทีไรก็ not responding (พอๆ กะ Bloggang เลย)
ตอนนี้ส่วนมาก็เลยอัพไว้ที่เดียวค่ะ ที่ http://fahpraifon.multiply.com
ก็ขอเชิญแวะเวียนไปด้วยนะคะ พอดีมันเม้นต์ไม่ได้ถ้าไม่ใช่สมาชิก ลำบากหน่อย
แต่พอว่างๆ มีเวลาทำนานๆ จะกลับมาอัพ my space ค่ะ
ตอนนี้จะอัพแต่ละทีเดี๋ยวค้าง เดี๋ยวแฮงก์ไปเลย ขี้เกียจรอ
ไปละค่ะ แล้วเจอกันเมื่องานจางลง February 06 กึ่งฝันกึ่งจริงทำไมหนังสือที่ห้องสมุด York มันยืมได้ยากเย็นเยี่ยงนี้นะ
ขนาด request ไปแล้ว เลยกำหนดส่งคืนมาแล้วตั้งอาทิตย์นึง คนที่ยืมก่อนหน้ามัน เอ๊ย เค้าก็ยังไม่เอามาคืน
ใจคอ...จะไม่สงสารคนที่รอเลยหรือไง รู้แล้วว่าค่าปรับมันถูกกว่าซื้อหนังสือเองอีก (4 เล่ม ปกแข็ง560 กว่าๆ โอยยย แพงจัดๆ)
แต่มนุษยธรรมน่ะ มีมั่งมั้ย ฮือๆ ๆ ๆ
เด็กน้อยคนนึงกำลังจะตาย เพาะ Deadline ที่วิ่งเขามาในอีกไม่กี่วัน
วันนี้ฟ้ามันก็สีฟ้านะ
แต่โอ๊ย...สว่างเกินไป แสบตาจัง
ด้วยความเครียดเพราะนึกอะไรไม่ออก ไอเดียที่พอมีลางๆ
เลือนลางมากจนมองไม่ออกว่าจะมุ่งไปทางไหนเลย
คิดมากก็เริ่มวิงเวียน คลื่นเหียน
(จริงๆ อาจจะเพราะคิดไม่ออก เดินไปเดินมา...นั่งๆ ลุกๆ ก้มๆ เงยๆ เลือดไปเลี้ยงสมองไม่ทัน)
ก็เลยหนีไปนอน...หมายจะงีบซักงีบ...
ในช่วงจังหวะที่เคลิ้ม
ความคิดเริ่มเรียงตัว
(คล้ายๆ กะข้าวเรียงเม็ดมั้ง)
ก็เคลิ้มไปแล้วล่ะ แต่จิตใต้สำนึกมันคงกำลังคิดอยู่...ทันใดนั้นก็มีคำปรากฏขึ้นมา 3 คำ
เฮ้ยยยยย ฟังดูใช้ได้ดีนี่นา น่าจะเอามาใช้เสียเลย
แล้วเราก็ลืมตาโพลง....ตะเกียกตะกายลุกขึ้น พรวดพราด คว้าเอากระดาษเปล่าและปากกามาจดคำ 2-3 คำที่นึกได้นั้น
หลังจากนั้นก็หลับไปอีก 5 นาที
แล้วก็ต้องลุกพรวดขึ้นมาอีก เขียนประเด็นรองที่เริ่มผุดออกมา
สาธุ...ขอให้ไอเดียนี้ใช้ได้ด้วยเทอญ หรืออย่างน้อยก็ขอให้นำไปปรับปรุงแก้ไขได้...อย่างน้อยจะได้มีโครงอยู่แล้ว
อา...กำลังใจเริ่มมาละ
ขอบคุณ York Minster ที่เป็นเหมือนสถานหลบภัย คิดอะไรไม่ออกก็เข้าไปสงบจิตสงบใจ อธิษฐานในนั้น
วันนี้ฟ้ามันก็เป็นสีฟ้าดีนะ...
ดูสดใสดีจังเลย แผลใครจะไปคิด...
ว่าแผลเล็กๆ หลายๆ แผลมันก็ทำให้เจ็บได้เหมือนกัน
แผลแบบที่เรียกว่าถ้าเป็นที่เดียวก็คงไม่รู้สึกรู้สาอะไร ไม่ได้ใส่ใจ
เมื่อคืนสะดุ้งตื่นตอนตี 4 ลมหนาวมันแทรกผ่านหน้าต่างเข้ามา ลุกขึ้น เอาหมอนปิดหัวเดี๋ยวจะไม่สบาย
โอย...มือระบม ปวดตุบๆ
ทำไมมันมาเจ็บเอาตอนกลางคืน กลางวันใช้งานอยู่มันก็ปกติดี
เช้ามาก็เลยจัดการปิดพลาสเตอร์ซะ
เหมือนปัญหาทั้งหลายแหล่ล่ะมั้ง
ปัญหาง่ายๆ ไม่ยอมแก้เสียที...
เก็บไว้ให้พันกันยุ่งๆ อยู่มาวันหนึ่ง โชะ.............
ปวดหัวตาย
บ่นไร้สาระ แล้วก็ชิ่ง อีกตามเคย หุหุหุ
February 02 ขี้เกียจไม่ได้อัพบลอกมากนานมากกกก
เพราะตกไปอยู่ในโหมดขี้เกียจอีกแล้ว...โหมดขี้เกียจแต่ก็ต้องทำงานอ่ะค่ะ
จากสถิติเก่าๆ ช่วงที่ข้าพเจ้าจะดาวน์ๆ บ่อยๆ คือช่วงเดือน มกราคม - กุมภาพันธ์ นั่นเอง
เป็นช่วงที่ยุ่งมากกกกก แล้วเวลาก็จะผ่านไปเร็ว พอรู้ตัวอีกที ก็ถึงกำหนดกลับบ้านตอนอีสเตอร์แล้ว (แต่ปีนี้ยังไม่ได้กำหนดเวลากลับ)
กลับบ้านแทบจะทุกสงกรานต์เลย เหอๆ แรกๆ ก็เพราะว่าตอนซัมเมอร์ กว่าจะได้กลับบ้านก็กลางๆ ก.ค. เสียบ่อยๆ เพราะต้องไปขุด
แต่ตอนนี้...กลับบ้านเพราะคิดถึงพ่อแม่ คิดถึงปู่ย่ายาย ญาติๆ
อารมณ์ของเขาก็คง...
สงกรานต์อยากให้ครบหน้าครบตา
เราไปทีไรเขาก็ยิ้มออกกัน
ไม่กลับเขาก็ไม่ได้ว่า แต่ปู่ก็ชอบเป็นห่วงทุกที
มีข่าวอะไรร้ายๆ จากทางอังกฤษก็กินไม่ได้ นอนไม่หลับ
ตอนนี้...อากาศหน้าหนาวเริ่มหายไป
ฟ้าสีฟ้าใสๆ เริ่มออกมา แต่ดูจากเวบ BBC แล้ว ท่าทางมันจะยังหนาวอยู่แฮะ
แต่ได้เห็นฟ้าใสๆ บ้างก็ดีแล้ว ยังพอจะทำให้มองโลกในแง่บวกขึ้นมาได้บ้าง
ช่วงนี้งานเยอะจัง >_<~ ทั้ง essay ทั้งงานขาจรจากในคลาส (แว่วๆ ว่าจะมี debate อีก)
แล้วยังต้องพยายามอ่านๆๆๆ เพื่อหาหัวข้อ dissert และ หัวข้อ research ป.เอก (ซึ่งหนังสือที่ request ไว้ก็ไม่ได้ซักที ใจคอคนที่ยืมก่อนหน้ามันจะจ่ายค่าปรับไปตลอดอาทิตย์เลยเหรอ ไม่เข้าจายยยยยยย) ตอนนี้ไอเดียเริ่มเกาะกลุ่มนิดๆ เกือบจะเรียงตัวละ แต่ว่าต้องมีความรู้พื้นฐานเข้าไปก่อน
ตูจะได้เขียน proposal หวังว่าจะได้ offer และจะได้ทำเรื่องขอต่อทุนเสียที เฮ้อ...
อยากให้วันหนึ่งมี 36 ชั่วโมง
แต่อย่างน้อยก็ยังดีแหละนะ แค่มีแต่งานยุ่ง ไม่ได้เจ็บป่วย ไม่สบายอะไร
ช่วงนี้ชีวิตน่าเบื่อ เลยไม่ได้มาอัพบลอก -_- แหะๆ
รอให้อะไรยุ่งๆ ผ่านไปคงได้อัพมากกว่านี้นะจ๊า January 21 Flat 5 Block A1 @ Wentworth- ไม่ค่อยมีของวางทิ้งไว้ข้าง sink เพราะทุกคนล้างแล้วเช็ดเก็บเข้าตู้หมด จะมีก็มีน้อยมาก วางไว้แอบๆ ไม่รกหูรกตา ดูธรรมชาติดี
- พอถุงขยะเต็มก็ผลัดกันผูกปากเอาไปทิ้ง ไม่มีใครเกี่ยงใคร ไม่ปล่อยให้ครัวมีกลิ่น
- ทุกคนมีอุปกรณ์ครัวครบ ครัวนี้...มี baking tray มากกว่า 6 อัน (มีอย่างน้อยคนละอันอ้ะ) แต่ละคนมีหม้อมากกว่า 2 หม้อ กระทะมากกว่าคนละ 2 กระทะ
- น้ำยาล้างจานเรียงรายข้างอ่างล้างจาน 6 สี ผอลน้ำก็ 6 แบบ
- เวลา 6.00-7.00pm เป็นเวลา peak time สาวๆ จะอกมาทำครัวกันแทบทั้งนั้น โดบเฉพาะ โอโตเมะ สาวญี่ปุ่น แคทเธอรีน สาวจีน แคโรลินา สาวลูกครึ่งเปรู - สวีดิช และข้าพเจ้าเอง... คือ...ถ้าเราไม่ไปครัวเต่หรือครัวนก ครัวส้ม ก็ต้องมี 4 สาวอยู่แน่ๆ
- โต๊ะ และ ที่วางของเคลียร์เรียบร้อยทุกครั้ง พื้นก็ดูดฝุ่นให้ด้วย
เป็นแฟลตที่น่ารักมากเลยอ้ะ...แล้วแต่ละคนก็ไม่ค่อยดุด่ากัน พาเพื่อนมากินข้าวก็ไม่ว่า (เราพามาบ่อยนิ :P ) แต่ต้องหลบ peak time เสียหน่อยเท่านั้นเอง แล้วก็มีนัดกินข้าวด้วยกันเป็นพักๆ ชื่นใจๆ หน้าห้องเกือบทุกห้องก็จะมีป้ายชื่อตกแต่งมาติดไว้ แฟลตอื่นก็ไม่ค่อยเห็นใครจะทำหรอกนะ แต่แฟลตนี้เราเป็นคนเซต เทรนด์เอง แหะๆ พอดีมีป้ายเก่า ใช้มาหลายปีดีดักแล้ว วันนี้ก็ถึงโอกาส get together อีกทีแล้วค่ะ ตอนแรกตั้งใจว่าจะทำอาหารไทยเลี้ยงสาวๆ เพราะว่า พาเพื่อนมากินบ้อย ยึดครัวก็บ่อยครั้ง น่าจะได้ทำอะไรตอบแทนมั่ง แต่อยู่ดีๆ แฟลตเมตทั้งหลายก็อยากจะทำอาหารขึ้นมาซะงั้น เลยเกิดงาน International food night ขึ้น โปรแกรมอลังการที่วางไว้เลยหดหาย เพราะไม่งั้นจะกินไม่หมด ตกลงเมนูวันนี้ก็คือ
ข้าวเกรียบมโนราห์ ไก่สะเต๊ะ ข้าวผัดเครื่องเทศแบบอินเดีย พายผักโขมแบบสแปนิช Chinese dumpling ไก่เทอริยากิ (ช่างหลากหลายจริงๆ) ปิดท้ายด้วย เต้าฮวย ฟรุตสลัด (เดาได้ใช่ไหมล่ะฮะ ว่าน้องยิ้มขา ทำอะไรไปมั่ง) ใช่แล้ว ข้าพเจ้าทอดข้าวเกรียบ ทำไก่สะเต๊ะ แล้วก็เต้าฮวยนั่นเอง ลองทำอาจาดมั่วๆ ดู เอ...ไม่มีน้ำส้ม ใช้มะนาวแทนมันก็เหมือนอาจาดดีนะ
วันนี้งงๆ มาตั้งแต่เช้าแล้ว...เดินเข้าครัว โอโตเมะก็ยิ้มหวานให้เชียว แล้วก็บอกว่า แฮปปี้เบิร์ธเดย์นะจ๊ะ...เอ...งง ๆ แต่ก็ยิ้มตอบกลับไป แต่เจ๊บอกว่าเจ๊แฮงก์โอเวอร์ ก็เลยปล่อยๆ ไป จริงๆ แล้ววันนี้เพื่อนๆ ก็บอกแล้วล่ะ ว่าเลี้ยงให้แทนวันเกิดเลยนะ แต่ก็คิดว่า อื่ม...ก็แค่ยกอาหารมารวมๆ กันเท่านั้น แต่พอนั่งกินปุ๊บ ลินดา แฟลตเมตที่ไม่ว่าง เพราะไปต่างเมืองก็ text มา แฮปปี้เบิร์ธเดย์อีก -_-" แถมเรียกเราว่าเบิร์ธเดย์ เกิร์ลด้วย ก็ชักทะแม่งๆ แล้วแคโรลิน่าก็เฉลยว่า เค้าจำผิดวันกัน...คิดว่าข้าพเจ้าเกิดวันที่ 21 มกรา ก็ แหะๆ ไม่เป็นไร เป็นโอกาสอันดีแล้ว ที่จะได้มารวมตัวกัน ตั้งใจจะรวมตัวกันมานานแล้วนี่นา แต่ว่าแต่ละคนก็ติดโน่นๆ นี่ๆ กันมาตลอด
โชคดีนะ...ได้มาอยู่ในที่ดีๆ
รู้สึกดีมากๆๆๆๆๆๆๆ เลยอ้ะ รู้สึกเหมือน...เป็นเพื่อนกันจริงๆ ไม่ได้เป้นแค่เพื่อนร่วมแฟลต
วันนี้พอกินเสร็จก็พูดกันเรื่องต่างๆ นาๆ อีก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียน เรื่องประสบการณ์ส่วนตัว เรื่องผม เรื่องความงาม เรื่องทำอาหาร และแม้กระทั่งเรือ่งผี on campus (อันนี้แอบหลอนนิ แต่ว่าแคโรลินาเขาเด็กลูกหม้อ รู้เยอะดี)
ไม่รูว่าปีหน้าจะได้อยู่ที่ไหน อนาคตจะเป็นอย่างไรเลย...
ไม่รูว่าจะสมัครหอทันไหม (ก่อนอื่นคิดเรื่อง proposal ให้ตกก่อนเถอะเจ๊ อย่าทำกำแหงไปคิดเรื่องอื่น -_-")
ไม่ว่าจะเป็นยังไงกตาม ขอให้ได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมดีๆ อบอุ่น และสะอาดอย่างนี้ด้วยเถิด สาธุ....
January 18 Heritage...มันกลับมาอีกแย้ว >_<~อาการนอนไม่หลับเพราะความคิดในหัวตีกัน มันเกิดขึ้นเมื่อเทอมก่อน จำได้ว่าตอนนั้นต้องมาบ่นในบลอก เพื่อช่วยให้นอนหลับ
อาการเดิมมันกลับมาอีกแล้ว กรี๊ดดดดด
บล๊อกนี้ก็เลยต้องกลับมามีสาระอีกครั้ง...เหอๆ ๆ มีรึเปล่า -_-" จริงๆ ก็ไม่รู้ เรียกได้ว่าเป็นคำบ่นที่เกี่ยวกับ โบราณคดีและมรดกทางวัฒนธรรมจะดีกว่า
วันนี้เพิ่งได้หนังสือเรียนที่ซุปเปอร์ไวเซอร์เป็นคนรวบรวม article ต่างๆ ไว้ มาจากห้องสมุด หลังจากจองไปนานมากกกก
อึ้งมาก...เล่มขนาด A5 เองฮ่ะ ปกแข็ง เล่มนี้มีราคา 500 กว่าปอนด์ (ตอนถือกลับนี่ รักษาสุดชีวิตเลย ซื้อเองไม่ได้ฮ่ะ ไม่มีปัญญา)
กำลังสงสัยว่าเวอร์ชั่นปกอ่อนจะออกมาอีกมั้ย ราคาจะลดลงมากหรือเปล่า (ดูจากราคาปกแข๋ง ปกอ่อนก็ไม่น่าจะต่ำกว่า 200 เอิ๊ก ไม่ซื้อแล้ว ถ่ายเอกสารเอาดีกว่า)
ได้หนังสือเล่มนี้มาเราก็จะได้เริ่มอ่านๆ ๆ ๆ แล้วก็พยายามหา Research topic และ Dissertation topic ของ ป.โท ให้ได้เสียที หลังจากอ่านแบบหว่านแห มาเป็นอาทิตย์ (ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับ ความคิดอันเลื่อนลอยตีกันในหัว)
เปิดเทอมปุ๊บ...งานโครมลงมาบนหัวสามชิ้น (ไม่นับงานแปลที่ยังค้างเขาไว้อยู่ อ๊ากกก)
1. อ่าน ๆ ๆ เพื่อเขียน paper ส่ง อาจารย์บอกว่า ไม่ต้องซีเรียส ไม่เอาไปประเมิน แต่คะแนนจะปรากฏลงใน Transcript นะ โธ่เอ๊ย...แค่มันปรากฏก็เครียดแล้วค่ะ อาจารย์ขา
2. อ่าน ๆ ๆ เพื่อหาหัวข้อ PhD และ Dissertation ของปีนี้ ต้องพยายามหาให้สอดคล้องกัน เผื่อโชคดี จบภายในสามปี อะฮ้า ๆ
3. ไม่น่าเมลไปหา prof. ที่ควบคุมการฝึกงานเร็วเลย หงืด ๆ เจอต้องมาค้นคว้า เพื่อเลือกโปรเจคที่จะทำ และต้องการคำตอบภายใน 3 วัน แว้กๆ ๆ ๆ งานอื่นก็ยังค้างๆ อยู่เลยง่ะ เริ่มอยากเป็นทศกัณฑ์ มีสิบหน้า สิบหัว เพราะคงจะมี 10 สมอง เผื่อจะช่วยให้อ่านได้ไวขึ้น
ปีนี้ปี 2007 ปีของการยกเลิก Slavery ครบรอบ 200 ปี พิพิธภัณฑ์ใหญ่ๆ 5 แห่งทั่งอังกฤษกำลังจัดนิทรรศการอยู่ (ละเราเองก็ต้องค้นคว้าเรื่องนี้ด้วย เฮ้อ...ปวดหัวตึ้บๆ ๆ สงสัยจะอยู่สบายมาหลายวัน กลับมาเจองานแล้วมึน @_@)
ในห้องเรียนวันนี้เจอการโต้เถียงอย่างดุเดือดอีกแล้ว
สนุกดี แต่แอบเก็บมาเครียดนี่อ่ะดิ...
มึน...
หนีไปหาไรเบาๆ ทำก่อนดีก่า...เอิ๊ก
January 14 สวิตเซอร์แลนด์...แดนหมอกห้อมล้อมเทือกเขาสวิตเซอร์แลนด์..แดนหมอกห้อมล้อมเทือกเขาสวัสดีค่ะ ชาวชมรมคนโสดแสนสุข...ช่วงนี้เป็นช่วงปีใหม่ มีวันหยุดยาวประธานเลยมีโอกาสได้มาทำสาส์นส่งหาสมาชิกอีกครั้งนะคะ วันนี้ประธานสัญญาว่าจะไม่ค่อนแคะหรือแอบกัดใครให้ต้องมากินแหนงแคลงใจ เพราะว่า ความตั้งใจของประธานก็คือการสรรสร้างงานเขียนที่มีสาระแก่ผู้อ่าน ดังนั้น...ประธานเลยคิดว่าประธานจะทำสารคดีท่องเที่ยวค่ะ สารคดีท่องเที่ยวใสๆ บริสุทธิ์ ไม่มีโรมงซ์ โรแมนซ์เจือปนเล้ยยยย (ก็จะมีได้ยังไงล่ะคะ ฮ่าๆ ๆ ๆ ก็นโยบายหลักของชมรมคนโสดแสนสุขก็คือชี้ทางสว่างให้พวกที่ตาบอดเพราะความรักได้เห็นสัจธรรมว่า รักใดประเสริฐเท่ารักจากบุพการีและกัลยาณมิตรนั้นไม่มี ดังนั้น...ประธานจึงจงใจทำให้เป็นสารคดีปลอดเรื่องรักเพราะว่ามันเป็นทริปที่ประเทืองปัญญา เต็มไปด้วยความรู้อัดแน่นนี่คะ) อ้า....สมาชิกอย่าเพิ่งอ้าปากหวอทำท่าเหมือนจะไม่เชื่อแบบนั้น ถึงจะดูบ้าๆ บอๆ หน่อยๆ แต่ประธานที่รักของสมาชิกทั้งหลายก็ทำประโยชน์แก่สังคมได้ ไม่เหมือนพวกที่ชอบก่อความวุ่นวายวางระเบิดที่โน่นที่นี่ให้ปีใหม่ 2550 นี้ต้องวุ่นวาย สาวน้อยน่ารักอย่างประธานคงไม่มีอำนาจใดที่จะไประงับวินาศกรรมเหล่านั้นได้...แต่ประธานสาปแช่งได้ค่ะ ถึงไม่มีพริก ไม่มีเกลือมาเผาก็ขอให้ตัวการของความวุ่นวายครั้งนี้ไร้ซึ่งแผ่นดินจะเหยียบ และถ้ายังไม่หยุดอีกก็ขอให้จบชีวิตด้วยวิธีที่ร้ายแรงยิ่งกว่าธรณีสูบ ถ้าเป็นผู้ชายก็ขอให้โดนไม้ป่าเดียวกันรุมกระทำชำเรา (ตายๆ ชักจะติดเรต ไม่ดีๆ เดี๋ยวเยาวชนอ่านไม่ได้)
เอาล่ะ มาเข้าเนื้อกันเลยดีกว่า...เมื่อประธานตั้งใจแล้วว่าจะทำสารคดีท่องเที่ยวประธานก็เลยแปลงกายเป็นแมลงซ่อนเร้นไปในกระเป๋าเดินทางของนักศึกษาจากประเทศกลุ่มหนึ่ง ซึ่งกำลังจะเดินทางไปประเทศสวิตเซอร์แลนด์ค่ะ เอ...จะบอกชื่อดีมั้ยเนี่ย...บอกเป็นนามสมมติก็แล้วกันนะคะ ประธานสมมติว่าสามสาวในทริปนี้ชื่อ ยิ้ม ส้ม และ นก ก็แล้วกัน (ไม่รู้จะเรียกว่า ‘สาวๆ’ ดีหรือเปล่านะคะ ท่าทางดูขี้บ่นอย่างนี้...เรียกป้าท่าทางจะดีกว่า) ส่วนสองหนุ่ม หนึ่งไทย หนึ่งจีนที่ (หลวมตัว) มาร่วมทริปกับพวกป้าๆ ขี้บ่นพวกนี้ ขอสมมติว่าชื่อเม่นกับเจอรี่ และฝ่ายเจ้าบ้านที่รอรับพวกเราอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ มีนามสมมติว่านิกค่ะ
ประธานจะเขียนอย่างรวบรัดนิดหนึ่ง และใช้รูปประกอบไม่เยอะเท่าไหร่ ถ้าอยากดูเต็มๆ ก็เข้าไปดูอัลบั้มเต็มๆ ที่อยู่ติดๆ กันนี่ก็แล้วกัน ตอนแรกประธานตั้งใจจะเขียนเป็นวันๆ เหมือนไดอารี่ แต่ว่ามันคงจะย้อนไปย้อนมาชวนเวียนหัว เลยรวบยอดเอามาเขียนเป็นเมืองๆ ไปเลยดีกว่า ว่าเมืองไหนมีอะไรบ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขอแจ้งผู้อ่านไว้ก่อนนะคะ ว่าสมาชิกกรุปทัวร์กรุปนั้นพักที่บ้านของนิกที่โลซานค่ะ (แหม่...โชคดีจริงๆ เลยโชคดีนะป้าๆ และหนุ่มๆ ทั้งหลาย) แล้วทริปส่วนมากก็จะเป็น day trip ยกเว้นทริปที่ไปเมือง Chur เมืองน้ำแข็งพันปี (หมายถึงเมืองที่มีน้ำแข็งชั่วนาตาปีน่ะค่ะ)
Aigle & Montreux (20-12-06)
ขอข้ามโลซานไปเล่าเรื่องเมืองอื่นๆ ก็แล้วกันนะคะ เพราะว่าอะไรที่อยู่ใกล้ตัวมักจะได้รับการมองข้ามเสมอใช่มั้ยล่ะ กับคนพวกนี้ก็เหมือนกันล่ะ...เลยเดินทางไปเมือง Aigle (อ่านว่า แอ๊ก) และ Montreux (มอง-เทรอ) กันก่อน จากการแอบฟังท่านนิก ไกด์กิตติมศักดิ์ ที่เป็นนักเปียโนมืออันดับต้นๆ ของประเทศไทย ประธานจับใจความได้ว่า Aigle เป็นเมืองเล็กๆ ที่น่าจะมีชื่อเสียงในด้านการทำไวน์ และไวน์ดีๆ ที่นี่ราคาหลายสิบฟรังก์เลยทีเดียว คงจะเป็นเมืองที่ต้องคนท้องถิ่นเท่านั้นถึงจะรู้จริงๆ นะ เพราะว่าเปิดหาใน Lonely Planet ยังไม่เจอเลย
มองเห็นปราสาทอยู่ลิบๆ ข้างหน้านี้คือ Vinyard สวนองุ่นทำไวน์นะค้า
นี่อ่ะค่ะ ปราสาท หน้าต่างเล็กๆ ดูตันๆ
เมื่อไปถึงก็พบว่า...อ้าว ปราสาทมันปิดนี่นา แต่สมาชิกทัวร์ก็ไม่เห็นจะว่าอะไร (อาจจะเพราะ 1.เกรงใจไกด์ 2.มัวแต่ถ่ายรูปเพลิน เลือกเชื่อถือเหตุผลข้อ 1 และ 2 ได้ตามใจชอบ) ต้องรอให้เจ้าบ้านเตือนอีกครั้ง “ปราสาทมันปิดนะ” เหล่าป้าๆ ถึงจะเริ่มรู้สึกตัว เริ่มมีปฏิกิริยาตอบรับ “อ้าว ปิดเหรอ”
ตกลง...ปิดหรือไม่ปิดก็ไม่เป็นไร (ได้ถ่ายรูปแล้วนี่ ไม่แตกต่างกันหรอก) เข้าพิพิธภัณฑ์ไม่ได้ ก็ไปขึ้นป้อมปราการรอบๆ ปราสาทแทน ท่านนิกก็บอกอีกว่า กำแพงที่มันดูตัน ๆ มีหน้าต่างอันกระจิ๊ดดดดด เดียวนี่แหละ ให้ผลทางด้านยุทธศาสตร์ชะงัดนัก เพราะว่าศัตรูโจมตียาก แต่ฝ่ายที่อยู่ข้างในยิงธนูออกไปจากรูพวกนี้ได้ง่ายนิ๊ดดดเดียว ก็จริงของเขาเนอะ จะเน้น ‘Form’ ไปทำไม ในเมื่อมันก็มีประโยชน์ด้าน ‘Function’ ขนาดนี้ ประธานเลยอยากจะเตือนคุณหนูสาวๆ นะคะ ว่าถ้าเลือกแต่หนุ่มรูปหล่อ ได้คนบ่มิไก๊ ไร้น้ำยา หยิบหย่งเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อขึ้นมาจะหาว่าไม่เตือนนะจ๊ะ อีกประการหนึ่งคือ ผู้อ่านคะ...ประธานว่าศิลปะแบบสวิสที่มันดูแข็งๆ อยู่เหมือนกันนะ เหมือนเอาอิฐ ปูนมาฉาบๆ เน้นความเรียบแต่หนัก ดูมีเสน่ห์แปลกๆ ไปอีกแบบ ประธานอยากรู้จังเลยนะคะ ว่าผู้ชายสวิสจะเป็นแบบนี้หรือเปล่า หุหุ ดูเข้มแข็งๆ แต่ดึงดูดใจ (ยังไม่มีโอกาสพิสูจน์ค่ะ เลยตอบไม่ได้)
แล้วคณะทัวร์ก็นั่งรถไฟกลับมาเมือง Montreux ป้ายิ้มบ่นพึมๆ ว่าทำไมมันดูคุ้นๆ ที่แท้ป้าแกก็เคยมาแล้วนี่เอง คนแก่ก็อย่างนี้แหละ มาแล้วแต่ว่าดันจำชื่อเมืองไม่ได้ นี่ยังดีนะ...ว่าจำชื่อปราสาทได้ เลยพอจะนึกออกมาเคยมาแล้ว เป็นอุทาหรณ์นะคะ เด็กๆ ว่าการเขียนไดอารี่เนี่ยก็มีประโยชน์นะ อะไรจะสามารถยืนยันได้ล่ะ ว่าแก่ตัวมาความจำคุณจะยังแจ่มแจ๋วเหมือนสมัยยามเยาว์วัย
ปราสาทนี้ชื่อ Châteaux de Chillon นะคะ อยู่ห่างจากสถานีรถไฟออกไป 3 กิโลเมตร “3 กิโลเมตรเอง เด็กๆ ” ใครๆ ก็พูดอย่างนั้น และมันก็ควรจะเป็นอย่างนั้น แต่ทว่า...แชะ แชะ แชะ...เสียงลั่นชัตเตอร์ดังไปตลอดทางเลยค่ะ คุณผู้อ่าน กว่าจะไปถึงปราสาทได้ก็บ่ายแก่ๆ ปราสาทเจียนจะปิดอยู่แล้ว โชคยังดีที่เขานับเวลาเข้า ไม่ได้กำหนดเวลาออก คณะทัวร์คณะนี้เลยเอ้อระเหยอยู่ข้างในได้อีกนาน
นี่ค่ะ รูปสมาชิกทั้งหลาย เม่นหายไป แปลว่าเป็นคนถ่าย ลิบๆ ข้างหลังโน้นนน คือปราสาทที่บอกนะคะ ประธานว่า...จุดที่ประธานชอบที่สุดในปราสาทนี้นะคะ คือห้องขังนักโทษใต้ดินน่ะค่ะ มันมืดๆ ทึมๆ หนาวๆ เย็นๆ แต่มีแสงสว่างส่องลอดเข้ามาจากหน้าต่างที่มีลูกกรงแน่นหนา มันเหมือนกับว่า...ในความท้อแท้ หดหู่ เหนื่อยยาก ก็ยังมีแสงเรืองๆ แห่งความหวังเสมอ แล้ววันหนึ่ง...เราก็จะหลุดออกจากพันธนาการที่กำลังรัดรึงเอาไว้ ทั้งทางกาย...และทางจิตใจ ณ ที่นั้น...ที่ที่ผืนฟ้าและแผ่นน้ำหลอมรวมเป็นหนึ่ง (เอ่อ...Welcome to Romantic mode ของประธานนะคะ)
ป้ายิ้ม...มองอะไร..
พอตกเย็นก็เดินกลับ...เขาว่ากันว่าขากลับมักจะดูเร็วว่าขามาเสมอเพราะว่าคุ้นเคยกับทางแล้ว ก็มีส่วนถูกนะคะ แต่ประธานว่า...สำหรับคณะนี้ มันเร็วเพราะว่าฟ้ามืดค่ะ ฟ้ามืดเลยถ่ายรูปไม่ (ค่อย) ได้ ก็เลยเดินได้ค่อนข้างเร็ว แหะๆ ระหว่างทางกลับก็มีคาสิโนค่ะ อูยยย ประธานไม่อยากเขียนเล่าเลย ผู้ปกครองกรุณาอยู่กับเยาวชนตอนอ่านด้วยนะคะ จะได้มีคนดูแลและคอยเหนี่ยวรั้ง เผื่อเห็นตากลมๆ ของเด็กจะกระตุ้นความรู้สึกผิดชอบได้ ผีพนันไม่เข้าใครออกใครจริงๆ วันนี้สมาชิกอันได้แก่ท่านนิกเจ้าบ้าน ลูลู่ เพื่อนท่านนิก (นามสมมติเหมือนกัน :P) และนายเจอรี่ได้ทดลองเล่นสลอธแมชชีนกัน ก็มีทั้งได้ๆ เสียๆ ไปตามเรื่อง เจอรี่โชคดีหน่อยได้มา 100 ฟรังก์ ลงทุนไป 50 ยังได้กำไร! ดีนะที่พี่ท่านหยุดได้ ถ้าหน้ามืดเล่นต่อไปอาจจะเสียจนหมด เพราะคิดว่าจะได้ๆ ๆ และนั่นก็คือความน่ากลัวของการพนัน (ประธานไม่ค่อยจะมีความรู้สึกนั้นหรอก เล่นทีไรเสียหมดทุกที -_- จำเขาบอกๆ มา)
หลังจากเล่นคาสิโนแล้วก็มีกิจกรรมเอาใจผู้ใหญ่หัวใจเด็ก ชิงช้าสวรรค์นั่นเอง ประธานเคยไปนั่งที่เคมบริดจ์ รู้สึกมันจะวนอยู่ 2 รอบแล้วลง ที่นี่เราได้ขึ้นๆ ลงๆ ประมาณ 5 รอบในราคา 5 ฟรังค์ ก็โอเคนะ...วิวสวย โรแมนติกดีด้วย มองเห็นทั้งดาวบนฟ้าและดาวบนดิน (แสงไฟริมทะเลสาบ) เออ...สมาชิกท่านไหนได้มาอยู่ตรงนี้ต้องอยากออกจากชมรมคนโสดแสนสุขแน่ๆ (แต่แอบได้ยินป้ายิ้มบ่นว่าหิวข้าว อารมณ์โรแมนติกเลยไม่บังเกิด เหอๆ ๆ ดีมาก เป็นสมาชิกที่ซื่อสัตย์จริงๆ อย่างนี้สงสัยจะได้อยู่ประดับชมรมอีกนาน)
อาหารเย็นวันนี้คือ อาหารจาก Christmas Market อาหารพื้นเมืองแบบสวิสแท้ๆ ดีๆ ๆ ๆ ได้สัมผัสรสชาติอาหารแบบแปลกๆ แต่กว่าสมาชิกทัวร์จะซื้อได้ก็ต้องพูดภาษาฝรั่งเศสจนเมื่อยมือ...แหงสิ ชี้โบ๊ชี้เบ๊ไงคะท่านผู้อ่าน พูดภาษาเขาก็ไม่ได้ ก็ต้องพูดปะกิดปนภาษามือเยี่ยงนี้แหละ ระบบที่นี่หรือก็แปลก ต้องดูว่าอยากซื้ออะไรแล้วก็ไปซื้อคูปองมาให้ราคาพอดี แล้วค่อยกลับคูปองไปยื่น เออ...ยังโชคดีนะ ที่ได้กินกัน ตัวอย่างอาหารก็เช่นไส้กรอก, Leek ดอง, สตูว์ไก่ใส่ครีม (ดูคล้ายๆ แกงอินเดีย) และ Rosti ซึ่งเป็นมันฝรั่งเส้นๆ ผัดกับชีส (ได้ข่าวว่าร้าน Betty’s ที่ยอร์คจานนึงราคาแตะ 10 ปอนด์) บรรยากาศของตลาดคริสต์มาสนี่...น่ารักมากเลยค่ะ ถ้าประธานเป็นนักเขียนนิยายรัก...ประธานจะเขียนให้คู่รักมางอนง้อกันแถวๆ นี้ เพราะมีทั้งร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ชิงช้าสวรรค์ ทะเลสาบ แสงไฟ ภูเขา ปราสาท ครบเซ็ต อ้า...แต่ว่าช่วงนี้อารมณ์อยากเขียนเรื่องแนวฆาตรกโรคจิตน่ะ เลยมองข้ามความสวยงามไปหน่อย
จบแล้วค่ะสำหรับเมืองนี้
Bern-Basel-Neuchatel (21/22-12-06)
เที่ยวสามเมืองในหนึ่งวันเลยเหรอ!! ต้องมีคนตกใจแน่ๆ เลย หุ หุ หุ ประธานยังไม่เฉลยตอนนี้หรอก อ่านต่อไปเรื่อยๆ สิ แล้วคุณจะค้นพบว่า...คณะทัวร์คณะต้องเผชิญกับอะไรบ้าง
นิกเคยบอกเอาไว้แล้วในวันแรกว่า “เราพูดได้แต่ภาษาฝรั่งเศสนะ พอไปเขตเยอรมันเราก็ แบ๊ะ ๆ เหมือนกัน” ก็นะ ประเทศเขาเล่นพูดตั้ง 3 ภาษา นักท่องเที่ยวที่พูดได้แต่ภาษาปะกิดก็แย่น่ะสิ วันนี้จุดมุ่งหมายคือ Basel และ Bern ซึ่งเป็นเขตที่พูดภาษาเยอรมัน “นิกฟังเยอรมันออกมั้ย” ป้ายิ้มถามขึ้น ด้วยคงจะหวังว่าพูดไม่ได้แต่ก็น่าจะฟังออก “ไม่อ้ะ” หุ หุ หุ คงสนุกแล้วล่ะ ท่านผู้อ่าน
Basel เป็นเมืองใหญ่ ที่ดูโบราณๆ มีทั้งความคึกคัก วุ่นวายปะปนกับความเก่าและขลัง ถ้าท่านใดเคยไปเยือนเบลเยียม...ประธานขอนำเสนอ Ghent นะคะ คล้ายๆ กันนั่นแหละค่ะ คุณจะได้เห็นโบสถ์กอธิกเก่าๆ เคียงคู่กับสายรถรางได้ด้วยการกวาดสายตาเพียงแค่ครั้งเดียว คณะทัวร์คณะนี้เลือกวิธีเดินชมเมืองค่ะ แหม่...ก็เมืองแถบยุโรปนี้ส่วนมากมันก็เดินได้แหละเนอะ ไม่รู้สายรถรางนั่งไปก็หลง แถมการเดินยังทำให้เราได้รู้ ได้เห็น ได้สังเกตอะไรไปอย่างช้าๆ มีเวลาซึมซับบรรยากาศได้ดีกว่าด้วย
จุดแรกที่แวะชมก็คือโบสถ์ St. Elizabeth ก็สวยดี แต่ก็เหมือนโบสถ์อื่นๆ ทั่วๆ ไป หลังจากนั้นก็เดินตัดไปชมน้ำพุกลางเมือง ซึ่งเป็นรูปเครื่องจักรต่างๆ แม่เจ้า!!! น้ำแข็งเกาะตรงน้ำพุ....นี่มันหนาวขนาดไหนกันเนี่ย ก็เลยหลบลงหนาวไปกินเครปเป็นอาหารกลางวันแล้วหนีเข้าพิพิธภัณฑ์ซึ่งดัดแปลงมาจากโบสถ์เก่าๆ ขนาดใหญ่โต (น่าจะเรียกมหาวิหารหรือ Cathedral มากกว่านะ) ซึ่งเต็มไปด้วยข้อความภาษาเยอรมัน -_- อยากจับตัวคนสร้างมาอบรมคอร์ส Museum and Interpretation กับป้ายิ้มจริงๆ เลยค่ะ นอกจากจะเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ข้อความเยอะแล้ว ยังไม่มีภาษาสากลเลยแม้แต่น้อย มีหนังสือให้มาอ่านเล่มหนาๆ เล่มหนึ่งซึ่งอารมณ์คนมาเที่ยวก็คงไม่อยากอ่านหรอกนะ
น้ำพุที่เป้นน้ำแข็งไปน่ะค่ะ น้ำเลยไม่ค่อยพุ่งเลย
เนื่องจากใช้เวลาในพิพิธภัณฑ์เสียนานมาก สถานที่ต่อไปอันได้แก่ Townhall สีแดงสดใสและ Munster (เหมือนกะ Minster, Monastery ในภาษาอังกฤษแหละค่า) จึงเป็นการชมเพียงปราดเดียว (และถ่ายรูปอีก 3-4 แชะ) เพื่อที่ว่าจะได้ออกเดินทางไป Bern ได้ทันเวลา จะได้ดูหมีซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมืองได้ก่อนตะวันตกดิน ซึ่งคงจะเป็นไปได้ยากค่ะคุณขา...ก็ท้องฟ้าหน้าหนาวมันเล่นมืดตั้งแต่ 4 โมงเลยน่ะสิคะ กว่าจะไปถึงหมีก็เข้านอนหมดแล้วล่ะมั้ง
Bern แปลว่า Bear กว่าคณะทัวร์คณะนี้จะมาถึง Bern ได้ Bear ก็หายลับกลับเข้าบ้านไปแล้ว...แต่สมาชิกก็ยังมองโลกในแง่ดี ถ่ายรูปกับเมืองยามกลางคืนโดยไม่เสียใจว่าหมีจะอยู่ที่ไหน ก็ดีนะคะ เป็นการมองโลกในแง่ดี จะได้ไม่เสียใจและผิดหวังถ้าสิ่งใดก็ตามไม่เป็นไปตามแผน
ดูดาวบนดินไปก่อนนะคะ สวยไปอีกแบบแหละ
หลังจากนั้น...ไกด์กิตติมศักดิ์ก็นำทางขึ้นไปที่ Rose Garden (ฟังดูอย่างกับสวนสามพรานบ้านเราเลยเนอะ แต่มันคือสวนกุหลาบจริงๆ ที่ไม่มีดอกให้เห็นแม้แต่ดอกเดียว ก็แหงล่ะ หน้าหนาวนี่ถ้ามีก็ผีหลอกแล้ว) การเดินขึ้นที่สูงนี่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของร่างกายจริงๆ ค่ะ ใครเดินรั้งท้ายอย่าให้ประธานนินทาเลยค่ะ หุหุ วิวจากเบื้องสูงสวยมากค่ะ เห็นเลยว่าเมืองถูกโอบล้อมด้วยแม่น้ำที่โค้งจนเป็นรูปตัวยู (ประชากรจากเมืองผู้ดีโปรดนึกถึงเมือง Durham ยามอ่านมาถึงตรงนี้) หลังจากนั้น สมาชิกบางท่านก็ลืมไปอีกแล้ว ว่าพ้นการบรรลุนิติภาวะมาได้หลายปีดีดัก กลับไปเล่นเครื่องเล่นเด็กในสนามเด็กเล่นเสียอย่างนั้น แต่ก็แปลกดีนะ...คนเราทุกคนมีแง่มุมของความเป็นเด็กอยู่ในตัวเสมอ แล้วมันก็พร้อมที่จะเผยออกมาให้คนอื่นได้เห็น แม้ว่าเจ้าตัวจะไม่ต้องการก็ตาม แล้วเมื่อไหร่ที่คนเราจะมีวุฒิภาวะเต็มที่ล่ะ เออ...ประธานก็ตอบไม่ได้เหมือนกันแหละ เพราะถ้าประธานเห็นสนามเด็กเล่น ประธานก็วิ่งเข้าหาเป็นอันดับแรกเหมือนกัน -__-
ถึงจะไม่ได้เห็นหมี แต่การได้ชมเมืองก็สร้างความบันเทิงใจให้แก่สมาชิกได้ไม่น้อย หลังจากนั้นจึงเป็นเวลาแห่งการช้อปปิ้ง ถนนที่ตรงออกมาจากสถานีรถไฟยาวเป็นกิโลๆ สองข้างทางเป็นร้านค้าเต็มไปหมด แต่ว่า (โชคยังดีที่) ร้านบางร้านปิดไปแล้ว (เลยไม่สูญเสียเวลามากเท่าไหร่) ในที่สุด...สมาชิกทั้งหลายก็เดินเตาะแตะมาถึงร้านอาหารอิตาเลี่ยนที่ ‘อร่อยที่สุดในสวิส’ ตามคำบอกเล่าของเจ้าบ้าน คุณขา...ประธานล่ะเห็นใจทุกคนจริงๆ เลยค่ะ เพราะว่าพอไปถึงโต๊ะก็เต็มเพียบแทบทุกโต๊ะแล้ว แถมดูท่าทางแต่ละคนที่นั่งอยู่ก็ยังค่อยๆ ละเลียดตัดพิซซาเข้าปากทีละคำๆ บ้างก็นั่งจิบกาแฟอย่างใจเย็น
คุณผู้อ่านคะ รู้ไหมคะว่าประธานเกลียดอะไรที่สุดในชีวิต...ประธานเกลียดการรอคอยค่ะ ยิ่งการรอคอยอย่างไม่มีจุดหมาย (เช่นคอยการลงจากคาน) ยิ่งทรมาน แต่ว่าแต่ละคนก็ดูมีน้ำอด น้ำทนดี (จริงๆก็ไม่ทุกคนหรอกนะคะ มีคนแอบฮึดฮัดๆ เหมือนกัน แต่แกล้งบรรยายให้สวยหรูๆ หน่อยว่าทุกคนใจเย็นราวกับน้ำแข็ง จะได้ดูเหมือนเป็นคณะทัวร์ที่ราบรื่น มีสไตล์) รอมานานแสนนานนนนน น้านนนน จนกระทั่งพนักงานเห็นใจเอาแชมเปญมาเสิร์ฟเป็นของกำนัล คุณผู้อ่านลองคิดดูสิ....ท้องว่างๆ กับแชมเปญ...เหอๆ ๆ ในที่สุดความฝันอันเลื่อนลอยก็เป็นจริง ในที่สุดก็ได้โต๊ะตอนสามทุ่มกว่าๆ และนั่นก็ทำให้หนุ่มๆ สาวๆ พวกนี้นั่งรถไฟกลับไปโลซานช้ากว่าที่คาดเอาไว้ และเพราะความล่าช้ากว่ากำหนดการนี่แหละ...ที่ทำให้เกิดเรื่องราวระทึกขวัญขึ้น
เรื่องราวเริ่มจากขบวนรถไฟที่นั่งไปนั้นเป็นรถไฟที่ต้องเปลี่ยนที่ Neuchatel เพื่อต่อรถอีกคันเพื่อไป Lausanne ฟังดูง่ายๆ ใช่ไหม แต่มันไม่ง่ายขนาดนั้น ฮ่าๆ ๆ เพราะรถคันที่นั่งไปมันแบ่งออกเป็นสองตอน ตอนแรกตรงไปที่ Neuchatel และตอนหลังจะแยกขบวนออกไป Murten อะไรสักอย่าง ไม่รู้จักชื่อ ทุกอย่างเป็นภาษาเยอรมันหมดเลย ดังนั้น...เมื่อรู้ตัว รถตอนหน้าที่ไป Neuchatel ก็ออกไปแล้ว...และมันก็เป็นขบวนสุดท้ายของวันด้วย ไม่มีรถไปโลซานอีกแล้ว ดังนั้น...จึงมีสองทางเลือก 1. นอนที่เมือง Kerzers ก่อน พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน 2. กลับไปที่ Bern รอรถขบวนแรกของวันถัดไปแล้วกลับโลซาน ดูเหมือนว่าทุกคนจะตัดสินใจที่จะนอนค้างที่นั่นก่อน อ่า...ก็คงจะมีพวกแอบหวังลึกๆ อยู่บ้างเช่น 1. หวังว่าจะหาห้องคู่ได้ 3 ห้อง จะได้มีชายหนึ่ง หญิงหนึ่งที่ต้องมาแชร์ห้องกัน สวีท สวีท สวีท โดยไม่ตั้งใจ 2. หวังว่าห้องจะเต็มหมดต้องนอนสถานีหรือข้างถนน หรือไม่ก็มีห้องว่างแค่ห้องเดียวต้องยัดกัน 6 คน หรือไม่ก็ต้องไปนอนโรงนาแล้วเจอฆาตรกรโรคจิต เพราะฟังดู extreme ดี เอาไปเป็นพลอตนิยายขายได้แน่ๆ ใครจะแอบคิดอะไรประธานก็ไม่รู้...ไม่รู้ รู้แต่ว่าบรรยากาศเมืองนี้ตอนกลางคืนเหมือนเมืองเล็กๆ ในอเมริกา ที่ผู้กำกับหนังฆาตรก่รต่อเนื่องเขาชอบใช้เป็นโลดคชั่นในการถ่ายทำน่ะค่ะ อ้า...ถ้าใครเคยดู House of Wax กรุณานึกถึงภาพยนตร์เรื่องนั้นนะคะ (อ่อ...นึกแค่เมืองนะ อย่านึกถึงปารีส ฮิลตัน สาวผมบลอนด์ หุ่นสะบึม เพราะดูๆ มาแล้วไม่เห็นมีใครได้เศษเสี้ยวเจ๊สักคน แหะๆ)
หลังจากเดินหาโรงแรมอยู่พักใหญ่ๆ ท่ามกลางความหนาวเย็น ก็มาถึงโรงแรมชื่อ Hippel โชคดีที่ได้ห้องมา 2 ห้อง แยกหญิงชายได้พอดี ประธานก็เลยแฝงกายไปกับกลุ่มสาวๆ จริงๆ กฌอยากเข้าไปสังเกตการณ์ในห้องหนุ่มๆ เหมือนกัน แต่กลัวจะอดใจไม่ไหว เข้าห้องสาวๆ ดีกว่า...(เลยได้มีโอกาสรับรู้ว่า มีคนบางคนแอบเปิดดู Adult Channel จนดึกดื่น ดูอะไรไม่ดูนะคะ คุณผู้อ่าน ดูช่องหญิงรักหญิงค่ะ เฮ้อ...เดาได้ไหมล่ะว่าเป็นใคร ฮา... ไม่บอกหลอกให้เดาเล่นๆ)
Geneva (22-12-06)ประธานขอข้ามเมือง Neuchatel ไป Geneva เลยก็แล้วกันนะ เพราะว่า...ถึง Lonely Planet จะใส่ชื่อเมืองนี้ไว้ว่าเป็นเมืองสำคัญมีชื่อสำหรับ Cross country skiing แต่ประธานก็ไม่ยักกะเห็นว่ามันดูหญ่โต หรือสวยงามเท่าไหร่เลย (หรือว่าจะมองเมืองที่รูปลักษณ์ภายนอกมากไป??) ดังนั้นทุกๆ คนเลยตกลงใจจะซักแห้ง ขามไปเจนีวาเลย จะได้ไม่ต้องเสียเวลา (อ่า...อย่างน้อยก็ยังดีที่ได้อาบน้ำที่โรงแรมก่อนเลยไม่เน่าไปมากกว่านี้)
เจนีวามีอะไร...อ่า...ประธานก็ไม่ค่อยรู้หรอกว่ามันมีอะไร เพราะว่าไปไหนๆ อะไรก็ปิดหมดเลย น้ำพุ Jet d’eau ที่เป็นไฮไลต์ของเมืองก็ไม่มี เพราะวันนั้นลมแรงเกินไป และ UN ก็ปิดด้วยนะคะ ได้ไปเดินดู Botanical Garden ที่ไม่ค่อยมีต้นไม้ อ่า...ฟังแล้วก็แอบคิดถึงเนื้อเพลงท่อนสั้นๆ ทั้งที่มันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับบริบทเลย Seasons may change, winter to spring. But I love you, until the end of time… (แหะๆ นอกเรื่องจริงๆ)
จินตนาการว่า...ด้านหลังมีน้ำพุ Jet d'aeu สูง ๆ ละกันนะคะ สรุปง่ายๆ ว่ามันมีที่ช้อปปิ้ง พวกร้านของที่ระลึก ร้านนาฬิกา ร้านอุปกรณ์ยังชีพพวกมีดพก กรรไกร กระติกน้ำ (ซึ่งดึงดูดเวลาไปได้มากมายเลยทีเดียว) เหล็กในสวิสเป็นเหล็กที่ดีที่สุดเหรอ ประธานก็ไม่รู้เหมือนกัน มีมีดพกแบบ Swiss army knife ยี่ห้อ Victorinox อยู่อันหนึ่งก็ยังไม่เห็นมันเป็นสนิมเสียที ทั้งที่ไม่ได้ถนอมมันเท่าไหร่ ใช้มาประมาณ 4 ปีก็ยังขาวมันวาว (มีฝุ่นเกาะเล็กน้อย สภาพยังดีมากถ้าเทียบกับมีดพกอีกอันของจีนแดงที่สนิมเกาะและน้อตที่ยึดระหว่างมีดกับปลอกก็หลวมโคลงเคลงตั้งแต่เมื่อซื้อมาได้ไม่กี่เดือนแล้ว) อ้อ...มีข้อสนับสนุนถึงความแกร่งของเหล็กในสวิสอีกข้อด้วย คุณผู้อ่านเคยดู Armageddon ไหมคะ ภาพยนตร์ที่มีดาวเคราะห์น้อยหรืออุกกาบาตนี่แหละ กำลังจะแล่นเข้าชนโลก ทีมพระเอกและพ่อนางเอกต้องขึ้นยานอวกาศไปเจาะดาวหางเพื่อใส่ระเบิดแล้วจุดระเบิดให้มันเปลี่ยนทิศทางการโคจร ตอนนั้น...หัวขุดเจาะของเขาติดตรา Victorinox หราเลยค่ะ ของเค้าดีจริงๆ เอ...หรือว่ามันเป็นเรื่องของการตลาด ถ้าอย่างนั้น...เหล็กน้ำพี้ มีดอรัญญิกบ้านเรา ถ้าทำบรรจุภัณฑ์ดีๆ ออกแบบให้เก๋ๆ ไม่ใช่ทำแค่มีดปังตอหรือมีดยาวแบบที่เป็นอยู่นี้ จะพอสู้ได้สูสีมั้ยน้อออออ น่าคิดเนอะ
ไม่มีอะไรตื่นเต้นมากไปกว่านี้...เพราะว่า...ต้องรีบกลับบ้านกัน วันถัดไปต้องไปตะลุย Zermatt ข้ามชอตไปเล่าเรื่องเมืองนั้นเลยดีกว่า
ป.ล. 1 รอติดตามตอนต่อไปอีกสักพักนะป.ล. 2 มาถึงตอนนี้ใครยังไม่รู้จักชมรมคนโสดแสนสุขยกมือขึ้น ประธานจะได้ชี้แจงแถลงไขว่ามันคืออะไร อ่อ...ถ้าลองไปที่ http://www.geocities.com/yimpyim เจอสาส์นเก่าๆ จากประธาน ก็คงพอจะรู้ ว่าชมรมนี้ตั้งเพื่ออะไร นะคะ ไว้จะหาคำอธิบายที่ดีกว่านี้มาให้ทีหลัง
ชิ่งก่อนละ January 09 เสียงกระซิบจากน้ำค้างแข็งแสงแรกของวันทาทาบอาบขอบฟ้าที่ทิศตะวันออก แสงที่งดงาม และคงจะเป็นที่เฝ้ารอของหลายๆ คน แล้วฉันจะอยู่เพื่ออะไร คุณเคยเห็นน้ำค้างแข็งอย่างฉันไหม... เมื่อฟ้าเป็นสีฟ้า วันใดที่ท้องฟ้าเป็นสีเทา หม่นเศร้า แต่ฉันจะเป็นที่ต้องการจริงๆ ของใครไหมนะ ฉันเกิดขึ้น...และอยู่ได้ด้วยความหนาวเย็น ฉันอยู่คู่กับความหนาวเย็นอย่างนี้ หรือฉันจะเป็นเพียงสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้น...และดับไป เป็นเพียงสิ่ง "จรรโลงตา" ชั่วคราว แต่ไม่เคยมีโอกาสได้ "จรรโลงใจ" ของใครๆ ประกายแดดสีทองอาบไล้ทั่วท้องทุ่งอีกแล้ว กลับมาพร้อมกับสายลมอุ่นของฤดูใบไม้ผลิ... อา... ฉันคงต้องจากไปอีกแล้วสินะ จะมีประโยชน์อะไรที่พร่ำร้อง
นี่คือชีวิตของฉัน...น้ำค้างแข็ง
ป.ล. ขอติดคำบรรยายทริปไปสวิสไว้ก่อนนะจ๊ะ เกือบเสร็จละ December 30 น้ำตา...รอยยิ้ม...สายฝน...แสงแดดในเสี้ยวหนึ่งของชีวิตนั้น เรารู้สึกว่าการเป็นเด็กที่ไม่รู้อะไรเลย อาจจะดีกว่า เพราะจำได้ว่า เมื่อยามที่มองโลกเป็นสีขาว เราก็ไม่มีความกลัว จะทำอะไรก็มั่นใจ มองโลกในแง่ดี เชื่อมั่น มีกำลังใจ แต่ยิ่งผ่านอะไรมามากขึ้นๆ ก็เริ่มตระหนักว่าโลก ไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด แล้วความกลัว...ก็ได้เริ่มบ่มเพาะตัวขึ้น
เมื่อคิดไปคิดมา...ก็ไม่ใช่เพราะความรู้สึกเหล่านั้นหรอกเหรอ ที่ทำให้เราได้รู้จักกับความเป็นจริง ความเป็นจริงที่ต้องแลกกับคุณสมบัติแห่งความสดใสของวัยเยาว์
คุ้มค่ากันไหม...
เราว่าค้มค่านะ
น้ำตาทุกหยาดหยด ทำให้รอยยิ้มและเสียงหัวเราะมีความหมายขึ้นหลายเท่า
เวลา...กำลังจะผ่านไปอีกแล้ว
ปีนี้ก็มีทั้งความเครียด ความกดดัน ความสมหวัง ความสุข
ขอบคุณสำหรับมิตรภาพดีๆ ที่คนรอบข้างมีให้ มันเป็นกำลังใจให้ยิ้มก้าวมาได้จนถึงทุกวันนี้ค่ะ
รู้ตัว...ว่าสภาพจิตใจมันอ่อนแอลงทุกวันๆ ไม่รู้ว่ายิ้มคนที่ (เคย) เข้มแข็งมันไปจำศีลอยู่ตรงไหน
แต่ก้าวมาถึงตรงนี้แล้ว ก็ก้าวต่อไปก็แล้วกัน (เนอะ)
วันนี้เอาภาพความสุขที่เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ก่อนๆ มาแปะไว้ กลับมาดูเมื่อไร จะได้ยิ้มได้
ภาพพวกนี้เป็นช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนปิด winter term ภาพที่ไปสวิตเซอร์แลนด์มายังไม่ได้โหลดเลย ไว้สำเร็จเมื่อไหร่จะมาอัพบลอกอีกที
ก่อนวันคริสต์มาส อาคารต่างๆ ในเมืองเต็มไปด้วยแสงไฟ มีอุปกรณ์ตกแต่งมากมาย ยิ่งเมือง York เมืองที่ อังกริ๊ด อังกฤษ ก็ยิ่ง
สวยงาม น่ารัก มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจริงๆ แสงไฟ ต้นคริสต์มาสเต็มไปหมด ตอนทำงานไม่เสร็จก็ได้แต่มองตาละห้อย พอทำงานเสร็จแล้วก็เริงร่า อิอิ
ชาวยอร์คออกไปถ่ายรูปกะแสงสีกันใหญ่ รูปมันเยอะจนไม่รู้จะเอารูปอะไรมาลง เลยเอารูปสามสาว นก-ส้ม-ยิ้ม มาลงดีกว่า
เจริญหูเจริญตาดีออก (รึเปล่า แหะๆ
ปีนี้มีนักเรียนกลุ่มหนึ่งรวมตัวกัน ทำอาหารมาฉลองคริสต์มาส (ส่วนมากก็ของ Oven cook แหละ) นี่แค่ส่วนหนึ่งนะ
ยังมีสลัด กะของหวานอันได้แก่ไอติมทอดและคุกกี้ด้วย อิอิ
นี่คือโฉมหน้าสมาชิก ช่วงใกล้เทศกาลแห่งการแบ่งปันและความสุขมัน...มีงานเลี้ยงเยอะ ฉลองเยอะอ้ะ
ช่วยไม่ได้ที่ยิ้มจะหน้าบานเป็นจานเชิงอย่างงี้นะ -_- ตอนที่เขียนยิ่งเพิ่งกลับมาจากสวิส ยิ่งบวมไปใหญ่เลย (อ้าว เริ่มเครียด)
จริงๆ วันนี้แอบนัดให้ใส่เสื้อเขียวมา หุหุ สองคนนี่ก็เขียวได้ใจจริงๆ ลายออกจะคล้ายๆ กันด้วย
ขอแนะนำค่ะ คนซ้ายพี่ริน คนขวาพี่ชาย เขียวจนต้นคริสต์มาสมันอายเลยอ้ะ
ต้องยังงี้สิ เขียวคลาสสิค...สวยงามเชียว
(เข้าข้างตัวเองเข้าไป)
มีการแลกของขวัญกันด้วย...คู่นี้ฮามาก เป็นเพื่อนรักกัน แต่จับฉลากได้กัน (พี่บอลจับได้ของพี่ชาย)
โปรดสังเกต: คนซ้ายหน้าตาสะใจเหลือเกิน คนขวายิ้มแบบฉีกปาก (แยกเขี้ยว)
ของยิ้มเป็นจานใส่ขนมสีสวย ชอบง่ะ อยากได้เอง แหะๆ แต่สาวน่ารักอย่างพี่โบว์ได้ไปก็ดีแล้ว
![]() ชมรมสมาชิกลัทธิสุขนิยม...
หลังจากสุขสันต์เต็มที่แล้ว วันถัดไปก็ไปปั่นงานส่งต่อ งืออออออ
ป่านนี้จะเป็นไงมั่งน้อ...จะผ่านป.โทมั้ยนี่ตู T_T December 17 น้ำแข็งพอไม่รู้จะจัดบลอกที่เขียนเข้าหมวดหมู่ไหน..ก็ส่งเข้า category - Life ยันเลย...
เอาเหอะ อิอิ ยังไงคนอ่านก็มาอ่านอยูเรื่อยๆ อยูแล้วนี่นา
วันนี้เขียนเรื่องอะไรดีนะ...เรื่องน้ำแข็ง
นางเอกหรือพระเอกหลายๆ เรื่องเลย มักจะถูกเปรียบเปรยกับเจ้าหญิงหรือเจ้าชายน้ำแข็ง
สร้างกำแพงขึ้นปกป้องความรู้สึกของตน...ยิ่งหนา ยิ่งแกร่งเท่าไหร่ เมื่อน้ำแข็งละลายหรือแตกสลายไป
ก้อนเนื้ออ่อนๆ นุ่มๆ มันก็จะยิ่งช้ำหนัก
ลองคิดถึงเอาหัวใจแช่น้ำแข็งไว้สิคะ ถ้าทุบๆ ๆ ๆ ๆ ให้แตก บางทีหัวใจอาจจะแตกสลายไปด้วยก็ได้
หรือถ้าในกรณีที่รุนแรงน้อยกว่า...
เมื่อน้ำแข็งละลาย ก้อนเนื้อที่ชาๆ มานานก็จะเริ่มมีความรู้สึก แล้วก่อนอื่นเลยมันจะเจ็บ...ปวดมาก
เคยอยู่ในที่หนาวๆ นานๆ โดยไม่ได้ใส่ถุงมือมั้ย
มือมันจะเริ่มแดงๆ ระบม พอกลับมาอยู่ในที่อบอุ่นอีกครั้งมันปวดตุบๆ ๆ เลย
หัวใจของคนก็คงเหมือนกันแหละ...
หัวใจที่ไม่มีความรู้สึกรู้สาอะไรมานาน
อยู่ไปวันๆ อะไรก็ได้ ยังไงก็ได้ ใครทำอะไรก็ไม่สน
ทำหน้าที่ไปวันๆ ก็ดีอยู่แล้ว
นานๆ วันเข้าก็เหมือนมีน้ำแข็งมาห่อหุ้ม
ไออุ่น..ไอปรารถนาดีจากคนรอบข้างอาจจะค่อยๆ ละลายน้ำแข็งนั้นออก
พอน้ำแข็งละลายหมด...ก้อนเนื้อนั้นก็เริ่มกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
เลือดที่หยุดไหลค่อยเดินหล่อเลี้ยง
แต่ก้อนเนื้อที่เพิ่งออกมาจากน้ำแข็งใหม่ๆ มันเปราะบาง...
ใครทำอะไรนิดๆ หน่อยๆ ก็รู้สึกเจ็บ...รู้สึกหวั่นไหวไปด้วย
ควรแล้วหรือคะที่จะละลายน้ำแข็งออกมาจาก เจ้าหญิงหรือเจ้าชายนั้น
หากคุณดูแลหัวใจเปราะบางนั้นต่อไปได้...มันก็ดี
แต่ถ้าคุณทำให้เขาหรือเธอกลับมามีความรู้สึกอีกครั้ง...แต่ก็ดูแลหัวใจอ่อนนุ่มเกินปกติธรรมดานั้นไม่ได้ตลอดรอดฝั่ง
มันเจ็บเสียยิ่งกว่าหัวใจที่เปิดรับความรู้สึกทั้งหลายมาตลอดเวลาเสียอีก
บ่นอะไรไม่ได้เรื่อง ไปนอนดีกว่า December 09 จันทร์ครึ่งดวงภาพแสงนวลๆ ของดวงจันทร์ที่ทอทาบอาบท้องทุ่งนา ต้นมะพร้าว ต้นลำไย กระท่อมหลังน้อยและกอไผ่ที่มองเห็นได้จากช่องลูกกรงของหน้าต่างทำให้ฉันรู้สึกสดชื่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกเหมือนพลังที่สูญหายไปกับความร้อนของแสงอาทิตย์ ได้ถูกเติมเต็มกลับมาด้วยแสงอันอ่อนโยนของดวงตาแห่งราตรี
ฉันอาจจะคิดไปเองก็ได้ จินตนาการของเด็กช่างฝันคนหนึ่ง
แต่ทุกๆ ครั้งที่ฉันมองดวงจันทร์ ฉันเกิดความรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ นี่นา
ช่วงเวลาอันมีความสุข ไร้ความเร่งรีบ ไม่ต้องคิดมากอะไร รอยยิ้ม เสียงหัวเราะทุกครั้งที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจและความรู้สึก
ความสดใสแห่งวัยเยาว์เหล่านั้นมันผ่านไปหมดแล้ว...
แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกวันนี้ไม่มีความสุข
คนเราหาความสุขได้เสมอ...เพียงแต่ว่า มันเป็นความสุขที่รับรู้ว่า โลกใบนี้ไมได้มีแต่ความสวยงาม สดใส
โลกของเรามีแง่มุมโหดร้ายรออยู่...
โชคยังดี ที่อย่างน้อยในความโหดร้ายนั้น ก็ยังมีแง่มุมที่สวยงามแทรกอยู่เสมอ
เมื่อเข้าสู่ชีวิตนักเรียนม.ปลาย ชีวิตของฉันสับสน วุ่นวาย
ไม่ได้กลับไปที่บ้านสวนอีกแล้ว
แสงจันทร์นวลเริ่มห่างหายไปจากชีวิต เช่นกันกับพลังอันประหลาดนั้นด้วย
จากโรงเรียนมัธยม ฉันย้ายถิ่นที่อยู่ไปเรื่อยๆ
จากเชียงใหม่ไป Oxford ไป Cambridge ไป London
กว่า 5 ปีที่จากบ้านมา
นานเหลือเกิน
ทุกๆ ที่ที่ฉันอยู่...แสงไฟ จัดจ้ากว่าแสงเดือนและแสงดาวทั้งนั้น
พลังชีวิตที่เหลืออยู่ค่อยๆ ถูกใช้ออกไปทีละนิดๆ
ฉันไม่รู้ตัวหรอก ว่าฉันโหยหามันแค่ไหน
โหยหาแสงอันอ่อนโยนจากดวงจันทร์..ที่ค่อยๆ หลั่งรินเอาพลังชีวิตนั้นให้กลับคืนมา
ชีวิตก็ยังวุ่นวายเหมือนเก่า
แต่ก็ยังมีแง่มุมใหม่ๆ สวยงามในความวุ่นวายนั้น
ความอบอุ่น อัธยาศัย ไมตรี ที่ได้รับ
ชีวิตของฉันไม่เคยเลวร้ายถึงที่สุดหรอกนะ
แล้วพลังชีวิตมันหายไปไหนล่ะ
ทำไมฉันถึงเหนื่อย....
วันนี้...นอกหน้าต่าง มีดวงจันทร์ครึ่งดวงลอยเด่น
ฉันปิดไฟทุกดวง...เปิดผ้าม่านออกกว้าง
เปิดรับแสงจันทร์
ไม่มีทางที่ฉันจะได้แสงจันทร์บริสุทธิ์แบบที่เคยได้จากบ้านสวนลำไยหรอก
ไฟสีอำพันยังเรืองฉายอยู่บนเส้นทางเล็กๆ เบื้องล่าง
แต่กระแสพลังประหลาดนั่น...ค่อยๆ ซึมซาบเข้าสู่ตัวฉัน ช้าๆ แต่ทว่าแน่นอน
เมื่อยามเด็ก ฉันมองโลกเป็นสีขาว มีสมพู สดใส...
ฉันต้องการดวงจันทร์เต็มดวงที่ปราศจากการปลอมปนของแสงไฟวิทยาศาสตร์ใดๆ
มาวันนี้ฉันรู้ว่า...มันเป็นสิ่งหายากเหลือเกินแล้ว
แสงนวลในวันนั้น เป็นสิ่งที่ยากจะได้สัมผัสในวันนี้
แต่เพียงเท่านี้ฉันก็พอใจแล้ว
แสงจากจันทร์ครึ่งดวง ค่อยๆ ทำให้ใจของฉันค่อยๆ สงบลง
ภาพเก่าเงาวันวานฉายชัดขึ้นมาอีกครั้ง
ภาพแห่งความสุขที่ทำให้ฉันยิ้มได้...
จะวันนี้หรือวันไหน
ดวงจันทร์ก็ยังอยู่ที่เดิม
แม้จะมีเมฆมากั้นขวาง...
แม้จะมีแสงอื่นมาทำให้แสงจันทร์จางลงไป
ฉันรู้เสมอว่าดวงจันทร์อยู่ที่ไหน
เพียงหลับตา...ก็สัมผัสได้ถึงแสงนวลตานั่น
แต่วันนี้..ขอก่อนนะ
ขอปิดไฟ ปล่อยใจไปกับความฝัน
กับดวงจันทร์ครึ่งดวง
December 06 วิธีอยู่ได้ด้วยตัวเอง...จากประธานชมรมคนโสดแสนสุขสวัสดีค่ะ
โผล่มาเจอสมาชิกอีกแล้วนะคะ จริงๆ ช่วงนี้ประธานชมรมคนโสดแสนสุขก็ยุ้งงงงง ยุ่ง แต่แหมมม สมาชิกท่านหนึ่งมางอแงจะขอให้ประธานมาชี้นำวิธีดำรงชีพตัวคนเดียวโดยไม่ต้องพึ่งพาผู้ชายให้หน่อย นัยว่า...ต้องการที่พึ่งทางใจด่วน ประธานก็นะ...จะตะโกนบอกว่า "ตูม่ายยยยยรู้ ตูตั้งชมรมมาเพื่อแก้เครียดเฉยๆ จริงๆ ตูยังต้องการพึ่งพาผู้ชายอยู่" มันก็ไม่ได้ใช่มั้ยคะ เดี๋ยวจะเสียภาพลักษณ์สาวมั่น ทันสมัย อย่างประธานฯ หมด อิอิ
ประธานก็เลยเจียดเวลาอันน้อยนิด...ปลีกตัวมาเขียนสาส์นให้กำลังใจสั้นๆ ก่อนจะหนีไปห้องสมุด หวังว่าสมาชิกท่านนั้นมาอ่านแล้ว...จะรู้สึกดีขึ้นนะ หนูทำได้ดีแล้วค่ะ มาได้ครึ่งทางแล้ว...อีกนิ้ดดดดดด เดียวก็จะพ้นน้ำ (ขึ้นไปอยู่บนคาน) แล้ว (แหะๆ) เอาล่ะ...นี่คือวิธีอยู่ให้ได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้ชาย... เอ...เดี๋ยวจะหาว่าตู เอ๊ย ประธาน sexist อีก ขอเรียกว่า...วิธีอยู่ให้ได้...โดยไม่ต้องพึ่งพาเพศตรงข้ามก็แล้วกันนะคะ
ประธานขอทำให้มันดูง่ายๆ (เพราะเวลาอัพบลอกมีจำกัด) โดยแบ่งเป็น 5 ข้อเลยนะ (โปรดอ่านอย่างมีวิจารณญาณ)
1. มั่นใจในตัวเองหน่อย...
ถึงคุณจะสวยสู้ประธานไม่ได้หรือหล่อสู้พี่อธิปพระเอกในเรื่องเก็บรักไว้..ใต้ผืนดินไม่ได้ (โฆษณาแอบแฝง) คุณก็ไม่ต้องไปใส่ใจกับความจริงข้อนั้นนะคะ เพราะว่ายังไง ๆ มันก็ไม่มีทางสู้ได้อยู่แล้ว ของมันแพ้ตั้งแต่อยู่ในมุ้ง แต่สิ่งที่คุณจะต้องจำให้ได้ก็คือ "ถึงตูไม่ได้สวยแต่กำเนิด แต่เงินมี พี่ก็สวยด้ายยยยย" เก็บเอาเวลาที่เศร้าหมองคิดถึงอีตานั่นหรือยัยนั่นไปช้อปปิ้งดีกว่าค่ะ แล้วก็หาเสื้อผ้าที่แหวกแนวดูบ้าง อะไรที่ไม่เคยใส่เพราะคิดว่าใส่แล้วจะโป๊ไปหรือเปรี้ยวไป...ใส่มันไปเลย
ใครว่าใส่ชุดนั้นแล้วไม่สวยมั่ง อะไรมั่ง อย่าไม่เชื่อม้านนนนนน มันอิจฉาค่ะ สมาชิกคะ คนเรามีดีก็ต้องโชว์ใช่มั้ยคะ ใครมามัวนั่งคิด "โอ๊ย....แขนใหญ่ ใส่สายเดี่ยวไม่ได้" โอ๊ย...เหลวไหลทั้งเพ ใส่ไปเลยค่ะ เกิดมาชีวิตก็มีเท่านี้ ถ้าแขนใหญ่เราก็หาวิธีอื่นมาแก้ดิ...เช่นดันหน้าอกให้อึ๋มๆ แทน แล้วทีนี้สายตาคนก็ไปมองที่อื่นแทนละ ง่ายนิดเดียว
(สมาชิกฝ่ายชายเอาไปประยุกต์หาวิธีเอาเองนะคะ)
อ้อ..พอเราสวยแล้ว เราก็ต้องสร้างความมั่นใจด้วยการหาคมมาคอมเม้นต์...เชื่อประธานนะคะ อย่าชวนให้เพื่อนสนิทมาเม้นต์ค่ะ มันชอบพูดความจริง เอ๊ย...มันชอบอิจฉาตาร้อน เดี๋ยวก็จะพานหาว่าใส่แล้วไม่สวยมั่ง...ใส่แล้วอ้วนไปมั่ง ใส่มาได้ยังไง ไม่เจียมตัวมั่ง เฮอะ...กลัวฉันสวยกว่าล่ะซี้.....
จะให้ดีต้องถามเพื่อนแบบห่างๆ ดีกว่า ถามคนอังกฤษได้ยิ่งดี เพราะคนอังกฤษมักจะปากไม่ตรงกะใจ (อุ๊บบบบบบบ
2. ท่องเอาไว้...ฉันไม่แคร์ ๆ
สิ่งที่จะทำให้ความมั่นใจเราหายก็คือ...ความหวั่นไหว
และสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราหวั่นไหวได้ง่ายคือ ความสงสารจากคนรอบข้าง
ดังนั้น...เราต้องลบปมด้อยด้วยการสร้างปมเด่น ฮ่าๆ ๆ ๆ จะมาสงสารเพราะเห็นว่าเราอ่อนแอ อกหักเรอะ...ไม่มีทาง เราต้องเบี่ยงเบนความสนใจจากบุคคลผู้มีความกรุณาล้นเหลือพวกนั้นไปทางอื่นแทน ถ้าปกติคุณซื้อเสื้อผ้าตัวละ 20 - 30 ปอนด์ ไม่ได้แล้วนะ...มันไม่เด่นพอ ต่อไปนี้คุณต้องขึ้นหลักร้อยเป็นอย่างน้อย...แล้วก่อนจะซื้อคุณต้องอุทานด้วยนะคะ "โอวววว พระเจ้าจ๊อด...ไม่ซื้อม่ายด้ายแล้ว...ไม่มีสิ่งไหนเหมาะกับข้าพเจ้าเท่าชุดนี้อีกแล้วในโลกใบนี้" แล้วก็กรี๊ดดดด ออกมาอีกสองสามครั้งให้พนักงานขายตกใจเล่นๆ ถ้าจะให้ดี ตอนซื้อชวนเพื่อนเพศเดียวกันไปหลายๆ คนแล้วอุทานอย่างที่บอก ได้ผลแน่ๆ ค่ะ ประธานรับรอง
อีกอย่างก็คือ...ถ้าแต่ก่อนคุณพูดไทยชัดเปรี๊ยะ ไม่ได้ๆ...เดี๋ยวนี้ต้องมี แอ๊ค-เซ่น หน่อยนะคะ สมาชิกที่รัก...เดี๋ยวไม่อิน...อิอิ คำภาษาไทยคำไหนที่จำได้คุณก็ต้องแกล้งจำไม่ได้ พูดทายคาม อางกิดคาม น่ารักจะตาย...บางทีก็อุทานเป็นภาษาฝรั่งเศสด้วยเลย ไฮโซกว่าอีก ภาษาอังกฤษเดี๋ยวนี้คนก็พูดเยอะไปแล้ว หรือถ้าคุณไม่ได้เรียนภาษาฝรั่งเศส...ไม่เป็นไรค่ะ ภาษาอังกฤษสำเนียงฝรั่งเศสก็พอจะแทนกันได้เช่น
Morrison จะอ่านว่า มอ ริ สัน ไม่ได้นะคะ ต้องอ่านว่า มอ ครี ซง (ตรงคำว่าครี ต้องขากเสมหะด้วยค่ะ จะได้ได้อารมณ์มากขึ้น)
station อ่านว่า สะ เต สิ ยง
car อ่านว่า คาร์ ไม่ได้นะคะ ต้อง คาร์ค์ หรือจะให้ได้อารมณ์ต้อง ขากกกกกกกกกก (ถุย)
คำไหนมีตัว R ก็...จำติดใจเอาไว้ค่ะ ขากกกกกกกกกก (ถุย) เพื่อความไฮโซ กิ๊บเก๋...ท่านทำได้
แม้จะต้องหลอดเลือดในคอแตกตาย แต่เพื่อความหรูหรา มีระดับ มันก็คุ้มกัน ไม่ใช่เหรอคะ
อีกประการหนึ่ง คุณสามารถกำจัดความสงสารที่คนอื่นเผื่อแผ่มาให้คุณได้...ด้วยการแผ่ความสงสารนั้นให้คนอื่นก่อน เช่น
"ตายแล้วแป้ง...วิชานี้ได้คะแนน 56 เองเหรอจ๊ะ...โถ ไม่น่าเลย น่าเศร้าใจเนอะ เสียดายจัง ฉันได้ 67 ไม่อย่างนั้นคงเข้าใจเธอมากกว่านี้"
หรือไม่ก็
"แย่จังเลยเนอะไก่...เธอเนี่ยหน้าอกเล็กจัง...ให้ยืมซิลิโคนของเรามั้ยจ๊ะ"
แค่นี้คนก็เลิกสงสารคุณแล้ว
ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาทำให้คุณหวั่นไหวเลยค่ะ ^ ^
3. จริงๆ วิธีนี้ highly recommended มากๆ แต่ว่าลืมเอาไปไว้เป็นข้อ 1
มันเป็นวิธีที่ดัดแปลงมาจากการเพ่งกสิณนะคะ การเพ่งอสุภะ หรือซากศพน่ะค่ะ
สมัยก่อนคุณอาจจะมองเขาด้วยตาหวาน (หรือตาบอดเพราะความรักบดบัง)
อาจจะมองว่า..หล่อจัง ทำไมเป็นสุภาพบุรุษแบบนี้
ทำไมเค้าดี ทำไมเค้าเสน่ห์แรง ทำไมเค้าทำอะไรก็เพอร์เฝคไปหมดเลย...อา...ไม่ไหวแล้ว ๆ ห้ามใจไม่ไหวแล้ววววววววว
แต่ต่อไปนี้ ไม่ได้แล้วนะ
คุณต้องมองเขาอย่างพินิจพิเคราะห์มากขึ้น
คุณต้องแยกออกว่า...อา...ร่างนี้ประกอบด้วยอวัยวะต่างๆ มีทั้งกระดูก และเนื้อเยื่อ ภายนอกมี ตา หู จมูก ปาก ข้างในมี ตับ ไต ไส้ พุง
นึกภาพตามไปด้วยนะคะ จะให้ดี...นึกตอนเขากินข้าวค่ะ จินตนาการติ๊ต่างว่าตัวคุณเองเป็นข้าวเม็ดนั้น แล้วก็ตามเข้าไปในปาก
คุณอาจจะตาสว่าง เริ่มมองเห็นว่า
อี๊....ตานี่มีฟันเกด้วย
อ๊าย...ลิ้นมีฝ้าขาวอีก (เอาเอดส์มาติดฉันรึเปล่าเนี่ย)
แล้วคุณก็คลุกเคล้าอะไมเลสของเขา ผ่านหลอดอาหารลงไป คลุกเคล้าน้ำย่อยในกระเพาะ ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ และลึกลงไปกว่านั้น อี๊...... (ไม่อยากนึกภาพต่อเลยตู)
อ่า...ถ้าไม่ถนัดอาหาร...ก็ลองไปคิดถึงสมองก็ได้ หรือว่าระบบหายใจ ติ๊ต่างว่าตัวเองเป็นออกซิเจนก็ดีนะ เผื่อจะเห็นว่าดาร์ลิ้งค์ของคุณ...ไม่ชอบตัดขนจมูก
หรือไม่ก็แปลงร่างเป็นแมลงวันบินลอดไปในหู คุณก๊ออออาจจะเห็นว่ายาหยีของคุณไม่ได้แคะหูมา 3 เดือนแล้วก็เป็นได้
ถ้าคุณไม่ถนัดโหมดอวัยวะ คุณลองใช้โหมดกระดูกก็ได้ อ่า...ลองนึกกระโหลกกลมๆ (กลวงๆ) เชื่อมต่อกะกระดูกสันหลัง แล้วลงมาก็มีไหปลาร้า ตามด้วยต้นแขนหรือ Humerus อ่า...ตรงนี้เองเหรอที่เราเคยซบ มันเชื่อมต่อกะอะไรนะ อ๋อ Ulna กะ Radius เหรอ...เอ๊ ทำไมตรงนี้มันขรุขระๆ ล่ะ อ๋อ...มันควรจะเป็นส่วนที่ยึดติดกะกล้ามเนื้อนี่เอง...เอ ทำไมของตานี่มีน้อยจัง กล้ามเนื้อน้อยไขมันเยอะล่ะสิ...อี๊ เคยชอบไปได้ยังไงนะ คนแบบนี้
แค่นี้อ้ะ ไม่ยากเลย ใช้ความรู้ทางกายวิภาคนิดหน่อยเท่านั้น ทำได้มั้ย ถ้าทำไม่ได้มาปรึกษาได้นะ ประธานเรียน Human remains มาเมื่อปีที่แล้ว ศึกษามาแล้วหลายร่าง
ถ้าทำขนาดนี้แล้ว...ก็ยังไม่ได้ผล ขอแนะนำให้คิดถึงระดับเซลล์ไปเลยนะคะ
มองลึกๆ ลงไปถึงไมโตคอนเดรียโรงผลิตพลังงานของเขาเลยดีกว่าจ้า
4. เปลี่ยนเพลงในคอลเลกชั่นให้หมด...
ไอ้เพลง ที่คั่นหนังสือ เหนื่อยไหม ทำไมต้องเธอ เมื่อเขามาฉันจะไป น้ำเต็มแก้ว อะไรที่ฟังแล้ว...โหย...ทำไมเราแสนดีอย่างนี้...เขาทำอะไรเราก็ไม่ว่า
โอ๊ยยยยย น้ำเน่า ทำตัวอย่างกะนางเอก(พระเอก) นิยายยุคเก่าก่อน
ลบ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
มาสอนกันผิดๆ อย่างนี้ได้ไง...
เพลงใหม่ที่คุณจะต้องแอดเข้า list ก็คือเพลง ขวากหนาม กล้าขอกล้าให้ นางแมวยั่วสวาท ทิ้งลงแม่น้ำ หรือเพลงอัลบั้มของปาน ธนพร อะไรประมาณนั้น
อ่อ...แล้วก็เปลี่ยนสไตล์การร้องเกะด้วย เพลงปาล์มม่ง ปาล์มมี่ โฟร์ มด อะไรน่ะพอเหอะ...ไม่มีสง่าราศีภายในเลย...เอาเพลงที่แนะนำไปดีกว่า...จะได้เห็นว่าคนอย่างเรา แกร่งนอก แกร่งใน เหอๆ ๆ
เราน่ะ ฟังเพลงอะไรบ่อยๆ ก็เป็นไปตามนั้นนะ สมาชิกคะ เลิกสั่งสอนตัวเองแบบ subliminal ด้วยเพลงที่มีแต่ในโลกแห่งความฝันแบบนั้นได้แล้ว
5. เปลี่ยนสภาพจากผู้ถูกกระทำไปเป็นผู้กระทำบ้าง...
เคยเป็นผู้ถูกเข้าหา ตามคลับ ตามบาร์ก็หัดเป็นคนเข้าหามั่งนะ
คนที่เคยมีคอมมิตเม้นต์ มากๆ อ้ะ ก็หัด one night stand มั่งก็ได้...เดี๋ยวรับรองติดใจ..
อะไรที่เคยทำ indoor ก็ออกไปทำ outdoor เพื่อเปลี่ยนรสชาติ (กีฬาน่ะ แหมคิดมาก)
อะไรที่เคยเป็นแต่ผู้รองรับ ก็พลิกบทบาทไปอยู่เหนือกว่ามั่ง (หมายถึงอารมณ์น่ะ จะรองรับอารมณ์เขาตลอดเลยเหรอ)
แล้วก็ไปช้อปหาอะไรใหม่ๆ มาใช้มั่ง เช่น แส้ เทียนไข กุญแจมือ ชุดตำรวจสาวรัดรูป (เอามาเล่นโปลิสจับขโมยกะเพื่อนๆ แหมมมม คิดมากกกก)
แล้วก็ท่องจำนะคะหนูๆ...
มิกิ๊กเข้าไว้
สดใสซาบซ่า
ผู้ชายผีบ้า (เปลี่ยนเป็นคำว่าผู้หญิงก็ได้ ถ้าคุณเป็นผู้ชาย)
ไม่น่าหลงใหล
คบๆ เลิกๆ
เอิ๊กๆ หลอกใช้
อยากโง่ทำไม
ไม่ได้รักเอ็ง
บ่นมานาน ไปอ่านหนังสือเรียนแล่ว...
อย่าคิดมากนะ สมาชิก
ป.ล. จงอ่านด้วยวิจารณญาณจริงๆ นะ -__-
ป.ล. 2 พยายามเขียนให้เป็นกลาง แต่ก็ทำไม่ได้ ฮ่าๆ ยังไงๆ ประธานก็เป็นผู้หญิงนี่นา ลำเอียงนิดหน่อยไม่ว่าอะไรหรอกเนอะ
December 05 dedicated to พ่อจ๋า- คอมรวนๆ ตอนเด็กๆ เวลาคอมรวนก็จะไม่วินิจฉัยอาการก่อนเลย ก็จะร้อง แง้...พ่อจ๋าคอมเจ๊ง ก่อนแล้ว
- ช่วงนี้เล่นเนตบ่อย แต่ตอนเด็กๆ พอวันศุกร์มาก็จะเกาะข้างโต๊ะทำงานพ่อจ๋า ^ ^ ส่งสายตางื้ดๆ อ้อนขอใช้คอม (เมื่อก่อนเนตแพง วันธรรมดาก็ไปเรียนหนังสือ จะได้เล่นเนตก็วันศุกร์กลางคืนเท่านั้น เหอๆ)
- พ่อจ๋าปีนขึ้นไปบนหลังคา ตั้งถังน้ำ 100 ลิตรเอาไว้ เอากระจกบานเกล็ดเป็นตัวรับพลังงานแสงแดด ได้น้ำอุ่นพลังแสงอาทิตย์ ใช้ได้มากว่า 10 ปี ประหยัดค่าไฟ กะค่าเครื่องทำน้ำอุ่นจริงๆ ตอนที่มันเสียเคยมีคนแอบกระซิบว่า "ไม่ต้องรีบซ่อมหรอก เดี๋ยวพอจะหาลูกเขยก็ให้ดู ว่าใครซ่อมได้ก็ค่อยตอบรับยกลูกสาวให้" ยิ้มรีบค้านทันที...ใครมันจะซ่อมได้ฟะ -_- แค่นี้ก็จะขายไม่ออกอยู่แล้ว
- พ่อจ๋าคงอยากได้ลูกชาย แต่พอได้ลูกสาวพ่อจ๋าก็ไม่บ่น ชวนลูกสาวมาดูพ่อจ๋าต่อแผงวงจรไฟฟ้า สอนเปลี่ยนยางรถ บอกวิธีเช็คหม้อน้ำและแบตเตอรี่รถยนต์(ซึ่งตอนนี้ก็ละลายออกไปจากหัวเรียบร้อยแล้ว แย่เลย จริงๆ มีประโยชน์นะเนี่ย)
- พ่อจ๋าเป็นบุคคลสารพัดนึก ช่วยลูกสาวทำการบ้านทุกอย่าง ตั้งแต่โจทย์เลข โจทย์ฟิสิกส์ วาดรูปสีน้ำ งานบ้าน (ช่วยเย็บผ้าด้วย แหะๆ)
- สมัยเด็กๆ พ่อจ๋าเป็นคนทำอาหารมือวางอันดับสอง (ถ้าแม่จ๋าไม่อยู่) เพราะตอนนั้นน้องยิ้มขาทำได้แต่ไข่เจียว -_- (เอิ่ม...แต่ตอนนี้ยิ้มทำอาหารได้แล้วนะ แม่จ๋าไม่อยู่ยิ้มทำเองก็ได้)แหะๆ
- แม่จ๋าไม่อยู่ พ่อจ๋าก็(พยายาม)ถักผมเปียให้ด้วย อิอิ
- พ่อจ๋าจะสมัยใหม่มาก เข้าใจวัยสะรุ่นดี เวลาเถียงกัน ก็จะได้กองหนุนไว้สู้กะแม่จ๋าเสมอ (แต่ว่าประชาธิปไตยในบ้านมันระบบแปลกๆ เหมือนว่า 2 เสียงทางนี้จะแพ้หนึ่งเสียงทางโน้นเรื่อยเลย -_- เอ...หรือว่าจะเรียกว่าระบบมาตาธิปไตยดี)
ขนาดมาอังกฤษแล้วพ่อจ๋ายังไม่วายช่วยเหลือตลอด
เรียน ICT ทำ Database ไม่ค่อยเข้าใจ พ่อจ๋าก็อุตส่าห์เขียนคู่มือเป็นภาษาอังกฤษมาให้เลย (ตอนนั้นคอมที่โรงเรียน A-level อ่านไทยไม่ได้) บอกมาเสร็จสรรพว่าต้องทำอะไรที่ไหน (โอวววว)
คิดถึง ๆ ๆ นะจ๊า...
เพิ่งนึกได้อีก..ว่าไม่ค่อยจะมีรูปคู่กะพ่อจ๋าเลย เพราะพ่อจ๋าชอบถ่ายรูปก็จะเป็นคนถ่ายตลอด (หรือไม่ก็สลับกัน แน่นอน...มือวางอันดับสองถ่ายรูปต้องเป็นข้าพเจ้า) ดังนั้นจะหารูปเราคู่กันยากมาก...ทั้งคอมสามารถค้นหาได้เพียงแค่นี้
ไม่ได้แล้วล่ะ..ต้องสอนให้แม่จ๋าถ่ายรูปดีๆ แล้ว ไม่อย่างนั้นเราจะไม่มีรูปคู่กันเลย เหอๆ ๆ เดี๋ยวนี้กล้อง digital ถ่ายง่ายจะได้ ไม่ได้ยากเหมือนกล้องเลนส์ของพ่อจ๋าแล้ว ^__^ ให้ address พ่อจ๋าไว้นานแล้ว ไม่รู้พ่อจ๋าจะเข้ามาอ่านหรือเปล่า อิอิ ข้อสงสัย: ทำไม ฮีโร่ในใจของเด็กผู้หญิงวัยรุ่นหลายๆ คนถึงเป็นแบบพ่อของตัวเอง (จากการสำรวจก่อนทำอัลบั้ม Boys&Girls ของฝน นภัส อิอิ) แล้วพอเปลี่ยนจาก เด็กหญิงไปเป็นผู้หญิงแล้ว ความเชื่อน้นจะเปลี่ยนไปไหม... ปัจจุบันนี้เหลือผู้ชายไทยที่ไม่แคร์รูปลักษณ์ภายนอกสักกี่คนกันหนอ มีคนบอกว่ากราฟความสวยของศศิษยา ความชันลดลงเรื่อยๆ ตั้งแต่ม.ปลาย -_-' ชักเริ่มเครียดจริงๆ จังๆ แล้วดิ นี่ตอนนี้สภาพฉันมันเลวร้ายขนาดนั้นเลยเรอะ? ทำไมมาท้ายๆ บลอก เราชักออกนอกเรื่อง..เหอๆ ๆ ไปดีกว่า ง่วงนอน
December 02 วันแห่งความบังเอิญวันนี้ตื่นเช้ามาแบบงงๆ ง่วงๆ เหมือนเดิม...
แต่รู้สึกสดใสแปลกๆ (อาจจะเป็นเพราะว่าเป็นวันศุกร์ จะได้หยุดแล้ว เย่ๆ )
ไปทำงานที่ York City Council เหมือนเดิม...
จอห์นบอกว่าวันนี้จะไปลงไซต์กันนะ
อ้าวววว ไม่บอกก่อนอ้ะ ใส่รองเท้าบูตไปติดๆ กัน 2 อาทิตย์ อยู่ในออฟฟิศหมด
วันนี้เลยใส่รองเท้าผ้าใบไป ปรากฏว่าต้องลงฟิลด์อีก แต่ก็ไปทั้งอย่างนั้น เลอะก็เลอะไปเถอะ ใช่ว่าจะไม่เคย
ไปถึง Hungate ไซต์ที่มีหลุมขุดค้นหลุมใหญ่ มากกกก นัยว่าเป็นการขุดค้นที่ใหญ่ที่สุดมาตั้งแต่ปี 1984
ที่นี่ใช้แต่ Professional archaeologists ขุดเท่านั้น
อึ้งเลย...พอไปถึงเราก็เจอ เอเลน่า สาวสเปน ที่เคยคุมไซต์ขุดที่ St. Mary's Abbey
ดีใจมาก เข้าไปทักทันที
เอเลน่านึกแป๊บนึงก็อ๋ออออ จำได้
แล้วก็บอกว่าบอกว่าโทบี้ก็อยู่นะ (ไซต์ซุเปอร์ไวเซอร์อีกคนหนึ่ง)
ยิ่งดีใจเข้าไปอีก เพราะเราชื่นชมโทบี้มาก เขาเป็นคนเก่ง เก่งมากๆ
แต่ว่าก็ต้องเดินตามจอห์นตลอด คิดในใจว่าคงไม่มีทางได้เจอโทบี้แน่ๆ
แต่ปรากฏว่า ขณะที่เดินออกจากไซต์นั่นเอง ก็เจอเขากำลังสำรวจอยู่ไม่ห่าง
ข้ามถนนเข้าไปทักทันที
เค้าจำเราได้ด้วย เย่ๆ ๆ ๆ ดีใจที่ได้เจออีกครั้ง
ออกจากไซต์ Hungate ไปตรวจที่ เอ่อ...จำชื่อไม่ได้ แต่ว่าอยู่เลย Micklegate ออกไป
เอ...นักโบราณคดีหน้าคุ้นๆ พอเค้าหันมาหาเรา เขาก็ฉีกยิ้มกว้างให้ทันที "อ๊าก...ยู อีกแล้วเรอะ"
จ๊าก...เลกเชอเรอร์คนที่สอนวิชาที่เราหนีออกมาล่องเรื่อนี่นา -_-" ยิ้มแหยๆ ให้ไป แหะๆ
อาจารย์คนนี้ชื่อ สตีฟ ทิมส์ จอห์นบอกว่าเก่งมากกกกกก
อ่าหนูผิดไปแล้วค่ะ ที่หนีอาจารย์ออกมา
ทำไมวันนี้มีแต่เรื่องบังเอิญ
เดินกลับเข้าเมืองมา แยกย้ายกะจอห์นไปหาข้าวกิน ถอดเสื้อแจ็คเก็ตสีเขียวสะท้อนแสงกะหมวกกันน๊อคสีเหลืองออก
นึกในใจ ใครมาเห็นตอนนี้ต้องคิดว่าเราเป็นคนงานทำถนนแน่ๆ เลย
(บางที...คนที่คุณเห็นอาจจะไม่ใช่คนกวาดถนนหรือช่างก่อสร้างนะคะ เขาอาจจะเป็นนักโบราณคดี หรือวิศวกรก็ได้ ที่นี่ถ้าต้องลงสนามต้องใส่เสื้อสีนี้หมดแหละ)
คิดว่าจะไม่เจอใครในสภาพแบบนี้แล้วเชียว...
ดันเจอเต้เข้าอีกจนได้ แหะๆ
พี่แกมาเดินเล่นในเมืองได้จังหวะพอดี
วันนี้เป็นวันแห่งความบังเอิญจริงๆ
แต่ก็ดีใจ...
เพราะเราได้เจอโทบี้กะ เอเลน่าอีกครั้ง ^____________^
อารมณ์ดีทั้งวันเลย November 27 โน่นนิด นี่หน่อยท่านผู้อ่านคะ วันนี้ประธานชมรมคนโสดแสนสุขตัดตอนเอาบทสัมภาษณ์ของนักเขียนลึกลับไม่ปรากฏนาม (เพราะผู้อ่านคงรู้กันดีอยู่แล้วว่าเป็นใคร อ้าว..ก็นี่บลอกใครเล่า ถ้าไม่สัมภาษณ์มันแล้วจะสัมภาษณ์ใคร -_-") อ่านแล้วขอให้ได้อะไรเอากลับไปขบคิดบ้างนะคะ เพราะว่าทั้งคนสัมภาษณ์ และคนถูกสัมภาษณ์ก็หวังว่า อ่านแล้วเพื่อนๆ จะได้คิด..ได้วิเคราะห์..สังเคราะห์จนเกิดองค์ความรู้ใหม่ตามกระบวนการเรียนรู้ที่ถูกต้อง อย่าสักแต่ว่าอ่านแล้วอ่านเลย ไม่อย่างนั้นอาจจะเหมือนเพลงของโน้ตอุดมได้ค่ะ
"ปัญญาเราไม่ค่อยยยย ดี
เราจึงมีคะแนนนนนนน ต่ำ
ท่องๆ ๆ ๆ ๆ ท่องงงงงงง จำ"
เด็กรุ่นใหม่ต้องคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ค่ะ ท่านผู้อ่าน
(เอ...ว่าแต่ คิด วิเคราะห์ สังเคราะห์มันคืออะไรหว่า...จำเขามาพูดนะเนี่ย)
เอ....(เริ่มแย้มปากออกเป็นเชิงยิ้ม) แต่จริงๆ ก็เป็นนิมิตหมายอันดีนะคะ แปลว่าเรายังหน้าตาและคุณสมบัติเหมือนเด็กเอ๊าะๆ อยู่ โชคชะตาเลยกำหนดให้เราได้เรียนเหมือนเด็กม.ปลายอีกครั้งน่ะค่ะ เหอๆ ๆ ๆ
รวมร่างก็ได้
วันไหนบ้าก็จงอย่าถือสา เพราะคนสวยบ้า ไม่ผิด
ขอขอบคุณที่สละเวลาอันมีค่ามาอ่าน เอิ๊กๆ วันนี้เราไร้สาระจริงๆ November 22 A bit about Heritageเมื่อคืนนอนไม่หลับอีกแล้ว... เข้านอนไม่ถึงตีสองดี กว่าจะข่มตาให้หลับได้ก็ตีสามโน่นมั้ง แง...
ช่วงนี้ในหัวเต็มไปด้วย Heritage ตลอดเวลา แล้วก็ต้องมาหาทางระบายออกทุกที (จะมีใครมาว่าเราเนิร์ดมั้ยเนี่ย งึมๆ )
ถ้าผ่าสมองออกมาตอนนี้จะพบแต่คำว่า Stakeholder, consultant, landowner, PPG16 (Policy guidelines ของอังกฤษเค้า บ้านเราไม่มี), Conflict of Interests, Managemen Plan, Visitor Flow, Site interpretation แบบ อยากจะกรี๊ดจริงๆ
โอเค ก็เลยต้องมาบ่น เพื่อนระบายออก อิอิ คนอ่านก็ทนๆ อ่านไปก่อน เพื่อสวัสดิภาพของคนเขียน
ถ้าไม่เขียนเกี่ยวกับเรื่องเรียนอาจจะ น้ำลายยืด ตาเหลือก ชักแหง็กๆ ๆ ขาดใจไปก่อนได้
บ่นเรื่อง Thornborough Henges ก่อน
มั่นใจเลย...ไม่มีใครรู้จักหรอก
แต่ถ้าพูดว่า Stonehenge ก็จะเริ่ม อ๋อ....สิ่งมหัศจรรย์ของโลกใช่บ่
ใช่แล้วจ้า...
นักโบราณคดีบอกว่า Thornborough Henges นี่น่ะ มีความสำคัญพอๆ กับ Stonehenge เลยน้า....แต่ว่าไม่ได้เป็นหิน เป็นคันดินวงกลม ๆ 3 วง
(เด๋วจะแทรกรูปไว้ตอนท้ายละกัน ขี้เกียจทำ link ไปจากตรงนี้ละ ต้องอัพโหลดหลายต่อ) ที่สำคัญก็คือ มันอยู่ตอนเหนือด้วย อยู่ใน Yorkshire ด้วย
(ไม่รู้จักเลยวุ้ย ถ้าไม่ได้เรียนโบราณคดีจะเคยได้ยินมั้ยเนี่ย)
เค้าบอกว่า ความสำคัญมันเท่าๆ กัน แต่ว่าการจัดการมันช่างต่างชั้นกันเหลือเกิน แถมที่แย่กว่านั้น ใกล้ๆ กับ Thornborough Henges เนี่ย ยังมีสัมปทานขุดกรวดล้อมรอบ
เกือบจะขุดเข้าไปในวงกลมแล้ว เอ..ไม่ใช่สิ เข้าไปในวงกลมของ henge อันกลางแล้วด้วย ทีนี้ ชาวบ้านก็ออกมาโวยวายๆ ตั้งกลุ่ม Friends of Thornborough ขึ้นเพื่อร้องเรียนทางการ ปัญหายืดเยื้อมา 2-3 ปีแล้ว ยังไม่จบ และยังไม่รู้จะจบเมื่อไหร่
โธ่ แค่ 2-3 ปีเอง เด็กๆ เวียงกุมกามที่ จ. เชียงใหม่น่ะ ขุดมาตั้งแต่ปี 2525 (ยังไม่เกิดเลย -_-) จนบัดนี้...ปัญหายังไม่คลี่คลาย ต้องให้คนที่นี่ไปดูงานเสียแล้ว...
เรียกได้ว่าปัญหามันเกิดขึ้นทุกที่แหละ มากน้อยก็ต่างๆ กันไป ประเทศนี้ก็ว่ามีระบบที่ดีแล้ว ก็ยังไม่วาย...
มรดกชาติ..ก็สำคัญ
กรวด ทราย..ก็สำคัญสำหรับการก่อสร้าง และการพัฒนาในท้องถิ่น
ข้าพเจ้าคิดว่า...ถ้าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในเมืองไทย สัมปทานกรวดชนะแน่ๆ เลย ก็แหม เมืองไทยเราให้ความสำคัญทางด้านการพัฒนามากกว่า
แล้วเราจะมาเรียน "ศาสตร์แห่งเงา (อดีต)" นี่ทำไมหนอ...
เรียนไปก็ยังมองอนาคตอันมืดมนไม่ออกเลย
อ้าว นอกเรื่องไปมากแล้ว กลับมาเรื่อง มรดกชาติกันต่อ
ขนาด Stonehenge ที่เป็นมรดกโลกที่ UNESCO จัดตั้งให้เนี่ย ยังถูกวิจารณ์เลย ว่าการจัดการไม่ดี
(ไปมาแล้ว 2 รอบ เห็นด้วยกะคำวิจารณ์เต็มเปี่ยม)
ค่าเข้าก็แพ้ง แพง ข้อมูลที่ได้ก็น้อย คือ มันน่าจะทำได้ดีกว่านี้
St. Pual's Cathedral กะ Westminster Abbey ก็กำลังอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง
เพราะอยู่ในลอนดอน ได้รับมลภาวะทุกวันๆ UNESCO จะถอดออกจาก List อยู่แล้ว เพราะว่าการดูแลรักษาไม่ดีเท่าที่ควร ไม่สามารถป้องกันสถานที่ท่องเที่ยวจากมลภาวะได้
เออหนอ...จะให้ทำยังไง สร้างโดมแก้วครอบเอาไว้อย่างนี้เหรอ (ก็จะมีคนอีกกลุ่มมาค้านอีก ว่ามีผลต่อทัศนียภาพ คุณทำอย่างนี้มันเสียคุณค่าทางศิลปะไปนะครับ เหอๆ)
เออ...พูดถึง St. Paul's Cathedral กะ Westminster Abbey เพิ่งรู้ตอนอาจารย์บอกตอนอยู่ปี 3 นี่แหละ -_- ว่าจริงๆ แล้วมันถูกสร้างคู่กัน แต่ว่าอุทิศให้นักบุญคนละคน Westminster นี่อุทิศให้เซนต์ปีเตอร์ Eastminster ก็คงอุทิศให้เซนต์ปอลแหละ (เลยกลายมาเป็นชื่อทีหลัง แหะๆ - เดามั่วจริงๆ ผิดหรือเปล่าเนี่ย)
St. Paul's ถูกเรียกว่า "Eastminster" ตรงข้ามกะ ""Westminster" (คำว่า Minster มาจากรากศัพท์เดียวกะคำว่า Monastery รู้สึกดิกอังกฤษ ไทย จะแปลไว้ว่า "วัด" ส่วนคำว่า Cathedral เค้าแปลไว้ว่าโบสถ์ใหญ่ แต่เหมือนได้ยินคนเรียกหรูๆ ว่า มหาวิหาร ดังนั้นคำว่า Cathedral มันน่าจะใหญ่กว่า Minster แต่ไหง York Minster ดันใหญ่กว่า Cathedral อีกหลายๆ ที่ก็มะรู้ อาจารย์บอกว่า Minster เป็นภาษา Saxon)
แต่ก็มีนักโบราณคดีอีกหลายคนออกมาเถียง จริงเหรอ...Eastminster คือ St.Paul's แน่เหรอ แล้วก็เขียนหนังสืออกมาหลายๆ เล่มว่าใช่ หรือไม่ใช่
ทำไมเขาว่างกันจังอ้ะ แค่เรื่องชื่อก็เขียนหนังสือเป็นเล่มๆ ได้ (พอๆ กะตอนที่เถียงว่าจะเรียก ลานนา หรือล้านนาดี ตกลงตอนนี้นักวิชาการให้เรียกล้านนา นะคะ แล้วถ้าเรียกรวมกันว่า ล้านนาไทย ก็อาจจะมีคนเคือง - ใช่มั้ย น้องฟลุก??
ขอให้ศาสนสถานและมรดกโลกทั้งสองจงรอดวิกฤตไปด้วยกันนะคะ (เรียนๆ ไปแล้วเลยรู้ว่า บางทีจัดการเด็ดขาดไปเลยแบบที่สุโขทัยก็ดี - "ชาวบ้าน ย้ายออกกกกกก" แต่ก็นะ...มันขัดกะแนวคิดปัจจุบันที่ว่าการพัฒนาต้องเป็นไปแบบยั่งยืน ต้องให้ชาวบ้านเป็นส่วนหนึ่งของโบราณสถาน ไม่สร้างปัญหาให้กันและกัน)
บ่นไปเรื่อยๆ ก็วกมาที่สุโขทัยกะอยุธยา
สุโขทัยเป็นโบราณสถานเปล่าๆ เลย (ไล่ชาวบ้านออกไปแล้ว)
อยุธยามีเมืองใหม่แทรกอยู่ด้วย
เราเองยังรู้สึกเลย ว่าเราชอบแบบเกลี้ยงๆ แบบสุโขทัยมากกว่า แต่ว่า...ทฤษฎีพยายามจะบอกว่า แบบอยุธนาเนี่ย...เขาเรียกว่า Living Heritage เป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนกว่านะจ๊า..
ขอปิดท้ายด้วยเรื่องไร้สาระ
เมื่อไม่นานนี้อาจารย์บอกว่า
"นักเรียนรู้ไหมคะ อาจารย์เดินผ่าน York Minster มาหลายปีแล้ว ตอนเด็กๆ อาจารย์คิดว่า ทำไมหนอ...สถานที่ก็เป็นสถานที่เดิม แต่อาจารย์ไม่เคยเห็นมันเป็นสีเดียวกันเลยสักวัน พอโตขึ้นอาจารย์ ถึงได้รู้ว่า มันคนละสีจริงๆ ด้วยค่ะ เพราะหินปูน (Lime stone) จะเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ ตามการหักเหของแสง"
เออ...จริงด้วย
มิน่าล่ะ เดินผ่านวันฝนตกทีไร เราเห็นมันเป็นสีน้ำตาลแก่เศร้าๆ โศกๆ หมองๆ เก่าๆ ทึมๆ
วันฟ้าใสทีไร เดินผ่านก็จิตใจรื่นเริง ตอนแรกก็คิดว่าคิดไปเองเสียอีก
บ่นมานานอ้ะ หิวข้าวแล้ว ไปหาข้าวกินดีกว่า T_T November 19 หรือจะถึงกาลเสื่อม????ตะกี้ไป Costcutter มา ไปซื้อนมกับกระเทียม 2 หัว จะเอามาผัดก๋วยเตี๋ยว
สองอย่างรวมกันตกราคา 1.11 ปอนด์ ควักแบงค์ 10 ส่งให้แคชเชียร์ ซึ่งเป็นนักเรียนหญิงเคี้ยวหมากฝรั่งหยับๆ
(ถ้าเป็นอาจารย์แล้วลูกศิษย์ทำงานพิเศษ เคี้ยวหมากฝรั่งไปด้วย พูดกับลูกค้าไปด้วยอย่างนี้ เจอเหน็บแน่...มีหมากฝรั่งอยู่ในปากก็ช่วยซ่อนๆ หนอยได้ไหม อย่ามาเคี้ยวเวลาพูดกับลูกค้า ไร้มารยาท!! )
หลังจากส่งเงินให้ไปแล้ว เพิ่งค้นพบว่าเหรียญเพนซ์กะ 2 เพนซ์มีมากเหลือเกิน
เลยยื่นให้เจ๊ 11p แล้วบอกว่า "เดี๋ยวค่ะ มี 11p" แต่เจ๊มือไว กดลงไปแล้ว
เจ๊ทำหน้างงมาก เหมือนกับเจอโจทย์แคลคูลัส ที่ต้องดิฟ ต้อง อินทิเกรตหลายตลบแล้วเงยหน้าขึ้นมาบอก
"ช่างมันเหอะค่ะ คิดเงินไปแล้ว มันจะยุ่งยาก"
ถ้าเจอโหมดยิ้มอารมณ์ดี ก็อาจจะยิ้มให้แล้วบอกว่าไม่เป็นไร นี่ดันมาเจอยิ้มโหมดปั่นงาน
"ไม่ใช่ค่ะ ที่ให้ไปเนี่ย ไม่อยากถือเหรียญหนัก ก็ราคาทั้งหมดปอนด์ 11 พี ให้ไป 10 ปอนด์ 11 พีก็ทอนมาให้ 9 ปอนด์"
เจ๊ก็อึ้งไปนิด หลังจากทำหน้างงตาเหลือกไปมาแล้วก็หยิบเงินมาให้ด้วยท่าทีกรแทกกระทั้น เมาค้างรึเปล่าเจ๊...
เสียดายไม่ทันอ่านป้ายชื่อ ไม่งั้นตูจะรายงานนนนนนนนน
มาบ่นเฉยๆ เพราะรู้สึกว่า เด็กอังกฤษช่วงหลังๆ นี่จะเสื่อมๆ หลายคน (แต่คนดีๆ ก็ยังมีนะ)
สมองเสื่อมเพราะมัวแต่กินเหล้า ใช้เครื่องคิดเลข เลขง่ายๆ ก็คิดไม่ได้
มารยาทเสื่อม...เคี้ยวหมากฝรั่งหยับๆ ๆ เฉย บางึคนเคี้ยวหมากฝรั่งขณะที่อยู่ในห้องเรียน แล้วกำลังฟังคนอื่นรายงานด้วยซ้ำ
บางคนก็นอนเอนราบ ทำหน้าเหม็นเบื่อไม่เกรงใจ
งี้แหละ..
ใช่ว่าประเทศที่พัฒนาแล้วจะสามารถพัฒนาประชากรได้ทั่วถึง
เฮ้อ... November 15 โฆษณาแอบแฝง (อีกแล้ว)วันนี้แวะมาโปรโมตอย่างสั้นๆ นะคะ ^^
ความรู้สึกดีที่เรียกว่ารักเล่ม 22 ออกแล้ว ฟ้าปรายฝนเขียนเรื่อง สวัสดี KL ค่ะ
ส่วนรวมเรื่องสั้นของ อมรินทร์ 'ปาร์ตี้นี้...มีรัก' ก็ออกแล้วเหมือนกันค่ะ
ลองอ่านคำโปรยที่ปกหลังแล้วเดาๆ ละกันว่าเรื่องไหน ^ ^
แปะรูปหน้าปกค่ะ
ขอฝากผลงานอีก 2 ชิ้นไว้ในอ้อมอกด้วยนะคะ ^^ ขอบคุณค่ะ
เฮ้อ..คราวนี้เกือบจะหมดสต๊อคแลวจริงๆ ด้วยสินะ
เหลือเรื่องสั้นที่ส่งไปแล้วอีก 2 เรื่องเองมั้ง งึม ๆ ๆ
November 14 ไม่มีชื่อเรื่องดังที่เคยบอกไว้ เหอๆ ถ้าไม่เขียนบลอก หัวก็จะระเบิด เพราะรับอะไรๆมามากมาย แล้วไม่ได้ปล่อยไป
ดังนั้นก๊อเลยมาบ่นกับ my space อีก จะได้นอนหลับสบาย
วันนี้ที่คณะเขาเชิญนักพัฒนาที่ดินกะ consultant มาเลกเชอร์ คนแรกพูดในฐานะนักพัฒนาที่ค่อนข้างจะมี interest ที่ตรงข้ามกะนักโบราณคดีเต็มที่ ท่านผู้อ่านคะ ที่ประเทศอังกฤษนี้ เจ้าของที่หรือ developerเป็นคนจ่ายค่าขุด ค่าศึกษาค่ะ (เหอๆ ประเทศไทยไม่มีอย่างนี้บ้างแฮะ) ก่อนที่จะก่อสร้างอะไรในพื้นที่ Local Planning Authority ต้องไปตรวจเช็คว่ามีหลักฐานสำคัญทางโบราณคดีอยู่รึเปล่า แล้วถ้ามีก็ต้องขุด ส่วนค่าขุดก็เจ้าของที่หรือเจ้าของโครงการก็ต้องยอมออกไป ไม่น่าสงสัยเลยว่าทำไมพวกนี้เขาถึงได้เป็นปฏิปักษ์กับนักโบราณคดีนัก ก็ถ้าผ่านขั้นตอนการศึกษาเอกสารแล้วของใต้ดินมันสำคัญจริงๆ โครงการของเค้าก็ต้องล่าช้า เพราะต้องรอนักวิชาการมาขุดค้นก่อน
ที่York นี่ เห็นเป้นเมืองเล็กๆ แต่จริงๆ แล้วการบริหาร จัดการก็สับสนไม่ต่างกัน
York ในสายตานักท่องเที่ยวเป็นเมืองน่ารัก
ในสายตาคนท้องถิ่น...มันเป็นเมืองที่อังกริ๊ด อังกฤษ
ในสายตาของนักโบราณคดี...ว้าว โรมัน แองโกลแซกซอน ไวกิ้ง นอร์มัน
ในสายตานักเรียน...เล็กว่ะ ไม่มีที่ clubbing เท่าไหร่เลย Nightlife ก็ไม่อลัง ดีนะเนี่ยที่อยู่ติด Leeds
ในสายตาของนักพัฒนา...เศรษฐกิจที่นี่ทำไมมันเฉื่อยอย่างนี้ อยู่นิ่งกับที่มาเกือบร้อยปีแล้ว
ด้วยความเชื่อ (ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือคาดการณ์ผิดก็แล้วแต่) ผู้คนเคยถูกกระตุ้นให้ออกไปสร้างถิ่นฐานอยู่รอบนอกของยอร์ค ความเจริญต่างๆ เช่นโรงหนัง ซูปเปอร์มาเก็ต ห้างต่างๆ เลยออกไปอยู่ข้างนอกเสียมาก เพื่อดึงดูดคนออกจากเมือง (เขาคิดว่าจะได้อนุรักษ์ให้เป็นเองมรดกที่ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นกรรมของนักเรียนต่างชาติเยี่ยงพวกเรา -_- ไม่มีที่ช้อปอาหารสดเท่าไหร่เลย)
หากเศรษฐกิจที่ไม่เติบโตเลยมานานนับสิบสิบสิบปี ทำให้เขาคิดได้ และล้มเลิกการผละกคนออก แต่เริ่มหันกลับมาพัฒนาพื้นที่ในเขตกำแพงเมืองเพื่อดึงคนเข้าบ้าง (กรี๊ดดด ดีจังเลย อีกหน่อยในเมืองจะมีมอริสันแล้ว เอ...แต่กว่าจะสร้างเสร็จตูไม่เรียนจบไปไกลแล้วเรอะ -_-)
พื้นที่เดียวที่จะสามารถพัฒนาเป็นบ้านและสิ่งอำนวยความสะดวกได้คือส่วนที่เรียกว่า Hungate (ทางตะวันออกของเมือง) ซึ่งเป็นแหล่งเสื่อมโทรมมานานนนนน จนถึงประมาณ 1940 (Canary Wharf ในลอนดอนที่ตอนนี้เป็นออฟฟิศหรูหราไฮโซก็เคยป็นแหล่งเสื่อมโทรมมาก่อน คงใช้แนวคิดเดียวกัน) หลังจากนั้นตึกเก่าๆ โทรมๆ ก็ถูกทุบเป็นที่โล่งๆ
พื้นที่ตรงที่เรียกว่า Hungate นี้ถูกใช้เป็นท่าเรือตั้งแต่สมัยโรมันมาจนถึงศตวรรษที่ 14
นานมากกกกก......จนมีการทับถามทางโบราณคดีถึง 7 เมตร นักโบราณคดีประเมินว่ามันไม่ได้มีแค่ National significance หรอก มันมี International significance เลยแหละ เรียกว่าทุกคนตื่นเต้น แล้วก็กำลังจะขุดค้นกันเป็นโครงการใหญ่ (จริงๆ เคยขุดครั้งใหญ่มาแล้วที่ coppergate ได้ของสมัยไวกิ้งกะ แองโกลแซกซอนมาเพียบ ส่วนที่นี่...เค้าว่ากันว่า...ใหญ่กว่า มีหลักฐานมากกว่าที่ coppergate อีก โอ้ววววว)
แต่แปลกแฮะ คนที่นี่เขาไม่อยากให้เมืองของเขาเข้าเป็น World Heriatge Site ของ UNESCO เท่าไหร่ (ยกตัวอย่าง WHS ของไทยคือ อยุธยา สุโขทัย+ศรีสัชณาลัย บ้านเชียง ห้วยขาแข้ง เขาใหญ่) เพราะเขากลัวกันว่าพอถึงตอนนั้น จะทำอะไรก็ต้องวุ่นวายขออนุญาตกันลำบากลำบน เออ...ก็คิดแปลกออกไปแฮะ ชาวหละปูนดิ้นรนแทบตายที่จะเข้า WHS แต่ว่ายังไม่ Meet the criteria
ก็มารอดูอนาคตของ York ต่อไปละกัน ตอนนี้ก็มีรายได้จากการท่องเที่ยวไปก่อน เข้าใจละว่าทำไมต้องเก็บตังค์ค่าเข้า Minster นอกจากท่องเที่ยว ยอร์คไม่มีอะไรเลยจริงๆ ด้วย อย่างน้อยเคมบริดจ์ก็ยังมี science park หรือ Oxford ก็ยังมีโรงประกอบรถ
นี่แหละค่ะ ความจริงขิง York เมืองเล็กๆ น่ารักอย่างนี้ ^ ^
ตอนนี้ง่วงละ หนีไปงีบดีกว่า
|
|
|